สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานผลการปฏิบัติงานของ กทช. ในรอบปี 2551 โดยกล่าวว่า กทช. มีความคืบหน้าในการปฏิบัติงานมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังขาดกฎหมายที่ชัดเจนในการจัดสรรคลื่นความถี่และควบคุมกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวี และเรียกร้องการความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาลและความช่วยเหลือจาก กทช. ในการแก้ไขปัญหาวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการตรวจสอบการใช้คลื่นความถี่และการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการโทรคมนาคม รวมถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะเรื่องการคงเลขหมาย และเรียกร้องมาตรฐานและผลประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับค่าบริการ SMS

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในรายงานผลการปฏิบัติงานประจําป้ ๒๕๕๑ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่เขียนไว้ในหน้าปกรายงานว่า โทรคมนาคมเพื่อคนไทยนะครับ ในรอบป้ ๒๕๕๑ ต้องถือว่า กทช. หรือคณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีความคืบหน้าในการปฏิบัติงานมากกว่าป้อื่น ๆ ที่ผ่านมา นะครับ โดยเฉพาะผลงานด้านการออกใบอนุญาต แล้วก็การประกาศหลักเกณฑ์และ มาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม อย่างไรก็ตามในฐานะที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปึนองค์กรเดียวที่เหลืออยู่ในกฎหมายองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เนื่องจากว่าคณะกรรมการ กสช. (คณะกรรมการกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) ไม่ได้เกิด ก็เหลือท่านอยู่เพียงองค์กรเดียว และในวันนี้ด้วยกฎหมายหลายฉบับที่ท่านต้องเข้าไปเกี่ยวข้องดูแล ทําให้ท่านต้องเข้าไป กํากับดูแลงานทางด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ด้วย ในบางส่วน และโดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่าน ก็คือยังไม่มีกฎหมายองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และการกํากับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งจะออกมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แม้ว่าท่านจะมีผลงานเด่นชัดอยู่หลาย ๆ เรื่อง นะครับ แต่ว่าผมเองในฐานะที่ติดตามการทํางานของท่านมาเปึนเวลาพอสมควร ก็อยากจะขอตั้งข้อสังเกตในหลาย ๆ ประเด็นนะครับ หลังจากที่ได้อ่านบทรายงานชิ้นนี้ ลงแล้วนะครับ

เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการออกใบอนุญาตชั่วคราวแก่วิทยุชุมชนและ กิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่ ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในมาตรา ๗๘ ที่ระบุว่าระหว่างที่ยังไม่มีองค์กรจัดสรรคลื่น ความถี่ตามมาตรา ๔๗ ของรัฐธรรมนูญก็ให้คณะกรรมการ กทช. ทําหน้าที่ในการ ดําเนินการให้ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงชุมชน และกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ รับใบอนุญาตประกอบกิจการชุมชนและกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่เปึนการชั่วคราวไป พลางก่อน ทราบว่าคณะกรรมการชุดนี้กว่าจะจัดตั้งสําเร็จขึ้นมานะครับ มีองค์ประกอบที่ ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ใช้เวลายาวนานมาก ซึ่งเปึนผลจากความล่าช้าในการปฏิบัติ แล้วก็ ความไม่ชัดเจนในนโยบายของรัฐบาลช่วงที่ผ่านมานะครับจนกระทั่งเมื่อมีการจัดตั้งเสร็จ แล้วก็ทราบว่าดําเนินการในเรื่องราวต่าง ๆ เปึนไปด้วยความล่าช้าแล้วก็ก่อให้เกิดปัญหา มากมายนะครับ วันนี้อํานาจในการออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับวิทยุชุมชนและกิจการ ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ก็เข้าใจว่าน่าจะเปึนเรื่องของเคเบิลทีวี (Cable TV) ก็ยังเปึนไปด้วย ความล่าช้านะครับ ขณะที่ปัญหาเวลานี้ต้องยอมรับว่าทั้งวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวี ทั้งใน ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจํานวนมากอยู่ในสภาพที่เปึนวิทยุเถื่อน เปึนเคเบิลทีวีเถื่อน เหล่านี้ละครับ ก็เปึนช่องว่างที่ทําให้มีคนที่เข้าไปประกอบอาชีพตรงนี้ใช้วิทยุชุมชน ใช้เคเบิลทีวีไปเปึนสถานี ไปเปึนเครื่องมือในทางการเมือง ออกรายการหรือว่าดําเนิน กระจายเสียง ดําเนินการแพร่ภาพกระจายเสียงไปในทิศทางที่เปึนกระบอกเสียงทาง การเมือง หรือใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของการมีวิทยุชุมชน สิ่งนี้ละครับก็จะต้องสอบถามกับทาง กทช. ว่า ณ วันนี้ท่านได้ดําเนินการเกี่ยวกับการจัด ระเบียบวิทยุชุมชนและเคเบิลทีวีไปถึงไหน อย่างไร หลักเกณฑ์ในการจะให้ออก ใบอนุญาตชั่วคราวเวลานี้ดําเนินการไปถึงไหน แล้วก็ครอบคลุมทั่วถึงกับปัญหาที่กําลัง เผชิญอยู่ในขณะนี้หรือไม่ ผมทราบดีว่า ใน กทช. เองก็มีความหนักใจในการเข้าไปจัดการ กับปัญหานี้ แล้วท่านเองก็มีสภาพเหมือนกับจําใจที่ต้องเข้าไปแบกรับภาระนี้ในระหว่างที่ ยังมีช่องว่างอยู่ โดยจริง ๆ แล้วท่านเองก็ไม่ได้มีอํานาจเต็ม เพราะต้องรอให้มีคณะกรรมการ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมายใหม่ แต่ระหว่างที่ยังไม่มีท่านยังต้องเข้าไปแบกรับตรงนี้ แล้วก็ยัง ไม่รู้เหมือนกันว่ากฎหมายนี้จะสําเร็จเมื่อไร และจะออกมาเมื่อใดนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นต่อมาที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือ เรื่องของการตรวจสอบการใช้คลื่นความถี่นะครับ ในรายงานของท่านได้พูดถึงการเข้าไป ดูแลเรื่องของการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔–๕ ประเด็นที่เขียนไว้ในรายงาน แต่ว่าเปึนการเขียนที่ไม่ได้ให้รายละเอียดนะครับ ผมให้ความสนใจกับ ๒ เรื่อง ก็คือ

เรื่องของการตรวจสอบการใช้ความถี่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ท่านบอกว่าเพื่อ ระงับและลดจํานวนการใช้คลื่นความถี่วิทยุที่ไม่ได้รับอนุญาต และเพื่อให้เครือข่ายวิทยุ คมนาคมต่าง ๆ สามารถใช้งานติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านบอกไว้แค่นี้ เองนะครับ นี่พูดไว้ในเรื่องของผลงาน แต่ว่าไม่มีรายละเอียดเลยว่าจากการเข้าไป ตรวจสอบได้พบปัญหาอะไรบ้าง

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของการตรวจสอบวิทยุชุมชน ดังที่ได้กล่าวแล้ว นะครับ ประเด็นที่ผมอยากจะนําเสนอก็คือว่า ท่านได้รายงานไว้ใน รายงานการตรวจสอบ บอกว่าในป้ ๒๕๕๑ ท่านตรวจสอบการครอบครองความถี่วิทยุนี้มีทั้งหมดถึง ๓๒๒,๙๕๒ ความถี่ แล้วก็เข้าไปตรวจสอบพบความถี่วิทยุที่ไม่ได้รับอนุญาตถึง ๑๐,๕๗๕ ความถี่ ท่านได้ตรวจสอบพบสถานีวิทยุชุมชนแพร่คลื่นเกินมาตรฐานกําหนด ๘๙๗ สถานี คําถามก็คือว่าเมื่อท่านไปพบความผิดปกติอันนี้แล้ว โดยเฉพาะการตรวจพบ คลื่นความถี่วิทยุที่ไม่ได้รับอนุญาตที่ ๑๐,๐๐๐ กว่าสถานี ท่านดําเนินการอย่างไรนะครับ มีกฎหมาย มีเครื่องมืออะไรที่สามารถที่จะทําให้ท่านสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ บ้างนะครับ อุปกรณ์กําลังเจ้าหน้าที่ของท่านมีเพียงพอหรือไม่ เพราะในจํานวน ๑๐,๐๐๐ กว่าคลื่น ในจํานวนวิทยุชุมชนที่แพร่กระจายเสียงเกินมาตรฐานกําหนด ๘๐๐ กว่าสถานี มันกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในทั่วทุกภูมิภาค ท่านมีอุปกรณ์มีกําลัง เจ้าหน้าที่เพียงพอหรือไม่ ที่สําคัญก็คือว่าเมื่อท่านไปพบปัญหานี้แล้วอํานาจ ในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ในการดําเนินการมีมากน้อยแค่ไหน ท่านใช้กฎหมายอะไร เข้าไปจัดการ และที่สําคัญก็คือว่าเมื่อเข้าไปตรวจพบแล้วคลื่นวิทยุเหล่านั้นไม่เพียงแต่ ไม่ได้รับอนุญาต แต่ยังมีการแพร่ภาพหรือว่าการกระจายเสียงที่ขัดต่อกฎหมายในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การกระจายเสียงที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง กําลังเจ้าหน้าที่ของ ท่านที่เข้าไปจัดการมีอํานาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน นี่เปึนประเด็น ที่ผมต้องการคําตอบ ท่านประธานที่เคารพครับ มีข้อสังเกตที่เพิ่มเติมอีกหลายประเด็นที่ ผมได้พยายามที่จะหยิบยกมา

อันแรกก็คือว่า ในเรื่องของอํานาจหน้าที่ของ กทช. กําหนดไว้ชัดเจนบอกว่า มีหน้าที่ในการกําหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเปึนส่วนตัวและเสรีภาพของ บุคคลในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม วันนี้สภาพปัญหาที่มีคนร้องเรียนอยู่ จํานวนมาก ก็คือว่ากรณีเมล (Mail : จดหมาย) ขยะในอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่จํานวนมาก เข้ามา เมลในมือถือที่ส่งเปึนเมลขยะเข้ามาขายสินค้า ขายบริการต่าง ๆ ซึ่งต้องถือว่าเปึน สิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการเหล่านั้น ท่านได้เข้าไปดูแล ท่านได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับ เรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน และท่านจัดการอย่างไรนะครับ

เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งในการมาชี้แจงของท่าน เมื่อครั้งที่แล้วท่านได้กรุณาได้รับปากไว้ว่าจะไปดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องสิทธิการคงเลข หมายของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ หมายความว่าไม่ว่าเราจะไปใช้บริการของเครือข่ายมือถือ ของบริษัทใด แต่ว่าเลขหมายที่เราเปึนเจ้าของอยู่น่าจะติดตามตัวไปด้วย ท่านได้รับปากว่า จะไปดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ คําถามก็คือว่าวันนี้ท่านได้ออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วหรือยังนะครับ แล้วก็ทราบว่าท่านเองก็ไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ของ ผู้ใช้บริการทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดมามากมาย ถามว่าได้ไปรับฟังแล้วได้ผล มาอย่างไร จะมีผลในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือว่าจะให้สิทธิในเรื่องของการคงเลขหมาย ในเรื่องนี้อย่างไรบ้างนะครับ

เรื่องต่อมาคือเรื่องค่าบริการ เอสเอ็มเอส (SMS : Short Message Service บริการส่งข้อความสั้น ๆ) ที่ส่งข้อความไปแสดงความเห็นทางหน้าจอทีวีหรือว่าการส่ง ข้อความไปโหวตในรายการต่าง ๆ หรือการโหลดข้อมูลซึ่งค่าบริการที่แตกต่างกันมาก แล้วก็ดูเหมือนว่าผู้ใช้บริการจะถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอดนะครับ ราคาตั้งแต่ ๕ บาท ๖ บาท ๙ บาท บางแห่ง ๑๕ บาท ตรงนี้มีมาตรฐานอย่างไรนะครับ ผลประโยชน์ที่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของเครือข่ายมือถือนั่น ๑ ละ ๒. ผู้มาร่วมทํากิจกรรมก็คือเจ้าของรายการ โทรทัศน์นี่ได้เงินแน่นอน แต่ว่าคนที่เสียประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชน แล้วก็รัฐเอง ก็ไม่สามารถที่จะเก็บเงินในส่วนนี้เข้ารัฐได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย