สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการและความเป็นมาตรฐานในการตรวจสอบการเงินของประเทศ อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และเรียกร้องให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเน้นย้ำเรื่องนี้มากขึ้น โดยเสนอให้กรรมการวินัยเป็นเครื่องมือของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และตั้งกรรมการวินัยภูมิภาคในพื้นที่ทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องคุณสมบัติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเสนอให้เพิ่มคุณสมบัติของความซื่อสัตย์สุจริต และขอให้สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการตั้งข้อสังเกตกับร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งฉบับที่เสนอโดยคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน และเสนอโดยท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นะครับ ได้อ่านทั้ง ๑๑๖ มาตรา ของร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ก็เห็นว่าทั้งหมดนี้เปึนการวางมาตรฐานในการตรวจสอบ การเงินของประเทศที่พอจะไว้วางใจได้ว่าในวันข้างหน้าไม่ว่าใครจะเข้ามาเปึน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้ที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติ ตามกฎหมายฉบับนี้ก็จะเปึนที่ไว้วางใจของพี่น้องประชาชนได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ ของแผ่นดินนี้จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดภายใต้กรอบของกฎหมายที่เปึน มาตรฐานอันนี้นะครับ กฎหมายฉบับนี้ก็เปึนไปตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องออกมาภายใน ๑ ป้ แต่ว่าด้วยกระบวนการที่ไม่เปึนใจทําให้กฎหมายซึ่งผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในสํานักงาน ตรวจเงินแผ่นดินได้ส่งมาตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ก็ถูกแช่แข็งมาจนกระทั่ง บัดนี้กฎหมายฉบับนี้ก็เสนอโดยหน่วยงานคือสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินเองนะครับ ซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงข้อด้อย ข้ออ่อนต่าง ๆ ให้มีความรอบคอบมากขึ้นนะครับ แต่ว่าในกฎหมายฉบับนี้ก็ได้รวมเอาเรื่องของกรรมการ คือที่มาของกรรมการ อํานาจ หน้าที่ เรื่องของกรรมการวินัย ซึ่งเปึนเรื่องของการตรวจสอบการลงโทษ แล้วก็ กระบวนการพิจารณา แล้วก็รวมเอาเรื่องของ สตง. ซึ่งเปึนหน่วยงานธุรการไว้ในกฎหมาย ฉบับเดียวกัน ข้อสังเกตของผมในเรื่องนี้ก็คือว่า ผมเคยทํากฎหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีการแยกกฎหมายคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินกับกฎหมายสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินออกจากกันนะครับ ด้วยความวิตกกังวลว่าในวันข้างหน้าถ้าเกิด กฎหมายฉบับนี้ถูกล้มเลิกไปโดยเหตุผลใดก็ตามก็จะยังคงมีสํานักงานทําหน้าที่ ทางธุรการต่อ เรื่องราวซึ่งเคยเปึนประเด็นปัญหาหรือมีข้อร้องเรียน ซึ่งสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินจะสามารถดําเนินการต่อเขาก็สามารถดําเนินการต่อได้ แต่ว่า ในกฎหมายของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้รวมเอาสํานักงานไว้ในกฎหมาย ฉบับเดียวกันจะเปึนปัญหาในอนาคตหรือไม่ อันนี้ก็ทิ้งไว้นะครับเพื่อจะได้ไปขบคิด ในวันข้างหน้าต่อไป

ประเด็นต่อมาที่จะตั้งข้อสังเกตก็คือ ประเด็นเรื่องอํานาจหน้าที่ครับ ผมเห็นด้วยที่ได้มีการระบุไว้ในมาตรา ๑๔ (๗) ที่ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีหน้าที่ในการเสนอแนะให้หน่วยรับตรวจ หน่วยรับตรวจก็คือ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ได้แก้ไขข้อบกพร่องหรือปฏิบัติ ให้ถูกกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี และเสนอแนะในประการอื่น ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร ตลอดจนติดตามการดําเนินการแก้ไขและการปฏิบัติ ตามคําแนะนํา ซึ่งก็เปึนในเชิงสร้างสรรค์ ก็คือทําในเชิงรุกว่าทําอย่างไรให้เขาไม่ทําผิด ดีกว่าการที่ไปคอยจับผิดเขาอย่างเดียว แล้วก็ลงโทษ ซึ่งมันจะไม่เกิดผลดี เพราะเงินของแผ่นดินได้สูญเสียไปแล้วนะครับ ซึ่งประเด็นนี้ก็อยากจะให้ สตง. เน้นในเรื่องนี้มาก ๆ เพราะว่ามีหน่วยงานราชการ จํานวนมาก โดยเฉพาะหน่วยราชการในสังกัดส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ที่ชัดเจนมากพอเกี่ยวกับระเบียบกฎหมายต่าง ๆ แล้วก็ทําผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บทบาทของ สตง. จะต้องเข้าไปดูแลให้คําแนะนําเรื่องนี้นะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมยังเปึนข้อสังเกตอยู่ก็คือ ตาม (๑๕) คือการมีหน้าที่ พิจารณาคําร้องของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่ขอให้ตรวจสอบ หน่วยรับตรวจเปึนกรณีเฉพาะราย อันนี้หมายถึงว่าเปึนคําร้องจากสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าเปึนประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเสนอกับ สตง. ได้โดยตรงหรือไม่ ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เกรงว่าจะเปึนการไปก้าวก่าย แล้วก็ขัดรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๖๖ หรือไม่ นี่เปึนประเด็นที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ แต่ถ้าเปึนในกรณี ที่ผ่านไปในนามของสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็คงไม่น่าจะมีปัญหานะครับ เรื่องของ กรรมการวินัยเปึนหน่วยงานที่มีความสําคัญมากสําหรับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งก็จะทําให้ กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เปึนจริงได้ก็ด้วยการทําหน้าที่ของกรรมการวินัยนะครับ และต้องถือว่าเปึนเครื่องมือสําคัญของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่จะดูแลปกปัอง เงินของแผ่นดินให้ได้ดีที่สุด แต่การระบุให้กรรมการวินัยมาจากกระบวนการสรรหา อีกทอดหนึ่งนี่ผมคิดว่าจะเปึนปัญหา เมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาจาก การสรรหาที่ผมคิดว่ามีกระบวนการที่ค่อนข้างจะชัดเจน แล้วก็ไว้วางใจได้ขนาดนี้แล้ว ผมคิดว่าการไปสร้างเครื่องมือก็คือ กรรมการวินัยน่าจะเปึนอํานาจของคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินโดยตรง โดยที่ไม่ต้องไปตั้งกรรมการสรรหาอีกทอดหนึ่ง เพราะจะทําให้ เกิดความล่าช้า ในกฎหมายที่ท่านได้เขียนไว้นี่ครับ แม้ว่ากรรมการวินัยจะต้องเกิดขึ้น ภายใน ๖๐ วันหลังจากที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเกิดขึ้นแล้ว ได้รับการแต่งตั้ง แล้วก็ตาม แต่ถ้ากระบวนการสรรหา กรรมการวินัยเกิดความล่าช้าหรือมีอุปสรรค หรือมีอะไรก็ตามที่ทําให้เกิดความล่าช้า กรรมการวินัยกว่าจะเกิด แล้วมีอายุ ๖ ป้ มันก็จะไปคร่อมเทอม (Term) กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ถ้าบังเอิญว่ากรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วป้หนึ่ง แต่ปรากฏว่ากรรมการวินัยนี้ยังไม่เกิด กรรมการวินัยนั้นก็จะไปคร่อมเทอมของกรรมการตรวจเงินแผ่นดินชุดใหม่ไปอีก ๑ ป้ ซึ่งผมเปึนห่วงในจุดนี้นะครับว่ากรรมการวินัยควรจะเปึนเครื่องมือที่ทํางานใกล้ชิด กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแล้วก็รับทราบนโยบายต่าง ๆ กันอย่างดีนะครับ ก็อยากเสนอว่าที่มาก็ควรจะเปึนการแต่งตั้งของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปเลย นะครับ โดยความเห็นชอบเปึนเอกฉันท์ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนะครับ ถ้าท่านไปดูต่อมาเรื่องกรรมการวินัยภูมิภาค ซึ่งก็มีอํานาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัย เบื้องต้น ก็ปรากฏว่าก็แต่งตั้งโดยตรง โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเองเลย เพียงแต่ว่าวาระการดํารงตําแหน่งนี้ก็เพียง ๓ ป้เท่านั้นนะครับ ในเรื่องของกรรมการวินัย ภูมิภาคก็อยากตั้งข้อสังเกตว่า ในร่างกฎหมายของท่านบอกว่าควรจะให้จัดตั้งขึ้นมา เมื่อเห็นว่าในพื้นที่ใดมีเรื่องร้องเรียนหรือว่าเรื่องที่มีการกระทําผิดระเบียบกันมาก ก็ให้ตั้ง กรรมการวินัยภูมิภาคขึ้นมา ซึ่งถ้าเปึนแบบนี้ก็แล้วแต่ว่าพื้นที่ไหนจะเกิดปัญหามาก ก็ตั้งขึ้นมา แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีน้อยหรือไม่มีก็ไม่ตั้ง ผมคิดว่ากรรมการวินัยภูมิภาค มีความจําเปึน มีความสําคัญ มีสถานะทั้งผู้ที่จะวินิจฉัยเบื้องต้น ถ้าตั้งไว้ก็จะเปึนการขู่ไว้ สําหรับผู้กระทําผิดได้ด้วย เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมก็คือว่า กรรมการวินัยภูมิภาคน่าจะตั้งให้ครบทุกพื้นที่โดยแบ่งเขตเปึนเขตตามภูมิศาสตร์ เพื่อให้มีหน้าที่โดยตรงที่จะดูแลพื้นที่ แล้วก็จะทําให้งานในการกํากับดูแลในหน่วยตรวจรับ ทั้งหลายจะเปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ

ประเด็นต่อมาที่อยากตั้งข้อสังเกตก็คือ เรื่องของคุณสมบัติของ คตง. (คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน) และคุณสมบัติของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนะครับ ซึ่งคุณสมบัติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ระบุไว้ในมาตรา ๑๐ แล้วก็คุณสมบัติ ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินระบุไว้ในมาตรา ๕๘ บอกไว้เขียนไว้เหมือนกันนะครับ บอกว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจเงินแผ่นดินอย่างเปึนอิสระและเปึนกลาง ผมคิดว่า คุณสมบัติแค่นี้อาจจะไม่พอครับ หน่วยงานนี้เปึนหน่วยงานที่ต้องมีภาพลักษณ์ของ ความซื่อสัตย์สุจริตติดประทับอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้น่าจะเพิ่มเติม คําว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเปึนอิสระ เปึนกลาง และด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เข้าไปด้วย นะครับ สิ่งนี้ละครับมันจะเปึนอย่างน้อยที่สุดก็จะทําให้ภาพลักษณ์ของคนที่จะมาเปึน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือคนที่จะเปึนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในอนาคตนี่ จะต้องมีสิ่งนี้กํากับอยู่เสมอและสังคมสาธารณะจะสามารถตรวจสอบได้ สุดท้ายครับ ผมขอชื่นชมในร่างของ สตง. ที่ระบุไว้ในมาตรา ๗๑ นะครับ พูดถึงเรื่องการโอนข้าราชการ มาทํางานกับ สตง. จุดเน้นของในร่างของท่านก็คือว่า คือถ้าตัดสินใจมาทํางานกับ สตง. แล้วก็คือโอนขาดมาเลยนะครับ ไม่เหมือนกับองค์กรอิสระหลายองค์กรที่พยายามเขียนว่า ให้มีการโอน ให้มีการยืมตัวมาแล้วก็ส่งคืน สิ่งนี้จะเปึนปัญหาในอนาคตเลยครับ ผมคิดว่า การที่ สตง. ระบุไว้ว่าต้องโอนขาดเข้ามาไม่มีการยืมตัวถือว่าเปึนแบบอย่างที่ดีนะครับ แล้วจะแก้ปัญหาว่าเรื่องของการตุกติก เรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการไปตรวจ หน่วยงานที่ตัวเองเปึนต้นสังกัดเดิมก็จะไม่มีนะครับ อันนี้เปึนแบบอย่างที่น่าชื่นชมแล้วก็ อยากจะให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่จะเขียนกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ได้นําปฏิบัติตามนะครับ ผมก็ขอให้การสนับสนุนกับร่างกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ขอรับหลักการในวาระที่ ๑ นี้ครับ ขอบพระคุณครับ