สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ระบุว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพมีผลงานที่ดีในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และขอให้กำลังใจในการดำเนินงานของกองทุนนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริโภคยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกาย โดยเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การขยายเขตปลอดบุหรี่ การรณรงค์ให้เลิกดื่มสุราในแต่ละสัปดาห์ และการเพิ่มภาษีและห้ามโฆษณาสิ่งเสพติด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและความปลอดภัยบนถนน โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในการไม่ขับรถเมาและไม่ขับรถโทรศัพท์ และเรียกร้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนให้มีการรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้แสดงความคิดเห็นในรายงานประจําป้ ๒๕๕๑ ของกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ซึ่งได้จัดทําเปึนรายงานเปึนรูปเล่ม แล้วก็มีข้อมูลรายละเอียด ทั้งเรื่องของสถานการณ์ ทั้งเรื่องของการดําเนินงานและ การประเมินผลในรอบป้ ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา กระผมต้องขอแสดงความชื่นชม แล้วก็ขอให้ กําลังใจกับการทํางานของ สสส. ในช่วงที่ผ่านมา กระผมมั่นใจว่าในระยะ ๘ ป้ของ การทํางานของ สสส. ที่ผ่านมาได้สั่งสมประสบการณ์ ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทยในระดับที่น่าไว้วางใจได้ แล้วก็เปึนที่คาดหวังของสังคมนี้ได้นะครับ จริง ๆ แล้วภารกิจของ สสส. ก็คือ การสร้าง สุขภาวะ ซึ่งก็คือภาวะที่เปึนสุข ทั้งกาย ทั้งใจ ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าทําให้เกิดความสุขกาย สบายใจในหมู่พี่น้องประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ ในรายงานประจําป้ ๒๕๕๑ กระผมได้มี โอกาสได้อ่านรายละเอียดในเล่มนี้มากพอสมควรนะครับ ท่านได้กรุณาสรุปสถานการณ์ ด้านสุขภาพในรอบป้งบประมาณ ๒๕๕๑ ไว้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การดําเนินงานของ สสส. ใน ๗ เรื่องสําคัญ ซึ่งเปึนกิจกรรมที่ได้เห็นผลค่อนข้างชัดเจน

เรื่องแรกก็คือ เรื่องของการบริโภคยาสูบ ซึ่งท่านได้สรุปสั้น ๆ ว่าผู้สูบบุหรี่ เปึนประจําลดลง ซึ่งก็เปึนเรื่องที่น่ายินดีนะครับ เพราะว่าอัตราแนวโน้มที่ท่านระบุว่า ลดลงจาก ๙,๕๓๐,๐๐๐ คน ในป้ ๒๕๔๙ เหลือ ๙,๔๙๐,๐๐๐ คน ในป้ ๒๕๕๐ ซึ่งเปึน ที่มาของข้อสรุปว่าผู้สูบบุหรี่ประจําได้ลดลง แต่ในความเปึนจริงแล้วตัวเลขการลดลงของ ผู้สูบบุหรี่จํานวนเพียงไม่กี่หมื่นคนนี้ไม่น่าที่จะเปึนตัวเลขที่น่าพึงพอใจ เนื่องจากว่าเราได้ มีกลุ่มนักสูบบุหรี่หน้าใหม่เพิ่มขึ้น และในกลุ่มนักสูบบุหรี่หน้าใหม่ซึ่งอยู่ในวัยรุ่น คืออายุ ๑๕ ป้ถึงประมาณ ๒๕ ป้เพิ่มมาก ขึ้น และในจํานวนนี้ก็คือว่า กลุ่มที่เปึนผู้หญิงเข้ามาสู่วงจรของนักสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเปึนตัวเลขที่น่าเปึนห่วงแล้วก็น่าวิตกกังวลว่า วัฒนธรรมของการเสพบุหรี่ได้เพิ่มขึ้นแล้วก็ กระจายไปสู่เพศซึ่งเราเคยมีความคิดว่า ไม่น่าที่จะเปึนนักสูบบุหรี่ ก็กลายเปึนนักสูบบุหรี่ ขึ้นมานะครับ

ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นะครับ ในรายงานของท่านก็ระบุว่า ธุรกิจในส่วนนี้พุ่งเปัาไปชักจูงให้เยาวชนเข้ามาเปึนนักดื่ม หน้าใหม่มากขึ้น ซึ่งก็เปึนเรื่องจริงนะครับ ในทั้ง ๒ เรื่องก็คือ เรื่องยาสูบและเรื่องของสุรา หรือการบริโภคแอลกอฮอล์นี่นะครับ เปึนเรื่องที่กระผมคิดว่าเปึนประเด็นที่จะต้องพูดคุย กันละเอียดสักนิดหนึ่งนะครับ ในเรื่องของยาสูบกระผมคิดว่าแนวทางที่น่าจะเปึนไปได้ ก็คือว่า การขยายเขตปลอดสูบบุหรี่จําเปึนที่จะต้องขยายให้มากขึ้นนะครับ ปัจจุบันนี้วัด ตลาด โรงพัก สถานีอนามัย โรงพยาบาล สถานประกอบการ โรงแรม เหล่านี้เปึนสถานที่ ที่ห้ามสูบบุหรี่ แต่ว่าเครือข่ายของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณชนทั้งหลายก็น่า จะต้องขยายให้มากขึ้นนะครับ ไม่ว่าจะเปึนสถานีรถไฟฟัา สถานีรถ บขส. (บริษัท ขนส่ง จํากัด) สถานีรถขนส่งต่าง ๆ รวมทั้งแม้กระทั่งว่าในสถานที่ที่ควรจะเปึนแบบอย่าง เช่น ในรัฐสภา ก็น่าจะเปึนพื้นที่ที่ต้องเปึนเขตปลอดบุหรี่มากขึ้นนะครับ ในส่วนของเรื่องสุรา นะครับ เรามีวันงดดื่มสุราแห่งชาติขึ้นมานะครับ กระผมก็จําไม่ได้ว่าวันงดดื่มสุราแห่งชาติ มันวันที่เท่าไร เข้าใจว่าน่าจะเปึนป้ละครั้ง กระผมคิดว่าถ้าเกิดว่าเปึนไปได้ถ้าเราต้องการ ที่จะส่งเสริมให้คนเลิกดื่มสุรา น่าที่จะรณรงค์กันเปึนสัปดาห์ละครั้งด้วยซ้ําไป เช่น ใน ๑ สัปดาห์ ไม่ดื่มสุรา ไม่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๑ วัน สิ่งนี้มันไม่ใช่เปึนการ รณรงค์เพียงเพื่อให้เห็นภาพว่า เปึนประเพณีว่าถึงป้ก็ทํากันทีหนึ่ง แต่ว่าใน ๑ สัปดาห์ ลึกลงไปในครอบครัว ลึกลงไปในวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ใช้ชีวิตเปึนปกติ ๑ วัน ก็น่าจะละเลิกในสิ่งนี้ไป

ประเด็นต่อมาก็คือ การหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติ เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เห็นเปึนจริงเปึนจัง เพื่อที่จะให้การบริโภคสุราในพื้นที่ที่อยู่ในเขตดูแล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายได้ใส่ใจได้ตระหนักในเรื่องของการดื่มสุราให้มากขึ้น ที่สําคัญก็คือว่า สสส. น่าจะตั้งเปัาว่า สักวันหนึ่งในอีกกี่ป้ข้างหน้าก็ตาม ประเทศไทย น่าที่จะปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระผมพูดเรื่องนี้อาจจะเปึนเรื่องของความเพ้อฝัน อาจจะไม่เปึนจริงนะครับ แต่ถ้าเปัาหมายของการมี สสส. ขึ้นมาก็คือ การสร้างสุขภาพที่ดี ให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน และเราก็เห็นชัดว่าสุราเปึนอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทําให้ สุขภาพอนามัยของพี่น้องดี เปึนอุปสรรคที่มีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะฉะนั้น เปัาหมายจะต้องตั้งกันแรง ๆ แบบนี้ว่า วันหนึ่งที่จะต้องปลอดสุรา ปลอดการบริโภค แอลกอฮอล์ ในสถานศึกษากระผมคิดว่าจําเปึนต้องรณรงค์กันอย่างจริงจัง เวลานี้เราก็ เห็นชัดนะครับ ในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา เราอาจจะบอกว่านักศึกษาเปึนผู้ที่มี วุฒิภาวะแล้ว อายุ ๑๘ ป้ขึ้นไป มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว อายุ ๒๐ ป้ก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็สามารถรู้ผิดชอบชั่วดีได้ แต่ว่าคนเหล่านี้แหละครับ คือคนที่เข้าไปสู่วงจรของนักดื่ม หน้าใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ในสถานศึกษาเหล่านั้นก็ไม่ได้มีการรณรงค์ อย่างจริงจังที่จะให้นักศึกษาเหล่านี้ห่างไกลกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราจะพบว่า ในสถาบันการศึกษาที่ไม่เข้มงวด ครู อาจารย์ จํานวนไม่น้อยที่นั่งดื่มกับนักศึกษา หรือแม้กระทั่งว่าการเป่ดโอกาสให้ร้านจําหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเป่ดให้บริการ บริเวณสถานศึกษาก็มีจํานวนมาก สิ่งเหล่านี้ละครับเปึนสิ่งที่ยั่วยุก่อให้เกิดนักดื่ม หน้าใหม่เข้ามาสู่วงจรเปึนจํานวนมาก

ประเด็นหนึ่งที่มีผู้นําเสนอขึ้นมาแล้วก็กระผมคิดว่าเปึนประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือว่า ถ้าเราตั้งเปัาว่ายาสูบหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เปึนสิ่งที่ทําลายสุขภาพก็น่า ที่จะต้องเพิ่มภาษีในส่วนนี้ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะตัดความรู้สึกอยากที่จะเข้าไป บริโภค เข้าไปเสพให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ สื่อมวลชนที่โฆษณาเปึนสื่อในการโฆษณา เหล้า โฆษณาบุหรี่ กระผมคิดว่าจําเปึนที่จะต้องไปนั่งทบทวนดูว่าเราจะเก็บภาษีเหล่านี้ มากกว่าปกติหรือไม่นะครับ เพื่อที่จะให้ตัดทําลายช่องทางที่ความรู้สึกหรือว่าวัฒนธรรม ในการบริโภคสิ่งเสพติดเหล่านี้ไปสู่พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้นะครับ

ในประเด็นเรื่องอุบัติเหตุนะครับ กระผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่ สสส. จําเปึนจะต้องตามไปดําเนินการ โดยเฉพาะเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันนี้ ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุโดยเฉพาะในช่วงที่เปึนเทศกาลก็ตัวเลขจะ สูงกว่าปกติถึง ๒ เท่า ซึ่งเปึนตัวเลขที่น่ากลัวมาก สาเหตุก็มาจากเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมายแล้วก็การมีวินัยจราจรที่บกพร่อง เราจะเห็นว่าการรณรงค์ เมาไม่ขับ เปึนการ รณรงค์ที่ได้ผล และมีการบังคับใช้กฎหมายที่เห็นผลทันที แต่ท่านทราบไหมครับว่า ที่เรารณรงค์กันอีกเรื่องหนึ่งแล้วก็ต่อเนื่องเปึนฮือฮากันก็คือเรื่อง โทรไม่ขับ ตอนนี้กระผม ยังไม่เห็นเลยว่ามีการจับคนที่โทรศัพท์ในขณะขับรถ แล้วก็การตรวจตราเรื่องนี้ก็น้อยลง ทั้ง ๆ ที่การกระทําแบบนี้ พฤติกรรมแบบนี้ล่ะครับที่ทําให้เกิดปัญหาเรื่องของอุบัติเหตุ ติดตามมาเปึนจํานวนมาก อยากจะนําเสนอก็คือว่าในส่วนขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นที่มีทั้งงบประมาณ มีทั้งคนในการดูแลเรื่องปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่ของตัวเอง นะครับ ในช่วงเทศกาลที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่าทั้ง อปพร.(อาสาสมัครปัองกันภัย ฝ์ายพลเรือน) ทั้งหน่วยกู้ภัยระดับตําบลต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยเปึนจํานวนมาก แต่ว่าคนเหล่านี้เมื่อถึงเวลาเมื่อหมดหน้าเทศกาลเขาก็ กลับไปทําหน้าที่ทางด้านอื่น โดยที่ไม่มีงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือว่าหน่วยงานใดไปสนับสนุนให้เขาทําหน้าที่ในการรณรงค์ในเรื่องของการดูแล เรื่องการบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปึนเรื่องที่น่าจะไปทบทวนนะครับ

เรื่องการออกกําลังกายครับ ในสถานการณ์สุขภาพที่ท่านได้นําเสนอ ในบทรายงานของท่านก็ได้พูดถึงปัญหาว่า คือทุกกลุ่มวัยมีความตื่นตัวในเรื่องการ ออกกําลังกายมากขึ้น แต่ว่ามีกลุ่มวัยหนึ่งที่ละเลยแล้วก็ลดลงในการออกกําลังกายก็คือ กลุ่มคนวัยทํางานอายุ ๒๕-๕๙ ป้นะครับ ก็เปึนจริงเพราะคนวัยทํางานคือคนในวันนี้ คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แล้วก็มักจะมีพฤติกรรมที่ท้าทายกับสุขภาพของตัวเองได้ เนื่องจากคิดว่าตัวเองไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร แล้วก็สามารถที่จะมีแนวโน้มที่จะไปบริโภค หรือว่ามีพฤติกรรมที่เสี่ยงทําให้เปึนการทําลายสุขภาพมากกว่าวัยอื่น แล้วก็มักจะ ผ่อนปรนในเรื่องของการออกกําลังกาย สิ่งนี้กระผมคิดว่าหน่วยงานของท่านแล้วก็รวมทั้ง รัฐบาลเองต้องจูงใจอย่างต่อเนื่องโดยผ่านสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ทุกชนิดนะครับ และที่สําคัญก็คือการเสริมสิ่งอํานวยความสะดวกให้คนกลุ่มวัยนี้ได้มีโอกาสได้ ออกกําลังกาย ไม่ว่าจะเปึนโรงงาน ไม่ว่าจะเปึนสถานที่ทํางานที่ต้องกระตุ้นให้สถานที่ เหล่านั้นมีที่ออกกําลังกายอย่างเพียงพอนะครับ

สุดท้ายที่อยากจะกล่าวถึงนะครับ คือท่านได้กล่าวไว้ ๗ ด้านนะครับ แต่ว่ามีอันหนึ่งซึ่งท่านได้กรุณากล่าวถึงในป้นี้ก็คือเรื่องของสื่อสารมวลชน ท่านได้พูดถึง สถานการณ์ด้านนี้ว่า สื่อสารมวลชนมีบทบาทมีสภาพปัญหาประการหนึ่งก็คือ สื่อร้ายได้ พัฒนาช่องทางใหม่แทรกซึมสู่เยาวชน อธิบายง่าย ๆ ก็คือว่า มันมีสื่อประเภทสื่อลามกแทรกซึมเข้าไปในหมู่เยาวชนมากขึ้น ซึ่งเปึนเรื่องที่น่าห่วง แต่นอกเหนือจากเรื่องสื่อลามกแล้วมันมีสื่อที่ส่งเสริมการพนัน อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นกลาดเกลื่อน โดยเฉพาะการพนันฟุตบอลซึ่งแทรกซึมอยู่ในหน้า กีฬาของหนังสือพิมพ์ หรือว่าของนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ รวมทั้งในวิทยุโทรทัศน์ด้วย

แล้วก็อีกประเภทหนึ่งซึ่งถือว่าเปึนสื่อร้ายก็คือสื่อที่ปลูกฝังความรุนแรง ในหมู่ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน กระผมคิดว่าสาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดสภาพ สื่อร้ายขึ้นมาในประเทศนี้ก็คือว่าเราเป่ดพื้นที่ให้สื่อดีน้อยมาก แล้วก็ค่านิยมของคนที่ เข้ามาทําในธุรกิจสื่อมักจะมุ่งเปัาหมายในเรื่องของเชิงพาณิชย์เสียเปึนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะไปทําสื่อดีมีน้อย เนื่องจากว่าไม่ประสบความสําเร็จในเชิงธุรกิจ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือ สื่อยังขาดความสํานึกในเรื่องของความรับผิดชอบต่อ สังคมที่จะเผยแพร่สิ่งดี ๆ แล้วก็ขจัดสิ่งเลวร้ายไม่ให้ปรากฏอยู่ในสื่อสารมวลชนที่เปึน ธุรกิจของตัวเอง และ

สุดท้ายก็คือเรื่องของการขาดความรอบคอบ บางครั้งก็อาจจะไม่มีเจตนา เช่น การผลิตเนื้อหาในละคร ในโฆษณา หรือในข่าวสารต่าง ๆ ก็ตามที่มักจะแฝงเรื่อง ความรุนแรงเข้าไว้ หรือว่าเรื่องที่ก่อให้เกิดปัญหาศีลธรรมจรรยาของคนในสังคมนะครับ แนวทางในเรื่องนี้ กระผมคิดว่าสิ่งที่ควรจะทําก็คือการเร่งสร้างสํานึกที่ดีของผู้ประกอบ วิชาชีพทางด้านสื่อสารมวลชน เราต้องเร่งขจัดสื่อลามก สื่อส่งเสริมการพนัน สื่อที่ปลูกฝัง ความรุนแรงให้หมดไป สิ่งเหล่านี้ในแง่ของการกําหนดนโยบายสาธารณะ กระผมคิดว่ารัฐ จําเปึนที่จะต้องมีเครื่องมือในการที่จะเข้าไป หรือว่าเปึนกลไกในการเข้าไปดูแลเรื่องนี้ อาจจะเปึนการนําเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพ หรือว่าเรื่อง ของการคํานึงถึงจริยธรรม คุณธรรมของสื่อสารมวลชน ที่สําคัญก็คือว่าสมาคมวิชาชีพ ทางด้านสื่อสารมวลชนจะต้องใส่ใจกับสื่อร้ายเหล่านี้ เพื่อที่จะขจัดให้สื่อร้ายเหล่านี้ ออกไปให้มากขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าต้องเป่ดพื้นที่ให้กับสื่อดี วันนี้สถานีโทรทัศน์ สถานี วิทยุ ซึ่งเปึนกลไกของรัฐส่วนหนึ่งก็ได้เริ่มเป่ดพื้นที่นี้แล้ว เช่น สถานีวิทยุกระจายเสียง ๑๐๕ เอฟเอ็ม (FM) ก็เปึนสถานีสีขาวขึ้นมา กรณีแบบนี้นะครับ กระผมคิดว่าถ้าขยาย ออกไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะทําให้สื่อร้ายทั้งหลายที่ดํารง อยู่ในประเทศก็ค่อย ๆ หมดไป แล้วก็สื่อดีเข้ามาแทนที่นะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมสําหรับ รายงานของ สสส. อยู่ ๒ ประเด็น ซึ่งคิดว่าจะเปึนประโยชน์ในการดําเนินงานต่อไป ในอนาคตก็คือ

เรื่องแรก ท่านได้พูดถึงเรื่องความสําเร็จในการสร้างนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะเพื่อเด็กและเยาวชน ซึ่งก็พบว่าท่านได้พูดถึงในป้ ๒๕๕๑ ได้ดําเนินการทั้งสิ้น ๙ เรื่อง แต่กระผมจะยกตัวอย่างเพียง ๒-๓ เรื่อง แล้วก็คิดว่าจะเปึน ประเด็นปัญหาที่จะเปึนตัวอย่างที่จะทําให้ท่านได้นําไปแก้ไขในวันข้างหน้า ก็คือเรื่องแรก ท่านบอกว่าได้มีประกาศกรมประชาสัมพันธ์ลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เรื่องให้มีการ ควบคุมการโฆษณาที่มีผลต่อเด็กและเยาวชนทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและ วิทยุโทรทัศน์ ถ้าเกิดฟังดูแค่นี้อาจจะบอกว่านี่เปึนความสําเร็จที่น่าชื่นชมนะครับ แต่ใน ความเปึนจริงแล้วกระผมก็กลับไปพลิกดูว่าในประกาศของกรมประชาสัมพันธ์ลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ จริง ๆ แล้วมันคืออะไร มันก็คือหลักเกณฑ์และระยะเวลาสําหรับ การโฆษณาและบริการธุรกิจที่มีผลกระทบต่อเด็กทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ ก็มีรายละเอียด นะครับว่าจะต้องโฆษณาชั่วโมงละไม่เกิน ๑๐ นาที แล้วจะต้องแฝงความรู้ข้อมูลทางด้านสุขภาพอนามัยรวมแล้วไม่น้อยกว่า ๒ นาทีอะไรต่าง ๆ แต่ท่านทราบไหมครับว่า ประกาศฉบับนี้มันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เวลานี้มันไม่มีผลต่อ การปฏิบัติของสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์แล้ว เนื่องจากว่ากรมประชาสัมพันธ์อ้างว่า ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องถือว่า ถ้าบอกว่าเปึนความสําเร็จในเรื่อง ของการสร้างนโยบายสาธารณะ กระผมคิดว่าต้องติดตามไปดูด้วยว่ามันประสบ ความสําเร็จจริงหรือไม่นะครับ ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง ก็เลยทําให้เปึนข้อสงสัยนะครับว่า อย่างข้อที่ ๒ บอกว่ามีหนังสือจากสํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ขอความร่วมมือเขตการศึกษาทั่วประเทศสนับสนุนมาตรการโรงเรียนปลอด น้ําอัดลม งดจําหน่ายขนมกรุบกรอบ และอาหารที่มีปริมาณน้ําตาลมาก กระผมไม่แน่ใจ นะครับว่า หลังจากที่มีหนังสือฉบับนี้ไปถึงเขตการศึกษาแล้วมันได้ลงไปถึงโรงเรียนจริงจัง หรือไม่ และท่านได้ตามไปดูไหมครับว่า โรงเรียนเขาได้ปฏิบัติตามนี้หรือไม่ สิ่งนี้มันจะ สะท้อนให้เห็นว่านี่คือความสําเร็จในแง่ของการสร้างนโยบายสาธารณะจริงหรือไม่นะครับ เพราะนี่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานในระดับล่างจะลงไปปฏิบัติหรือไม่นะครับ หรือแม้แต่ เรื่องของการวางเรทติ้ง (Rating) รายการโทรทัศน์หรือการจัดประเภทของรายการนะครับ ซึ่งกระผมคิดว่ามันต้องลึกลงไปเข้มงวดในเรื่องของเนื้อหาด้วย ลําพังเพียงแค่บอกว่า รายการนี้เปึนรายการเฉพาะหรือรายการนี้เปึนรายการที่เหมาะกับเด็กและเยาวชนอายุ เท่าไรเท่านี้ไม่พอนะครับ ขึ้นเพียงตอนต้นรายการไม่พอ จําเปึนต้องลึกลงไปดูในเนื้อหา ของรายการนั้นด้วยว่า มันได้มีเนื้อหาไปกระทบหรือว่าก่อให้เกิดความรุนแรงหรือว่า มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนมากน้อยแค่ไหนนะครับ นั่นเปึนประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของ การสร้างนโยบายสาธารณะนะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่จะฝากไว้ ก็คือเรื่องภาคีเครือข่าย จากรายงานของท่านบอกว่า ภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกับ สสส. มีเพิ่มขึ้นทุกป้นะครับ ซึ่งในป้ ๒๕๕๑ เพิ่มขึ้นถึง ๗๖๘ องค์กร ในระยะ ๘ ป้ของการทํางานของท่านมีถึง ๓,๐๐๐ กว่าองค์กร ซึ่งเปึนเรื่องที่ น่าชื่นชม น่ายินดีนะครับ ท่านเองทําอยู่องค์กรเดียวคงไม่ได้ ต้องมีองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนหรือว่าองค์กรที่มีแนวความคิดร่วมกับท่านมาร่วมทํางาน แต่ว่าประเด็นที่จะต้องตั้งคําถามก็คือว่า เราจะทําอย่างไรให้ภาคีเหล่านั้น ๓,๐๐๐ กว่าองค์กรมีความเข้มแข็งแล้วก็มีเปัาหมายในการทํางานที่ใกล้เคียงกับการทํางานของ สสส. ด้วยนะครับ แล้วก็จะต้องไม่ใช่เปึนองค์กรภาคีที่มีลักษณะชั่วคราว คือหมายถึงว่า พอรับเงินจากท่านไปแล้ว แรก ๆ ก็คึกคักเข้มแข็งดี พอเงินหมดเขาก็ยังคงได้ชื่อว่าเคยเปึน เครือข่าย แต่ว่าการทํางานของเขาก็หยุดไปหรือว่าไม่ได้ทําต่อเนื่อง สิ่งนี้ก็จะเปึนปัญหา ในอนาคตแล้วก็จะทําให้งานของ สสส. ไม่สามารถบรรลุเปัาหมายอย่างแท้จริงได้นะครับ กระผมก็ฝากประเด็นไว้เพียงแค่นี้ กราบขอบพระคุณครับ