สุเทพ เทือกสุบรรณ หารือเรื่องการถอดยศตํารวจทักษิณ ชินวัตร โดยอ้างถึงพระราชบัญญัติและระเบียบของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยอธิบายว่าการถอดยศนั้นเป็นหน้าที่ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรี และกล่าวว่าเขาคิดว่าประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องนี้และจะไม่ประท้วงอย่างรุนแรง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่าน นายกรัฐมนตรีให้รับผิดชอบงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามท่านเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ นะครับ กระผมขออนุญาต กราบเรียนว่า การที่มีข่าวเรื่องการถอดยศ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ผมก็ได้ทราบข่าว จากสื่อมวลชนพร้อม ๆ กับพี่น้องประชาชนคนอื่น เมื่อทราบข่าวแล้ว สื่อมาถามใน ขณะนั้นก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบว่าความเปึนมาเปึนอย่างไร แต่ว่าเมื่อทราบข่าวก็ได้ไป ตรวจสอบนะครับ สอบถามไปที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติว่า เรื่องการถอดยศนี่มันมี หลักเกณฑ์ มีหลักการ มีความเปึนมาอย่างไร แล้วเรื่องนี้ดําเนินการกันมาอย่างไร ผมก็ได้ ข้อเท็จจริงครับท่านประธานครับว่ามีพระราชบัญญัติของตํารวจอยู่นะครับ แล้วก็มี ระเบียบของสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งเปึน ระเบียบที่เขาออกตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กระผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้ทราบอย่างนี้ครับ เขาพูดไว้เลยครับท่านประธานครับ ในตอนต้นระเบียบเขาบอกว่า ผู้ที่จะดํารงอยู่ใน ยศตํารวจ สมควรประพฤติตนหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ ผู้ใดประพฤติหรือ วางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศตํารวจต่อไป นี่เปึน หลักการของเขาครับ แล้วเขาก็บอกว่าจากพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ นี่ครับ เขาก็วางระเบียบไว้ว่า การที่จะถอดยศตํารวจนี่มันมีกรณีอยู่ด้วยกัน ทั้งสิ้น ๗ กรณีด้วยกันครับ คนที่จะเปึนเหตุให้ถูกถอดยศได้
กรณีที่ ๑ ต้องคําพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะพิพากษารอการกําหนดโทษ หรือกําหนดโทษ แต่รอการลงโทษไว้ก็ตาม
กรณีที่ ๒ ต้องคําพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก หรือโทษที่ หนักกว่าจําคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทําโดยประมาท
กรณีที่ ๓ ต้องคําพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เปึนบุคคลล้มละลาย เพราะ ก่อให้เกิดหนี้สินขึ้นโดยทุจริต
กรณีที่ ๔ กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีคําสั่งลงโทษไล่ออกจาก ราชการ
กรณีที่ ๕ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง สําหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในราชการหรือ หน่วยงานของรัฐ
กรณีที่ ๖ ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป สําหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ
กรณีที่ ๗ ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ก่อน ได้รับการบรรจุเปึนข้าราชการตํารวจ
มีสาเหตุ ๗ ข้อนี้เท่านั้นครับ ที่จะเปึนเหตุให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ดําเนินการถอดยศนายตํารวจได้
สําหรับกรณีของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร นี่ครับเปึนเรื่องที่ สืบเนื่องมาจากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ได้มี คําพิพากษาว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความผิดตาม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๐ (๑) วรรคสาม และมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจําคุก สองป้ กรณีนี้ครับ เปึนอย่างที่ท่านสมาชิกว่า คือไม่ได้เปึนความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ ครับ แต่ถึงแม้ไม่ได้ผิดมาตรา ๑๕๒ และ มาตรา๑๕๗ ก็ถูกลงโทษเพราะความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปัองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนกับท่านสมาชิกครับว่า ผมก็ไป ติดตามสอบถามครับ กรณีอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ท่าน นายกรัฐมนตรีหรือตัวผมเองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นเปึนใจ หรือสั่งการ แต่เปึน เรื่องของการทําหน้าที่ตามปกติของข้าราชการในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง คือตํารวจกองวินัย แล้วก็ตํารวจกองกําลังพล ซึ่งเขามีหน้าที่รับผิดชอบตาม ระเบียบว่าด้วยการถอดยศ ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อขยายความตรงนี้ให้ชัดเจน นะครับว่า เขาทําอย่างไรครับท่านประธานครับ ผมไปสอบถามเขาบอกว่า เมื่อศาลมี คําพิพากษา ศาลได้นําคําพิพากษาฉบับเต็มเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของศาลฎีกา แล้วก็เมื่อ พ้นกําหนดเวลาที่ผู้ต้องคําพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าผู้ต้องคําพิพากษาไม่ได้ยื่น อุทธรณ์ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยกองวินัยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบตามระเบียบนี่ จึงได้ ทําหนังสือเรียนประธานคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาเพื่อ ตรวจสอบผลคดี ศาลก็แจ้งว่าผลคดีถึงที่สุดแล้ว ออกหนังสือสําคัญยืนยันถึงคําพิพากษาถึงที่สุด พร้อมกับ สําเนาคําพิพากษามาด้วย เจ้าหน้าที่กองวินัยเขาก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่นะครับ จึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะไปรู้เห็นหรือไปสั่งการนะครับ
ส่วนที่ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่าองค์คณะผู้พิพากษา ๔ ท่านนี่ได้มีความเห็นว่ากรณีนี้ไม่เปึนความผิด ผมไม่ทันได้ถามท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อเช้าว่าท่านทราบหรือไม่นะครับ แต่ว่าผมก็เหมือนกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลาย เพียงแต่ทราบว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถูกคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุก ๒ ป้ คงไม่ได้ไปดูในรายละเอียดว่ามีผู้พิพากษากี่ท่าน มีความเห็นเหมือนกันหรือขัดกันอย่างไร แต่ว่าโดยส่วนร่วมก็คือว่ามีคําพิพากษาให้จําคุก ๒ ป้
ที่ท่านถามว่ากรณีดังกล่าวนี่จะส่งผลให้พี่น้องประชาชนที่ชอบ พันตํารวจโท ทักษิณ จะลุกขึ้นประท้วงรุนแรง รัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร ผมกราบเรียนว่า ผมเชื่อในความมีเหตุมีผลของพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนก็คงจะเข้าใจว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นนั้นเปึนเรื่องของการปฏิบัติตามตัวบทกฎหมาย ปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ได้เลือกที่รัก ไม่ได้มักที่ชัง เปึนเรื่องของการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ และผม ไม่คิดว่าจะมีการประท้วงอย่างรุนแรงโดยพี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน