สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๒ มกราคม ๒๕๕๒

เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ หารือเรื่องการถอยยศนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปการเมืองให้มีความมั่นคงตามระบอบประชาธิปไตย โดยตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของกระบวนการทางกฎหมายและตรวจสอบคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้รัฐบาลตอบกลับอย่างชัดเจน

ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในแบบสัดส่วน สืบเนื่องจากมีรายงานข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่น เมื่อวันที่ ๙ มกราคมที่ผ่านมา ว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะเสนอถอดยศอดีต นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผมพิจารณาเห็นว่าเปึนกรณีที่ ประชาชนให้ความสนใจจึงได้ยื่นกระทู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้เสนอไว้อย่างนี้ว่า รัฐบาล ได้แถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ปลายป้ที่แล้ว ณ ที่ทําการกระทรวงการ ต่างประเทศ ความตอนหนึ่งว่า รัฐบาลถือเปึนภารกิจที่สําคัญอย่างยิ่งที่จะต้องนํา ประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กําลังเกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่การ เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน แก้ไขวิกฤติทางสังคมที่มีความแตกแยกและพัฒนาให้ประชาชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี ยุติวิกฤติทางการเมืองและปฏิรูปการเมืองให้มีความมั่นคงตาม แนวทางระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข ในการนี้รัฐบาล จะดําเนินการให้บรรลุภารกิจดังกล่าวภายใต้แนวทางพื้นฐานหลัก ๔ ประการ และ

ในประการที่ ๒ ความว่า จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์บนพื้นฐาน ของความถูกต้อง ยุติธรรมและการยอมรับของทุกภาคส่วน

หลังจากการแถลงนโยบายผ่านไปเพียงสัปดาห์แรก หลังจากหยุดยาว ในช่วงป้ใหม่ เมื่อวันที่ ๘ (วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๒) ครับ ที่ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้ออกข่าวเรื่องนี้ และรายงานข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์วันที่ ๙ ผมได้ทราบว่าทาง ตํารวจได้ถือเอาคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพิพากษา จําคุกในคดีซื้อที่ดินรัชดาเปึนตัวตั้ง ท่านประธานครับ ในคดีดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเปึนคดีหมายเลขดําที่ อม ๑/๒๕๕๐ คดี หมายเลขแดง ที่ อม ๑/๒๕๕๐ ซึ่งสืบเนื่องมาจากคณะปฏิวัติที่ได้เปลี่ยนชื่อเปึน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเรียกกันว่า คณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายอันเกิดขึ้นแก่รัฐจากการกระทําของรัฐบาลที่ ผ่านมา หรือเรียกชื่อย่อว่า คตส. ก็เปึนที่รู้กันในแผ่นดินไทยทั้งประเทศว่า คมช. นั้น ได้ตั้งกรรมการ คตส. ที่เปึนปฏิปักษ์ต่ออดีตนายกรัฐมนตรีเสียทั้งสิ้น ดังนั้นการตรวจสอบ ของ คตส. จึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและยุติธรรม นี่เปึนสิ่งที่คนรับรู้กันทั้ง ประเทศ ยกตัวอย่างเช่น คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นี่ก็เปึนปฏิปักษ์ต่ออดีต นายกรัฐมนตรีมาเปึนเวลานานนับแรมป้ นายกล้านรงค์ จันทิก นายนาม ยิ้มแย้ม ผมคง จะไม่ระบุนามทั้งหมด แต่เปึนที่รับรู้ของคนไทยทั้งแผ่นดินว่าคนเหล่านี้เปึนปฏิปักษ์ต่อ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้นผลการตรวจสอบของ คตส. ไม่ว่า จะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ประชาชนส่วนหนึ่งของประเทศนี้ไม่ยอมรับ และเมื่อส่งเข้าไปที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ขออภัยส่งไปที่อัยการ อัยการ ส่งฟัองศาลนั้น ท่านประธานครับ ผู้พิพากษาองค์คณะในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยคําฟัอง กรณีที่กล่าวหาว่า อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น กระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการ ทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านประธานคงจะไม่ทราบหรืออาจจะทราบ แต่ผมอยากจะขออนุญาตย้ําตรงนี้ว่า ในคําพิพากษาเองได้เขียนไว้ชัดเจนว่า จําเลยที่ ๑ คือหมายถึงอดีตนายกรัฐมนตรีได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแก่จําเลยที่ ๒ ในการ ทําสัญญาซื้อขายที่ดินที่พิพาท เปึนเพียงการปฏิบัติให้เปึนไปตามระเบียบราชการ เมื่อจําเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า จําเลยที่ ๑ มิได้เปึนผู้รู้เห็น ยินยอมด้วยในการกระทําของจําเลยที่ ๒ ดําเนินกิจการตามมาตรา ๑๐๐ แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๕ ต่อ ๔ ๕ ต่อ ๔ ว่า จําเลยที่ ๑ ผิด นั่นหมายความว่าองค์คณะผู้พิพากษา ๙ คนเห็นว่าผิด ๕ คน แต่ว่าไม่ผิด ๔ คน ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ผมยืนอยู่ข้างผู้พิพากษาศาลฎีกา ๔ คนที่เห็นว่านายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ผิด นอกจากนั้นคําพิพากษายังเขียนต่อไปใน หน้า ๓๗ ท่านประธานครับ ระบุว่าการซื้อขายนี้ไม่เปึนความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๕๒ มาตรา ๑๕๗ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการใช้ตําแหน่งหน้าที่หรือการประพฤติ มิชอบโดยตําแหน่งหน้าที่ จึงมีมติเปึนเอกฉันท์ไม่ฟัองข้อหานั้น แต่สําหรับข้อหาที่อยู่ใน พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทุจริตอันเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ นั้น คณะผู้พิพากษาได้ลงโทษจําคุก ๒ ป้ ในขณะเดียวกันคําพิพากษาก็ได้พิพากษาว่า จําเลยที่ ๒ คือ ภริยาหรือคู่สมรสของอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ผิด จึงไม่มีการริบเงินที่ซื้อที่ดิน แปลงนี้ จํานวน ๗๐๐ กว่าล้าน และไม่มีการริบยึดที่ดินแปลงนี้โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น คดีนี้จึงไม่ใช่ความผิดในการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทําการทุจริตเบียดบังเอาผลประโยชน์ ของรัฐเปึนผลประโยชน์ส่วนตัว ผิดเพราะเอกสารใบนี้ใบเดียวท่านประธาน ที่สามีไป ลงนามยินยอมให้ภรรยาทํานิติกรรมซื้อขายที่ดิน ผิดเพราะใบนี้ใบเดียวท่านประธานครับ แล้วทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ไปตั้งเปึนเรื่องราวใหญ่โตถึงขนาดจะถอดยศ ผมจึงมี ความข้องใจในฐานะที่เปึนตํารวจเก่า ท่านประธานก็รู้จักผมตั้งแต่เปึน ส.ส. สมัยแรก ป้ ๒๕๒๒ ผมใช้ยศนําหน้าตลอด ร้อยตํารวจโท เปึนร้อยตํารวจโทตั้งแต่ป้ ๒๕๑๘ ไม่เคย ได้รับเลื่อนยศก็ไม่ได้น้อยใจในอํานาจวาสนา แล้วก็ยังภูมิใจในยศของร้อยตํารวจโทที่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ท่านประธานครับ ผิดกับบางคนนะครับ มียศแต่ไม่ใช้ยศ เพราะฉะนั้นคนที่เปึนตํารวจถูกรังแก ผมเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกรังแกนั้น เปึนอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเคยมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมือง ท่านประธานครับ ผมจะบอก ท่านประธานนิดหนึ่งก็ได้ ว่าผมเปึนอดีตข้าราชการตํารวจมีเงินบํานาญเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท เดือดร้อนทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ มีการยุบสภา เมื่อครั้งอดีตนายกรัฐมนตรีชื่อ ทักษิณเข้ามาบริหารราชการบ้านเมือง ได้ใช้ปรีชาสามารถทําให้รัฐมีภาษี มีรายได้ของ แผ่นดินมากมาย ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ๒ ครั้ง ผมในฐานะเปึนข้าราชการบํานาญก็ได้ อานิสงส์ด้วย คือขึ้นเงินเดือนข้าราชการประจําท่านก็มองไปถึงข้าราชการบํานาญ จาก ๒,๐๐๐ บาท เมื่อก่อนนี้ท่านประธานครับ ได้เปึน ๕,๓๐๐ บาท คนอื่นจะมองข้าม เรื่องอย่างนี้ของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็มองไป แต่สําหรับผมถือว่าเปึนบุญคุณ บุญคุณที่จะต้องเดือดร้อนแทนท่านเวลาที่ท่านถูกรังแก ดังนั้นผมถึงขอถามท่าน นายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่าองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสิน คดีนี้มีถึง ๔ ท่านที่ว่านายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ผิด ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหม และ

ข้อต่อไปผมขออนุญาตเรียนถามว่า คําพิพากษาคดีดังกล่าวใน หน้า ๓๗ ที่ระบุไว้ชัดเจนว่ามีมติด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๑ ว่าจําเลยในคดีนี้คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๕๒ มาตรา ๑๕๗ การที่หน่วยงานของรัฐมักจะอ้างว่านายกรัฐมนตรี ทักษิณทุจริตต่อหน้าที่ หรือใช้ตําแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์เข้าตน จึงเปึนการไม่ให้ ความเปึนธรรมแก่อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ตรงนี้อยากถามว่ารัฐบาลมีส่วนรู้ เห็นกับการกระทําเช่นว่านี้หรือไม่ หากมีส่วนรู้เห็นย่อมเปึนการกระทําที่ไม่ชอบด้วยหลัก ความยุติธรรมที่รัฐบาลหยิบยกเปึนข้ออ้างดังปรากฏอยู่ในคําแถลงนโยบาย เพราะฉะนั้น เดี๋ยวผู้แทนของท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบให้ชัดเจน และ

ข้อที่ ๓ ผมถามว่ากรณีดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนที่ยังรักและศรัทธาต่อ ผลงานของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะกระทําการประท้วงอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเปึนอย่างยิ่ง รัฐบาลจะมีวิธีการแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุการณ์ อย่างนั้นในบ้านเมืองของเราอย่างไร ขอทราบคําตอบด้วยครับ