สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงว่าได้รับคำแนะนำจากสมาชิกว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการประดับแถบในชุดปกติขาว และได้พยายามค้นหาคำตอบ โดยระบุว่าในขณะนั้นเขาต้องแต่งชุดปกติขาวและยืมชุดจากเพื่อนสมาชิก แต่ไม่ได้ดูว่าชุดที่ยืมมีปัญหาหรือไม่ และได้แก้ไขปัญหานี้ไปแล้ว นอกจากนี้ยังแถลงเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน โดยระบุว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของขวัญแต่งงานที่คุณพ่อคุณแม่ให้และไม่ได้ขาย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมพยายามรวบรวมประเด็นที่ท่านสมาชิก อภิปรายนะครับ นับได้ ๖ ประเด็นนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าตกหล่นหรือเปล่า เพราะดูเหมือน นานมาแล้วนะครับ

ประเด็นแรก กราบเรียนท่านประธานครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิก ที่ได้แนะนําผมว่า มีปัญหาในเรื่องของการประดับแถบในชุดปกติขาว ซึ่งที่ท่านบอกว่า ได้เขียนจดหมายมาถึงผมหรือมีหนังสือมาถึงผมนั้นนี่นะครับ ก็ต้องขอกราบเรียนว่าเท่าที่ จําได้ผมไม่ได้รับนะครับ แต่ว่าผมเองก็พยายามที่จะค้นดูเพราะว่าเรื่องนี้เคยมีการหยิบยก กันขึ้นมา และข้อเท็จจริงเปึนอย่างนี้ครับ พอท่านได้แสดงภาพตรงนั้น ผมก็จําได้ว่า เหตุการณ์นี่มันเกิดขึ้นก็คือว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งครับ ไม่นานมานี้ละครับ ที่ผมต้องแต่ง ชุดปกติขาว แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกที่หวังดีว่าติดตรง ไม่ตรง ก็มาพยายามปรับให้ ก็ปรากฏ ว่าเข็มนี่หัก ผมก็เลยต้องยืมเพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่งมาใส่ในขณะนั้นครับ แล้วท่านก็ บอกว่าให้มาเลย ผมก็ต้องยอมรับว่าก็คงบกพร่องที่ไม่ได้ดูครับว่า ที่ยืมของเพื่อนมาใส่ ในขณะนั้นเนื่องจากเปึนความจําเปึนเฉพาะหน้า มันมีปัญหาหรือไม่ แต่เมื่อมีการทักท้วง นี่ก็ได้กราบเรียนท่านประธานว่าก็ได้แก้ไขไป ตอนนี้ก็คงจะถูกต้องเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว เรื่องก็มีเท่านั้นนะครับไม่ได้มีเจตนาอะไรเลย นี่คือข้อเท็จจริง และผมเปึนคนตรงไปตรงมา ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สินนะครับ เนื่องจากว่า ผมไม่มีตัวรูปภาพที่ผมได้แสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดนี่ครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าสอบถาม ไปทางภริยานะครับ ก็ยืนยันว่าอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ได้แสดง แล้วก็ไม่ขายหรอกครับ เพราะว่าเปึนของขวัญแต่งงานที่คุณพ่อคุณแม่ผมมอบให้กับทางภริยาผมนะครับ แล้วก็ ราคาในขณะนั้นถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาทครับ ต่ํากว่าที่ท่าน ประเมินพอสมควรทีเดียว แล้วก็ส่วนร้านนั้นก็คงไม่ใช่ประเด็นนะครับว่าซื้อจากไหน อย่างไร

ประเด็นถัดมาครับ ท่านได้พูดถึงเรื่องของมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ กล่าวหาค่อนข้างจะรุนแรงมากนะครับ โดยได้มีการหยิบยกกระแสพระราชดํารัส เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ผมก็กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าท่านสมาชิกจะได้อ่านกระแส พระราชดํารัสให้ครบถ้วนกระบวนความก็จะพบนะครับว่า สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งก็คือว่า พระองค์ท่านไม่เคยใช้พระราชอํานาจเกินเลยไปกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การที่มีผู้ใดที่จะกราบบังคมทูลเสนอแนะให้พระองค์ท่านทรงใช้อํานาจเกินเลยขอบเขต ของรัฐธรรมนูญนั้น พระองค์ท่านก็จะไม่ทรงกระทํา ซึ่งก็เปึนเรื่องที่ผมคิดว่า พวกเรา ทุกคนก็คงจะเข้าใจดี ทีนี้ประเด็นที่โยงมาถึงผมนี่ ผมคิดว่าคงต้องดูด้วยครับ คือขณะนั้น มันมีกระแสอยู่กระแสหนึ่งก็คือ มีการเรียกร้องให้มีการใช้มาตรา ๗ ในลักษณะที่เรียกว่า ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ทั้ง ๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอยู่ในตําแหน่ง ซึ่งในขณะนั้นก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ผมไม่เคยเสนอในแนวทางนั้นเลยครับ สิ่งที่ ผมเสนอก็คือว่า หลังจากที่มีการยุบสภา แล้วก็ในขณะนั้นพรรคการเมืองทุกพรรค ที่เคยอยู่ในสภานี่ครับ ไม่ยอมรับ ไม่มั่นใจในความเปึนกลางของ กกต. (คณะกรรมการ การเลือกตั้ง) ในการที่จะดูแลการเลือกตั้ง แล้วก็เห็นว่ามีการบิดเบือนแทรกแซงองค์กร อิสระมามากก็ตัดสินใจที่ไม่ลงเลือกตั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ก็มีการเลือกตั้งไป แต่มีแนวโน้มว่าจะเลือกอย่างไรนี่สภาก็ไม่ครบองค์ประกอบ ซึ่งในกระแสพระราชดํารัสใน วันเดียวกันนี่พระองค์ท่านก็ได้รับสั่งถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่า สภานี่ต้องมีครบ เมื่อเปึน เช่นนั้นก็เกิดความตึงเครียดขึ้นนะครับ ในบ้านเมืองในขณะนั้น ผมก็ได้มีการนําเสนอว่า ทางออกทางหนึ่งก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ กับ ครม. นี่ครับจะต้องลาออก เพื่อให้เข้าเงื่อนไขของมาตรา ๗ นะครับ ไม่ใช่ว่าไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา ๗ แล้วไปขอ พระราชทานนายกรัฐมนตรี หรือขอให้ทรงใช้พระราชอํานาจ ถ้าไปเสนออย่างนั้นก็ผิดครับ แต่ว่าไม่ได้เสนออย่างนั้นครับ แล้วเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องหนึ่งซึ่งทางพรรคไทยรักไทยและมีกลุ่ม บุคคลได้ไปฟัองร้องพรรคประชาธิปัตย์ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยข้อหานี้นะครับ แต่เปึนเรื่องซึ่งในที่สุดแล้ว ถ้าผมจําไม่ผิดก็คือทางอัยการเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นที่จะนํา ขึ้นมาเพื่อที่จะยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เปึนความผิด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะ มีความชัดเจน แล้วข้อเสนอของผมนี่ครับ มันจะเปึนไปตามมาตรา ๗ เพราะถ้าหากว่า คณะรัฐมนตรีทั้งคณะลาออกในขณะนั้น เราไม่มีสภาครับ เมื่อไม่มีสภาก็จะเข้าเงื่อนไข มาตรา ๗ ว่าจะต้องไปตามประเพณีปฏิบัติในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถามว่าถ้าเกิดเงื่อนไขเช่นนั้น นอกจากจะเปึนไปตามรัฐธรรมนูญแล้ว เปึนไปตามหลัก ประชาธิปไตยหรือไม่ ผมก็คิดว่าเปึนครับ เพราะถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ตัดสินใจ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าทุกฝ์ายได้ยอมรับที่จะเดินเข้าสู่เงื่อนไขของมาตรา ๗ ซึ่งก็คือทุกฝ์าย ในประเทศนี้ก็ต้องถือได้ว่าเปึนเสียงส่วนใหญ่ และผมก็ยังเชื่อนะครับว่าถ้าเกิดเงื่อนไข เช่นนั้น วันนี้เราอาจจะยังใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อยู่ก็ได้ ฉะนั้นข้อเสนอของผมนี่เปึนไป ตามเงื่อนไขและเปึนไปเพื่อรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนะครับ แล้วก็ไม่ได้ มีการไปละเมิดทางสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ประการใด

ประเด็นถัดมานะครับ ความจริงเรื่องนี้ผมชี้แจงไปแล้ว และท่านก็พยายาม มาบอกว่า เรื่องการใช้ยศหรือไม่นี่จะมาเอาเรื่องของแนวปฏิบัติที่กระทรวงกลาโหมเขา ออกไว้มาเหนือความสําคัญของการได้รับพระราชทานยศนี่ผมคิดว่าคงไม่ใช่หรอกครับ ผมคิดว่ากระทรวงกลาโหมคงตระหนักดีอยู่แล้วครับ ถึงความศักดิ์สิทธิ์ ถึงความสําคัญ ของยศที่ได้รับพระราชทาน จึงต้องออกแนวปฏิบัติว่าทําอย่างไรไม่ให้มีคนนํายศไปใช้แล้ว เกิดความเสื่อมเสียได้ ท่านจะมากล่าวหาผมว่าผมกลัวตัวเองเสื่อมเสียหรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมไม่ได้คิดว่าผมจะทําอะไรเสื่อมเสียหรอกครับ แต่ผม คิดว่าบางทีเราต้องดูตัวเองครับ การเปึนนักการเมืองนี่มันมีทั้งคนชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็เปึนดุลยพินิจของผมครับ บางทีท่านสมาชิกท่านอภิปรายบอกว่า ท่าน ไม่เห็นกลัวเลยว่าท่านจะทําอะไรเสื่อมเสีย ท่านก็ใช้ยศของท่านไป ท่านเคยฟังบ้างไหม ครับว่าบางทีประชาชนเขาวิพากษ์วิจารณ์นี่มันก็เกินเลยจากตัวบุคคลไปถึงองค์กร ไปถึง สถาบันจริง ๆ ผมมีความเห็นอย่างนี้เปึนดุลยพินิจของกระผมโดยสุจริตใจ ก็เปึนสิทธิ ของผม แล้วก็เปึนไปตามแนวทางที่สอดคล้องกับที่ทางกระทรวงกลาโหมได้ประกาศเอาไว้

ประเด็นถัดมาครับ ท่านบอกว่าเมื่อผมจะไปบรรยายที่มหาวิทยาลัย ออกซ์ฟอร์ด มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้ทําหนังสือประท้วงไปยังทางประธานของวิทยาลัย เซนต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดนะครับ ก็กราบเรียนครับว่าเปึนความจริง บังเอิญ ผมนี่ข่าวกรองเขารายงานมาก่อนครับว่าจะมีการกระทําเช่นนี้ เพราะมีกลุ่มบุคคลกลุ่ม หนึ่ง ซึ่งขออนุญาตนะครับว่าไม่เอ่ยนามว่านําโดยใคร แต่ท่านคงเดาออก คนไทย นี่แหละครับ แต่ตอนนี้ไปอยู่ที่ออกซ์ฟอร์ด ได้พยายามไปเชิญชวนให้มีการกระทําเช่นนี้ แล้วก็อาจจะมีเพื่อนฝูงอยู่ ก็เปึนธรรมดาของการเปึนอาจารย์อยู่ในสถาบันการศึกษา แล้วก็ข้อความทั้งหมดนี่ครับที่ท่านอ่านมานี่ ก็เปึนข้อความเดียวกับที่กลุ่มบุคคลไทย พยายามจะเผยแพร่ทั้งในประเทศนี้และในต่างประเทศ ซึ่งผมก็ไม่ขอวิจารณ์อะไรเพิ่มเติม ผมตั้งข้อสังเกตเพียงแต่ว่าอาจารย์ท่านนี้พอดูประวัติเข้าไปจริง ๆ ไม่เคยทําวิจัยเรื่อง ประเทศไทยเลยครับ สนใจเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จริง แต่จะหนักไปทางเรื่องติมอร์ เรื่องพม่า แต่ว่าจู่ ๆ ก็แสดงตนเปึนผู้เชี่ยวชาญประเทศไทยขึ้นมาโดยจดหมาย ฉบับเดียว ซึ่งก็กราบเรียนว่าข้อความที่ท่านอ่านมา ใครที่อยู่เมืองไทยก็รู้ว่าไม่ได้ตรงกับ ข้อเท็จจริง แล้วการที่ไปกล่าวหาบุคคลบางคนก็แปลกครับ พอบอกว่ามาสนับสนุนรัฐบาล ชุดปัจจุบันก็เปึนคนเลว แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีการพูดว่าสนับสนุนหรืออยู่ฝ์ายใด ฉะนั้น ก็กราบเรียนว่าเปึนเรื่องปกติธรรมดา แต่ว่าสิ่งที่ผมได้ทําไปนะครับก็คือว่า ทางวิทยาลัยก็ยืนยันให้ผมบรรยาย ก็มีความห่วงใยครับ เพราะว่ามีกลุ่มคนก็พูดกันตรง ๆนะครับ กลุ่มเสื้อแดงที่จะไปร่วมฟังการบรรยายด้วย ตอนแรกทางวิทยาลัยเขาก็กังวลครับ ผมก็บอกว่าเป่ดโอกาสให้เขาเข้าไปฟังเถอะ เขาจะได้ทราบความเห็นของผมโดยสุจริตใจ แล้วก็เป่ดโอกาสให้ถามตอบได้ในบรรยากาศของเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งผมคิดว่า เหมาะสมอย่างยิ่งกับการทําหน้าที่ในการบรรยายในมหาวิทยาลัย ผมกราบเรียนนะครับ ว่า หลังจากบรรยายนี่ครับ ทั้งตัวผู้บริหารวิทยาลัยเองก็ดี แล้วก็ผู้ฟังซึ่งมีชาวต่างประเทศ พอสมควรนะครับ ไม่ใช่อย่างที่ท่านกล่าว ก็ได้มาแสดงความชื่นชมว่าอย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ เขาได้เห็นก็คือว่า ผู้นําที่บอกว่ามาตามระบอบประชาธิปไตยนี่มีจิตใจที่เปึนประชาธิปไตย จริง ๆ พร้อม รู้อยู่แล้วว่ามีคนเข้าไปตั้งใจที่จะประท้วง ตั้งใจที่จะถามคําถามยาก ๆ ตั้งใจ ที่จะหาทางลดความน่าเชื่อถือ แต่เป่ดโอกาสให้ แล้วก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กราบเรียนนะครับว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไรเปึนพิเศษ

ถัดมาเปึนเรื่องของลูกเสือนะครับ ซึ่งเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการก็จะได้ชี้แจงสั้น ๆ ครับ

สุดท้ายครับ คือท่านก็พยายามรวบรวมตําแหน่งต่าง ๆ ของผมนะครับ ที่เปึนโดยตําแหน่ง ก็เปึนเรื่องของ กอ.รมน. แต่กราบเรียนสั้น ๆ นิดเดียวนะครับที่ท่านบอก ว่า ผมเปึนประธานสภากลาโหมนั้นไม่ใช่นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ครับ จะเปึนประธานสภากลาโหม ไม่ใช่ผม แต่ผมดูแล กอ.รมน. ครับ อันนั้นถูกต้อง แล้วก็ ผมคิดว่าผมก็ได้มีโอกาสชี้แจงในเรื่องนโยบายภาคใต้ไปหลายครั้งนะครับ ท่านก็ได้ หยิบยกเอาภาพเหตุการณ์การฆ่าตัดคอก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ ที่จริงการฆ่าตัดคอก็มีมาหลายป้ต่อเนื่อง แล้วก็ผมคิดว่าก็ไม่ค่อยเปึนประโยชน์เท่าไร หรอกครับที่เราจะมาถกเถียงกันว่าตกลงเปึนป้นั้นหรือเปึนป้นี้ ก็ต้องยอมรับว่า เปึนเหตุการณ์ที่ยังเกิดขึ้น แต่ก็เปึนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องหลายป้แล้ว ถามว่า การเกิดขึ้นมาหลายป้แล้วเปึนข้อแก้ตัวไหม ผมก็บอกว่า ผมก็ไม่สบายใจครับที่ยังเกิด ขึ้นอยู่ แต่อยากจะกราบเรียนว่าขณะนี้สิ่งที่เราเห็นชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือความถี่ของ เหตุการณ์ความรุนแรงลดลง ลดลงโดยลําดับ เมื่อลดลง ส่วนหนึ่งเพราะการกดดันของ การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรับครับว่าเราส่งกําลังพลเข้าไปเยอะ ฝ์ายตรงข้าม ก็จะตอบโต้ก็คือว่า ถ้าเหตุการณ์มันเกิดน้อยครั้งลงก็ต้องทําให้มันรุนแรงขึ้น หวังผลก็คือ สร้างความหวาดกลัว แล้วก็สร้างให้เปึนข่าว เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญก็คือต้องไม่ตกเปึน เหยื่อของผู้ที่ต้องการที่จะให้เผยแพร่ภาพเหล่านี้เพื่อความหวาดกลัวของพี่น้องประชาชน นะครับ อันนี้ก็เปึนเรื่องซึ่งอยากจะกราบเรียน ทีนี้ถามว่าพวกผมเข้ามาในระยะเวลา ประมาณ ๓ เดือนนี่ครับ ทําอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ประการแรกเลย ก็ต้องบอกครับว่านโยบายของรัฐบาลมีการปรับจุดเน้น จุดเน้นที่ว่าก็คือว่า ผมได้แถลงนโยบายและขณะนี้ก็เดินหน้าในเรื่องของการจะเน้นเรื่อง ของกระบวนการการพัฒนา การพัฒนาที่ว่าก็คือครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ ครอบคลุมทั้ง เรื่องการศึกษา ครอบคลุมทั้งเรื่องวัฒนธรรม ที่จะทําให้พื้นที่ตรงนั้นพี่น้องประชาชน ในพื้นที่มีโอกาสมากยิ่งขึ้น และที่สําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือว่าการให้ความมั่นใจ เรื่องการอํานวยความยุติธรรม เหมือนกับที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปว่ากรณี ที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน บัดนี้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยอมรับว่า ถ้ามีข้อกล่าวหาก็จะต้องมีการสอบข้อเท็จจริง แล้วถ้าหากว่ามีการกระทําผิดก็ต้องลงโทษ อย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันครับ คดีบางคดีที่ยังเปึนที่สะเทือนใจเปึนที่คลางแคลงใจ ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เช่น กรณีของทนายสมชาย รัฐบาลชุดนี้ก็เดินหน้า อย่างจริงจังว่าทําอย่างไรการสอบสวนเรื่องนี้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธาน ก็จะเห็นว่าผู้ที่รับผิดชอบคดีนี้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนครับว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลแล้วเขาสามารถที่จะทํางานได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนจุดสําคัญ ที่เปึน การปรับเปลี่ยนจุดเน้นของนโยบายแล้วผมเชื่อว่าไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ครับเวลาที่จํากัดนี่ครับ เรื่องกระบวนการพัฒนายังทําไม่ได้มากอย่างที่ต้องการ แต่ว่า ตั้งใจอยู่ว่าภายในเดือนนี้จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ถูกตั้งขึ้นมาเปึนพิเศษ ในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนั้นครับ ตั้งแต่เรามีการใช้ พระราชกําหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเปึนต้นมานี่ครับ ท่านประธาน คงไม่ทราบนะครับว่าเราต้องต่ออายุการใช้พระราชกําหนดนี้มาแล้วอย่างต่อเนื่องเข้าใจว่า ๑๔ ครั้งครับ ๓ เดือนต่อ ๓ เดือนต่อ ๓ เดือนต่อ ผมก็ได้ตั้งเปึนข้อสังเกตครับว่า แล้วก็ เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้ที่เปึนความรู้สึกที่กดดัน พี่น้องประชาชนที่ผมฟังจากเพื่อนสมาชิกสภาทั้งฝ์ายค้านและฝ์ายรัฐบาล ทุกยุคทุกสมัย ก็คือว่ามันมีกฎหมายพิเศษที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งเปึนแรงกดดันอยู่ ไม่ใช่เฉพาะตัว พ.ร.ก. (พระราชกําหนด) แต่ว่ามีกฎอัยการศึก แล้วก็ที่สําคัญขณะนี้ก็กําลังจะมีการใช้กฎหมาย ความมั่นคงภายในอยู่ด้วย ซึ่งมีโครงสร้างที่ปรับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในการมาขอต่อการใช้ พ.ร.ก. นี่ครับ บังเอิญจังหวะมาเข้าในช่วงประมาณสัปดาห์หรือ ๒ สัปดาห์แรกของรัฐบาล เราก็ไม่มีเวลาหรอกครับที่จะมาทบทวนอย่างจริงจัง แต่ว่าเราต่อให้อีก ๓ เดือน และ สําหรับครั้งต่อไปซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนครับ ผมเข้าใจว่าเปึนครั้งแรกที่ คณะรัฐมนตรีขอให้มีการไปทบทวนเรื่องนี้อย่างเปึนระบบ แล้วก็เสนอมาว่าจําเปึนต้องใช้ กฎหมายฉบับใดบ้างหรือมีกฎหมายฉบับใดบ้างที่หมดความจําเปึนแล้ว ลองแยกแยะ ดูสิว่าการดําเนินคดี การจับกุมโดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายต่าง ๆ เทียบเคียงกันแล้ว กฎหมายฉบับไหนมีประสิทธิภาพในการนําคนผิดมาลงโทษ กฎหมายใดมีปัญหา อาจจะ เปึนในการละเมิดสิทธิบ้าง อาจจะเปึนในการในที่สุดจับกุมมาแต่ว่าขึ้นสู่ศาลแล้วยกฟัอง แล้วก็ทําให้เกิดความรู้สึกถึงความไม่เปึนธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ก็อยากจะกราบเรียนว่า ในเวลาสั้น ๆ จํากัดนะครับ ไม่อยากใช้เวลามากกว่านี้ ยืนยันว่าเราให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ไม่ได้ ละเลย ผมทําทั้งในกรอบของ กอ.รมน. (กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ทั้งในกรอบของการเปึนนายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาล แล้วก็ทั้งในฐานะประธาน ของคณะรัฐมนตรีที่ทําหน้าที่ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ กราบขอบพระคุณครับ