กรณี จาติกวณิช แถลงว่าข้อมูลที่ผู้อื่นพูดถึงไม่ถูกต้อง และขอซักซ้อมให้มีความเข้าใจตรงกัน โดยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคม โดยการกระตุ้นการสื่อสารระหว่างผู้นำและประชาชน และเรียกร้องให้ประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ถูกนำเสนอในพื้นที่สาธารณะ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในที่นี้คงขออนุญาตใช้ สิทธิพาดพิง ก่อนอื่นผมต้องขอเรียนนะครับว่าข้อมูลที่ท่านผู้อภิปรายทั้ง ๒ ท่านได้ นําเสนอ มีข้อมูลที่ตรงต่อความเปึนจริงอยู่บ้าง แต่มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจาก ความเปึนจริงก็ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นก่อนอื่นผมขอซักซ้อมนะครับให้มีความเข้าใจ ตรงกัน
อันดับแรก ไม่มีความจําเปึนใด ๆ เลยครับ ที่จะต้องพยายามสร้าง บรรยากาศนะครับว่าเรื่องทั้งหมดที่ท่านนําเสนอนั้นเปึนเรื่องลับที่ท่านต้องไปล้วงมา เพราะทั้งหมดนั้นจริง ๆ แล้วไม่เคยมีการปฏิเสธนะครับ ไม่ว่าในส่วนของผู้เกี่ยวข้องจะเปึน ผู้ใดก็แล้วแต่ ตอบคําถามแรกของท่านว่า ท่านจิรายุเปึนใครผมก็เรียนได้เลยครับว่า ท่านจิรายุเปึนผู้ที่ทํางานให้กับทั้งท่านนายกรัฐมนตรีและทั้งผมตลอดช่วงหลายป้ที่ผ่านมา นะครับ ก็คือเปึนคนใกล้ชิดจริง ท่านได้เรียนเมื่อสักครู่นะครับว่ามีการนัดหมายกันที่ โรงแรมโฟร์ซีซั่น ดูเหมือนลึกลับมาก ต้องเลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ผมขอเรียนว่า ไม่ใช่นะครับ เข้าไปแล้วเลี้ยวขวา แล้วก็เลี้ยวขวาถึงเลยครับ และมีการนัดคุยกันที่นั่น จริงนะครับ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ แม้แต่ในส่วนของบทความอิเล็กทรอนิกส์คือ อีเมล ที่ท่านได้นําเสนอนะครับ ผมก็เรียนว่าก็มีการสื่อสารพูดคุยแลกเปลี่ยนผ่านอีเมลกันจริง ระหว่างโจอี้กับบุคคลที่ท่านอ้างว่าท่านไปค้นอีเมลจากคอมพิวเตอร์มา ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเปึนการละเมิดสิทธิของเขาด้วยนะครับ แต่ก็ถือว่าอันนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องของผม โดยตรง ท่านความจริงควรที่จะอ่านเพิ่มเติมให้ครบถ้วนนะครับว่าท่านผู้ที่ได้รับอีเมล จากโจอี้นั้น เขาตอบโจอี้มาว่าอย่างไร เพราะว่าถ้าท่านไม่อ่านตรงนั้นนี่นะครับ ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายของท่านก็จะมีความเข้าใจเพิ่มเติมถึงบริบท ในการสนทนากัน ณ วันนั้น เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนแล้วนะครับว่า บรรยากาศทางการเมือง ณ วันนั้นมันมีความแตกแยก และ ณ วันที่ท่านนายกรัฐมนตรี เข้ามารับตําแหน่ง วาระสําคัญที่สุด ๓ วาระที่มีความชัดเจนของท่านนายกรัฐมนตรีก็คือ
๑. แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
๒. แก้ไขปัญหาเรื่องของความมั่นคง และ
๓. ก็คือแก้ไขปัญหาเรื่องของความแตกแยกในสังคม และตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนเมื่อสักครู่นะครับนี่ก็คือเหตุผล ที่ทางเราได้พยายามที่จะหา วิธีค้นคิดแนววิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องของความแตกแยกทางสังคม ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ วิธีที่จะนํามาซึ่งความสําเร็จในแง่ของการแก้ไขปัญหาความแตกแยกก็คือ การสื่อสาร การมีความใกล้ชิดระหว่างผู้นําของประเทศกับพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า คราวนี้จะทํา อย่างไรครับ สื่อนี่จริง ๆ แล้วที่แพร่หลายทั่วถึงจริง ๆ ก็มีอยู่ ๓ ชนิด สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ แล้วก็สื่อมือถือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ ถ้าจะใช้วิธีนั้นจริง อันดับแรกมีผลต่อ ภาษีของพี่น้องประชาชนโดยการใช้เงินงบประมาณ นอกจากนั้นยังจะต้องใช้เวลาในการ เตรียมการ ทั้ง ๆ ที่เราก็มองว่าวาระทั้ง ๓ วาระแก้ไขเศรษฐกิจ เรื่องของความมั่นคง แล้วก็ เรื่องความสมานฉันท์นั้นเปึนวาระเร่งด่วน ฉะนั้นวิธีใดก็แล้วแต่ที่เราดําเนินการได้โดยเร็ว ก็น่าจะเปึนวิธีที่มีความเหมาะสม ดังนั้นเราก็ถึงได้คิดว่าน่าจะหาวิธีที่จะใช้การสื่อสาร โดยตรงกับพี่น้องประชาชนโดยนายกรัฐมนตรีคนใหม่ผ่านสื่อโทรศัพท์ ดังนั้นก็คือที่มาของ การเชิญชวนมาร่วมสนทนากันที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นในวันนั้น ตามที่ท่านได้เล่าให้กับ พี่น้องประชาชนฟัง ความจริงผมก็ให้สัมภาษณ์ไปตามข้อมูลนั้นตั้งแต่วันนั้นแล้วครับ จากการพูดคุยกันในวันนั้นนะครับ ก็มีการส่งอีเมลตามที่ท่านได้นํามาแสดงเมื่อสักครู่ ท่านผู้ได้รับอีเมลผู้นั้นนะครับ ก็ตอบกลับมาบอกว่า ผมขออนุญาตแปลเลยนะครับ เพราะเปึนภาษาอังกฤษ แต่เดี๋ยวผมจะเอาตัวจริงให้กับท่านประธานยืนยันไว้เปึน หลักฐาน ว่าขอขอบคุณที่ได้มีการนัดหมายกันเช้านี้ และผมดีใจมากที่ได้รับฟัง ข้อเสนอแนะที่มีความสร้างสรรค์ นี่คือข้อเท็จจริงในแง่ของคําตอบจากผู้ประกอบการที่ได้ ร่วมการสนทนากับผมในวันนั้น นอกจากนั้นเขาก็มีอีก ๔-๕ ประเด็น ไม่มีตรงไหนเลยครับ ที่เขียนว่า ผมได้ให้คํามั่นสัญญาไว้ว่าจะมีการส่งเปึนลายลักษณ์อักษรว่าจะต้องมีการทํา สัญญากัน ไม่มีครับ ไม่เคยมีการพูดคุยกันในลักษณะนั้น ซึ่งความจริงผมจะต้อง ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ด้วยนะครับ ในการที่จะเรียนว่า ญัตติยื่นถอดถอนที่พรรคท่าน ได้ร่างไว้ แล้วก็ยื่นต่อสภาถอดถอนผมในกรณีเกี่ยวกับเรื่อง เอสเอ็มเอส นั้นก็คลาดเคลื่อน ครับต่อความเปึนจริง ท่านอ้างว่า ผมซึ่งเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัย ตําแหน่งหน้าที่ของตนเองไปขอให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทําประโยชน์ของ ตนเองและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันนั้นผมยังไม่ได้เปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังครับ ผมเปึนเพียงแค่ ส.ส. คนหนึ่ง เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านสุชาติ ถามด้วยซ้ําไปว่าที่ผมทํานั้นทําเพื่อหวังจะได้คะแนนจากท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะได้รับตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือไม่ ผมก็ขออนุญาตเรียน นะครับว่าช่วงเวลา ๑ ป้ก่อนหน้านั้นผมดํารงตําแหน่งเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเงา ฝ๊กฝนงานนี้มาโดยตรงนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับการแต่งตั้งผมมาในตําแหน่งนี้ คราวนี้ เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับทุก ๆ เจ้าแล้วนี่นะครับ ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นว่าแนววิธีนี้ อันดับแรกเปึนไปได้ทางเทคนิคหรือไม่ อันดับที่ ๒ เขาเห็นว่าเปึน ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อสังคมจริงหรือไม่ โดยความสมัครใจ ๓ บริษัทก็ตัดสินใจที่จะ เข้ามาร่วมโครงการ ท่านสุชาติเรียนว่า ๖ บริษัท จริง ๆ แล้วไม่ใช่หรอกครับ แต่ผมไม่ได้ คุยเพียงแค่ ๓ บริษัทนะครับ ต่อข้อกล่าวหาข้อหนึ่งที่ท่านมีกับผมว่า ใช้อํานาจไปบังคับ ผู้ประกอบการให้มาร่วมโครงการของรัฐบาลหรือไม่ ผมขอเรียนนะครับ ข้อเท็จจริงว่า มีบริษัทที่ ๔ ที่ผมพูดคุยด้วย แต่เขาขอสงวนสิทธิไม่มาร่วมโครงการ บริษัทนั้นผมขอ อนุญาตเอ่ยนามเลยครับ เพราะเขาไม่ได้เสียหาย คือฮัทชิสัน ท่านทราบไหมครับว่า ใครเปึนผู้ถือหุ้นของฮัทชิสันในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของ ฮัทชิสัน รายหนึ่งก็คือ กสท.(การสื่อสารแห่งประเทศไทย) ส่วนบริเวณพื้นที่นอก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ฮัทชิสันมีเครือข่ายครอบคลุม กสท. ถือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และท่านทราบไหมครับว่าใครเปึนประธาน กสท. ก็คือรองปลัดกระทรวงการคลังครับ ดังนั้นถ้าผมใช้ตําแหน่งหน้าที่ที่ความจริงวันนั้นผมก็ยังไม่มีในการที่จะบังคับ ผู้ประกอบการให้เข้ามาร่วมโครงการนี้ บริษัทแรกที่ผมต้องสามารถบังคับได้ก็คือบริษัทที่ กระทรวงการคลังเองควบคุมอยู่ ก็คือ ฮัทช์ แต่การที่เขาไม่เข้ามาร่วม ผมคิดว่าก็เปึน หลักฐานชัดเจนนะครับว่า ไม่ได้มีการบีบบังคับแต่อย่างใด ผมบังคับฮัทช์ไม่ได้ที่ กสท. ถืออยู่ รองปลัดกระทรวงเปึนประธาน กสท. อยู่ แล้วผมจะไปบังคับบริษัทอื่น ๆ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าข้อกล่าวหานั้นไม่มีความเปึนธรรม แล้วก็ปราศจากข้อมูลที่เปึน ข้อเท็จจริง คราวนี้ท่านได้อภิปรายเพิ่มเติมนะครับว่า เราได้เอื้อต่อบริษัทเอกชน โดยเฉพาะบริษัททรู เพราะท่านได้อ้างว่า ทรูเปึนบริษัทเดียวที่มีเทคโนโลยี มีศักยภาพ ในการที่จะส่งเสียงกลับมาตามระบบ ไอวีอาร์ ตามที่ท่านได้อภิปราย ตรงนี้ก็ไม่จริง อีกครับ ความจริงทั้ง ๓ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการมีเทคโนโลยีเพียงพอครับ ที่จะส่ง ไอวีอาร์ คือเสียงที่อัดไว้กลับเข้ามากับผู้ใช้บริการ แต่จริงอยู่ระบบของทรูมีประสิทธิภาพ ณ วันนั้น นะครับ ที่เขาอ้างว่าสูงกว่า เขาก็เป่ดช่องว่า ในกรณีที่ลูกค้าของอีก ๒ บริษัทประสงค์ที่จะ ใช้ระบบของทรูในการที่จะส่งเสียงกลับคืนมาให้กับลูกค้าของเขา ทรูก็พร้อมที่จะให้บริการ และเปึนการให้บริการโดยคิดค่าใช้จ่ายอย่างไรก็เปึนเรื่องที่เขาไปคุยกันเอง แต่เท่าที่ผม เข้าใจนะครับ เขาไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย ประเด็นก็คือ ถ้าเปึนลูกค้า ขอยกตัวอย่างนะครับ ดีแทค ดีแทคต้องการที่จะส่งเสียงกลับมาที่ลูกค้าของดีแทคผ่านระบบของทรู ดีแทค ก็สามารถที่จะขอให้ทรูดําเนินการได้ แต่รายได้ ๓ บาทนั้นดีแทคยังเก็บไว้ครับ ไม่ได้มอบ ให้กับทรู เพราะฉะนั้นไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์ให้กับใคร ทรูไม่ได้ได้ประโยชน์แต่อย่างใด ทรูเพียงแต่คิดว่าในเมื่อเทคโนโลยีของตนมี ถ้าเปึนประโยชน์ต่อสาธารณะในการที่จะให้ เพื่อนยืมใช้เครือข่ายของตน ทางบริษัททรูเขาก็ยินดีครับ อันนี้ก็สะท้อนให้เห็นนะครับว่า การกระทําทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ในเชิงพาณิชย์ มันเปึนการกระทําเพราะทั้ง ๓ บริษัทเห็นว่า การสื่อสารระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประชาชนโดยตรงในลักษณะนี้น่าจะเปึนประโยชน์ ต่อการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพราะฉะนั้นในข้อกล่าวหานะครับว่า เราเอื้อต่อ เอกชนนั้น ผมคิดว่าก็ไม่มีมูล
ส่วนในกรณีที่ ๒ บริษัทโอนเบอร์ของลูกค้าของตนเพื่อให้ทรูส่งข้อมูลที่เปึน เสียงที่อัดไว้ของท่านนายกรัฐมนตรีให้กับลูกค้าของตนนั้นเปึนการละเมิดสิทธิในการให้ ข้อมูลลับของลูกค้าหรือไม่
ประเด็นแรกนะครับ เรื่องนั้นก็ไม่เกี่ยวกับทั้งนายกรัฐมนตรีหรือผม
ประเด็นที่ ๒ เบอร์โทรศัพท์นั้นท่านอาจจะไม่ทราบ เบอร์โทรศัพท์ของ ทุกบริษัทนั้นท่านจะเข้าไปดูท่านก็เข้าไปดูได้ครับว่าเขามีเบอร์โทรศัพท์อะไรบ้าง แต่ที่ท่าน ดูไม่ได้นี่ก็คือ ใครเปึนเจ้าของเบอร์นั้น เพราะฉะนั้นการที่จะโอนเบอร์โทรศัพท์ไปให้อีก เครือข่ายหนึ่งนั้นไม่ได้เปึนการให้ข้อมูลลับแต่อย่างใดเลยระหว่าง ๒ บริษัท เพราะฉะนั้น ในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่าก็เปึนประเด็นที่ข้อเท็จจริงที่ผมควรที่จะนําเสนอ
ส่วนท่านสมาชิกท่านสุชาติ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านบอกว่า ท่านเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วน่าจะมีการส่งออกไปประมาณ ๓๐ ล้านเบอร์นะครับ เมื่อสักครู่ อีกท่านหนึ่งเรียนว่าน่าจะเปึนประมาณ ๕ ล้านเบอร์ ตรงนี้ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เปึนความลับ ครับ เพื่อความชัดเจนผมขออนุญาตเรียนเลยว่าสุดท้ายแล้วข้อความสั้นหรือ เอสเอ็มเอส ที่ส่งออกไปโดยทั้ง ๓ บริษัทรวมกันนั้น มีจํานวนทั้งหมด ๑๗ ล้านเบอร์ ๑๗ ล้านเบอร์ส่งออกไปนะครับ แล้วก็มีการส่งกลับในจํานวนหนึ่งประมาณ ๓ แสนเบอร์ ดังนั้นในส่วนของตรงนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนเลยนะครับว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงในส่วน ของตรงนี้มันเปึนเช่นไร เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า ๓๐ ล้านเบอร์ส่งออกไป แล้วก็น่าจะมี การโทรกลับ ๓๐ ล้านครั้ง ครั้งละ ๓ บาท ๙๐ ล้านบาท อยู่ที่ไหน ตรงนี้ก็ไม่ตรงต่อ ข้อเท็จจริง สุดท้ายแล้วในส่วนของทั้ง ๓ บริษัทนะครับ จํานวนเบอร์โทรกลับทั้งหมดอยู่ที่ ประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ กว่าครั้งนะครับ คูณ ๓ บาท ก็เท่าไรก็ว่ากันไป เปรียบเทียบกับ ต้นทุนนะครับในส่วนของทั้ง ๓ บริษัท โดยปกติถ้าสมมุติว่าเราจะไปจ้างเขาในการที่จะส่ง ข้อความให้กับลูกค้าของเขานั้น เขาจะเก็บค่าบริการก็แตกต่างกันไปแล้วแต่จํานวน ผู้ใช้บริการนะครับ ก็อาจจะเปึน ๗๕ สตางค์บ้าง หรือ ๑ บาทบ้างนะครับ แล้วแต่จํานวน เลขหมายที่เราต้องการที่จะใช้ เพราะฉะนั้นเปรียบเทียบดูได้ง่าย ๆ ครับว่าในส่วนของ ผู้ประกอบการนั้นเมื่อเปรียบเทียบระหว่างรายได้ที่เขาได้รับ ๓ บาทต่อทุก ๆ ครั้งที่มี คนโทรกลับมา ส่ง เอสเอ็มเอส กลับคืนมา กับขาดทุนกําไรของเขานะครับ หรือต้นทุน ของเขาที่เบอร์ละ ๗๕ สตางค์ หรือ ๑ บาทนั้น เขาไม่ได้ได้กําไรจากการเข้ามามีส่วนร่วม ในโครงการนี้กับทางรัฐบาลเลย เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียน นะครับว่า มันเปึนการประเมินในแง่ของความคุ้มค่าต่อสังคมโดยทั้ง ๓ บริษัท แล้วก็ไม่ได้ เปึนการเอื้อให้กับผู้ประกอบการแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องของภาษี ผมขอเรียนเลยนะครับว่าตรงนี้ชัดเจนมากว่าไม่ได้มีการ ละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ในส่วนของทั้ง ๓ บริษัทได้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามกําหนดระยะเวลาก็คือเดือนมกราคม ป้ ๒๕๕๒ แล้ว ซึ่งรวมถึงรายได้ที่ได้รับจาก การส่ง เอสเอ็มเอส ในครั้งนี้ด้วยทั้ง ๓ บริษัทนะครับ ส่วนในส่วนของภาษีนิติบุคคล ก็อยู่ในช่วงของการยื่นแบบ ดังนั้นเรื่องของภาษีนั้นผมคิดว่าเช่นเดียวกันนะครับ กับข้อกล่าวหาอื่น ๆ ของท่านเปึนข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงต่อข้อเท็จจริงและไม่ให้ ความเปึนธรรมกับผม เพราะฉะนั้นโดยสรุปนะครับ โดยรวมแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ แสดงความคิดเห็นไปแล้วต่อกฎหมายอื่น ๆ นะครับที่ท่านได้อ้างถึง จริง ๆ แล้วก็มี ๔ กฎหมายด้วยกันที่ท่านอ้างว่าอาจจะมีปัญหา เรื่องของกฎหมายปัองกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ตรงนี้ผมขอเรียนสั้น ๆ ว่าจากข้อความที่ท่านได้เห็น แล้วก็ตามวิดีทัศน์ที่ท่านได้แสดงให้ประชาชนและรัฐสภาได้รับทราบ มันก็ชัดเจนครับว่า ข้อความนั้นเปึนข้อความ ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการสร้างความสามัคคี เพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติ ผมไม่เห็นนะครับว่าเปึนประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ ส่วนบุคคลที่ไม่ว่าจะเปึนท่านนายกรัฐมนตรีหรือผมจะได้รับ
ส่วนในเรื่องของการใช้ตําแหน่งรัฐมนตรีในการแสวงหาผลประโยชน์ที่ มิชอบนะครับ ก็ตอบไปแล้วเช่นเดียวกันมีความชัดเจนครับ
เรื่องของการฝ์าฝ๋นหรือละเมิดสิทธิก็จะต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่า การส่งข้อความไปที่เบอร์ของผู้ใช้บริการนั้นก็จะเปึนการส่งข้อความไปที่เบอร์ของ ผู้ใช้บริการที่ยินยอมที่จะรับข้อความ ผมขอเรียนนะครับว่าโดยปกติทั่วไปตามตัวอย่างที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้หยิบยกขึ้นมาเมื่อสักครู่ การรับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่าน โทรศัพท์มือถือโดยพวกเราทุกคน ๕๐ ล้านเบอร์ในประเทศนั้น เราได้รับอย่างสม่ําเสมอ ทุกวัน ข้อมูลล้วนแล้วแต่หลาย ๆ กรณีนะครับไร้สาระ ท่านทราบไหมครับว่าทุก ๆ วัน มีการส่งข้อความในลักษณะนี้กี่ข้อความ ผมขออนุญาตบอกท่านนะครับ ๑๐ ล้าน ข้อความครับ เพราะฉะนั้น ณ วันที่เราพิจารณาโครงการนี้ถามว่าเราคิดไหมในเรื่องนี้ ผมเรียนจากใจ เลยนะครับ ผมคิดครับ ผมก็รู้สึกเกรงใจ เพราะผมทราบครับว่าไม่ใช่ทุกคนที่นิยม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเรา แต่ขณะเดียวกันผมก็มาเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ในแง่ของการสื่อสารโดยตรงจากนายกรัฐมนตรีถึงประชาชน ขอความร่วมมือในการสร้าง ความสมานฉันท์ ประโยชน์ที่จะได้รับต่อประเทศชาติ ต่อสังคม ผมคิดว่าการที่ นายกรัฐมนตรีจะสื่อสารโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนเพียงครั้งเดียวนะครับ น่าจะเปึนการ รบกวนในระดับที่รับได้ และถ้าประชาชนที่ได้รับการติดต่อไม่ประสงค์ที่จะมีส่วนร่วม ในการที่จะสนทนาหรือรับข้อความจากท่านนายกรัฐมนตรีต่อไปก็ไม่จําเปึนต้องตอบกลับ เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะมีประเด็นปัญหาในเรื่องของการละเมิด สิทธินะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับทางด้านกฎหมายก็คือ เรื่องของการละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของผม ในเรื่องของการเก็บภาษีเมื่อสักครู่ผมก็ชี้แจงไปแล้ว นะครับว่ามีการดําเนินการไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตชี้แจงเพียงแค่นี้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับ เอสเอ็มเอส นะครับ เมื่อสักครู่ท่านทั้งสองได้อภิปรายไปถึงเรื่องของ นโยบายทางเศรษฐกิจนะครับ ก็ได้พูดเรื่องกู้เงิน ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับ เพราะว่า ท่านก็ได้เรียนเมื่อสักครู่ว่าในวันพรุ่งนี้ท่านจะอภิปรายเพิ่มเติม ผมก็คงจะรอฟัง ท่านอภิปรายในเรื่องของแนวคิดในเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเศรษฐกิจก่อนที่ ผมจะให้คําตอบ แต่ผมขออนุญาตสรุปในวันนี้อย่างนี้นะครับว่า ผมอาจจะเข้าไปขอ ความร่วมมือจากบริษัทมือถือก็จริงนะครับ แต่ผมไม่เคยที่จะมีส่วนร่วมในการที่จะทํา ทุจริตด้วยการแก้สัมปทานเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าของบริษัทมือถือแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตชี้แจงเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ