อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ที่รัฐบาลมีเจตนาเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมสมานสามัคคี และไม่ให้ใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประเด็นการส่งข้อความสั้นหรือ เอสเอ็มเอส นี่ ผมอยากจะกราบเรียนในสิ่งที่เปึนความตั้งใจนะครับ แล้วก็หลังจากนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช จะเปึนผู้ให้รายละเอียดทาง เทคนิคทั้งหมด กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ วันที่ผมได้รับเลือกตั้งเข้ามาเปึน นายกรัฐมนตรี แล้วก็สถานการณ์ก่อนหน้านั้น ผมคิดว่าไม่มีใครในห้องประชุมนี้ กล้าปฏิเสธหรอกครับว่าบ้านเมืองนี่อยู่ในภาวะซึ่งมีความแตกแยกสูงมาก แล้วก็สิ่งที่เปึน ความคาดหวังของพี่น้องประชาชนไม่ว่าใครจะเข้ามาเปึนรัฐบาล ก็คือต้องหาแนวทาง ในการที่จะสร้างความสมานฉันท์ ผมมีความคิดว่าทําอย่างไรจะสื่อสารไปถึงพี่น้อง ประชาชนให้มากที่สุดในสิ่งที่ผมคิดว่าเปึนเพียงการเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้มาร่วมกัน สมัครสมานสามัคคี แน่นอนที่สุดครับผมทราบดีว่าในบ้านเมืองนี้ ความคิดเห็นทาง การเมืองนี่มีความแตกต่างมีความแตกแยกก็ว่าได้สูงพอสมควร เพราะฉะนั้นผม ก็ปรึกษาหารือกับทางท่านรัฐมนตรีกรณ์นะครับ ซึ่งในขณะนั้นก็ไม่ได้มีตําแหน่ง แล้วก็ ผู้ช่วยหรือคนที่เปึนทีมงานของผม หลักการสําคัญก็คือว่า แน่นอนที่สุดครับ การดําเนินการอะไรก็ตามต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย คําว่า ภายใต้กฎหมาย นี่ก็จะมีประเด็น ที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องของประโยชน์ แล้วก็ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นผมก็ได้กําชับว่า ถ้าหากว่ามีการขอความร่วมมือนะครับ ก็จะต้องเปึนเรื่องที่ทางผมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องนี่ ไม่มีประโยชน์ในเรื่องของการเงินหรืออะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันสิ่งที่ผมต้องการจะ สื่อสารนี่ท่านประธานจะเห็นนะครับ เหมือนกับที่ผมใช้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยทุกวัน อาทิตย์นี่ ผมได้ตั้งเปัาหมายไว้ชัดเจนว่า ผมไม่ใช้รายการหรือสื่อสารต่าง ๆ ของรัฐ ในลักษณะที่จะเปึนการใช้เปึนเครื่องมือทางการเมือง ผมจะชี้แจงเฉพาะเรื่องของปัญหา ของประเทศ แนวทางการบริหาร และไม่มีการตอบโต้ในเรื่องของการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ยึดถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดมา ซึ่งผมกล้าพูดได้ว่าแตกต่างจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ใช้ สื่อของรัฐในช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า พอเปึน กระบวนการของข้อความสั้นหรือ เอสเอ็มเอส แล้วนี่นะครับ ท่านต้องไม่ไปปะปนกับเรื่อง ประโยชน์อื่นใดที่รับในเชิงของส่วนตัว ถ้าเปึนเรื่องของการส่งข้อความเพื่อประโยชน์ใน เรื่องของการทําความเข้าใจในการบริหารราชการแผ่นดินและเชิญชวนประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม ถามว่าทําไมเราถึงได้ขอให้ตอบเปึนรหัสไปรษณีย์มา คือถ้าหากว่าเรื่องนี้ได้ มีการวินิจฉัยเรียบร้อยแล้วนะครับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ได้มีปัญหา ในข้อกฎหมายนี่ครับ เราก็จะใช้รหัสไปรษณีย์ตรงนี้ ซึ่งได้มาโดยความสมัครใจ เพราะจะได้ของใครมานี่เขาต้อง ตอบข้อความ เพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ผมยกตัวอย่างเช่น ตั้งใจเอาไว้ ว่า สมมุติว่ามีข้อมูลตรงนี้ที่ภาครัฐสามารถตกลงกับเครือข่ายได้ ใครมีรหัสไปรษณีย์อยู่ จังหวัดภาคเหนือที่มีการจํานําข้าวโพด เราก็สามารถสื่อสารได้ทันทีที่คณะรัฐมนตรี ตัดสินใจว่าจะมีการขยายโควตา (Quota) หรือจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในการรับจํานํา อย่างไร หรือสมมุติว่าจังหวัดไหนมีปัญหา อย่างกรณีมาบตาพุด เราก็อาจจะส่งข้อความ ไปว่า บัดนี้รัฐบาลได้มีการดําเนินการตัดสินในเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร นั่นคือความตั้งใจ แต่ผมก็ได้มอบให้ทางคุณกรณ์ แล้วก็ผู้เกี่ยวข้องไปดูว่าทําอย่างนี้ทําอย่างไรให้เปึนไปตาม เงื่อนไขของกฎหมาย ส่วนประเด็นของสิทธินี่ครับ ผมเข้าใจดีครับ เพราะว่าผมเองก็เปึน คนหนึ่งซึ่งให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ผมเปึนคนที่ผลักดันกฎหมายข้อมูลข่าวสารของ ราชการ แล้วก็มีเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แล้วก็เปึนผู้หนึ่งซึ่งได้พูดถึงเรื่องนี้ ก็ระมัดระวังครับ ระมัดระวังว่าเรื่องนี้จะเปึนปัญหาหรือไม่ อย่างไร ประเด็นก็คือว่า มันจะเปึนการส่งข้อความครั้งเดียวไปยังทุกคน ไม่มีการเอาเบอร์โทรศัพท์อะไรของใครมา บอกนะครับว่า เบอร์ไหนของใคร เครือข่ายใด อย่างไร ขอความร่วมมือว่าเครือข่ายส่ง ในส่วนของเขา พวกเราไม่ได้ไปยุ่งกับเรื่องข้อมูล ผมเข้าใจดีว่าอาจจะมีพี่น้องประชาชน ที่ไม่ชอบรับข้อความในลักษณะนี้ แล้วก็ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าพอเปึนปัญหาคือว่า ถูกหยิบมาเปึนการเมือง ก็อาจจะมีการขยายผลตรงนี้ แต่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนใช้ โทรศัพท์มือถือนะครับในที่ประชุมแห่งนี้ เดินเข้าไปงานนิทรรศการอะไรยังมีข้อความสั้น ส่งมาเลยครับ โฆษณาให้ไปแวะเยี่ยมบูธ (Booth) ให้ไปแวะเยี่ยมการแสดงสินค้าตรงนั้น ตรงนี้ รวมไปถึงการมี เอสเอ็มเอส ในลักษณะโฆษณาที่เปึนประโยชน์ของเอกชนแท้ ๆ เข้ามายังโทรศัพท์มือถือของเรา โดยไม่ได้เปึนความสมัครใจของเรา ผมก็ได้ให้ไปหารือ ในประเด็นนี้ด้วย ก็ได้รับคําชี้แจงตอนนั้นนะครับว่า มีการส่งข้อความอย่างนี้ ที่นอกเหนือจากเรื่องของโฆษณาของเอกชน ก็คือในลักษณะที่เขาเรียกว่า เปึนบริการ สาธารณะ เช่น มีการเตือนเรื่องไข้หวัดนก เช่น มีการเตือน ซึ่งต่อไปอาจจะต้องมีการเตือน ในเรื่องของภัยธรรมชาติอื่น ๆ เพราะฉะนั้นผมก็ถือว่าครั้งนี้เปึนการเชิญชวนให้ประชาชน เข้ามาสมัครสมานสามัคคี แล้วถ้าใครไม่สมัครใจก็จะไม่ได้รับข้อความอะไรอีก ใครสมัครใจ ส่งกลับมาก็ตั้งใจว่าวันข้างหน้าก็อาจจะใช้วิธีนี้ในการสื่อสารอีก แต่เมื่อมีการร้องเรียน ก็ขอให้ไปว่าตามกระบวนการ ผมกราบเรียนว่าผมให้ความสําคัญถึงขั้นว่า ผมเอง ผมไม่ทราบก่อนหน้านี้ว่าจะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งเขาสามารถแจ้งเครือข่ายเขาได้ว่า เขาจะไม่ขอรับข้อความสั้นใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วก็มีประชาชนรายหนึ่งครับส่งจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) มาหาผมต่อว่า ว่าเขาได้รับข้อความสั้นของผม แล้วก็ทั้ง ๆ ที่ เขาแจ้งไปแล้วว่าเขาไม่ประสงค์จะรับข้อความสั้นจากลักษณะของการส่งแบบนี้ ผมก็ ขอโทษครับ เพราะผมก็ไม่นึกว่าทางการดําเนินการจะไปถึงกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย ซึ่ง ผมเข้าใจว่าค่อนข้างน้อยนะครับ เพราะส่วนใหญ่คนก็ไม่ได้แจ้งในเรื่องของการไม่รับ ข้อความสั้น แต่ผมยืนยันเลยครับว่าผมเคารพสิทธิเสรีภาพ แล้วก็ให้ความสําคัญกับ สิทธิมนุษยชน ที่จริงถ้าจะยกตัวอย่างการละเมิดสิทธิ ต้องถามว่ากลุ่มที่คนที่เอา เบอร์โทรศัพท์ผมไปประกาศตามสถานีวิทยุ เพื่อให้คนส่งข้อความหยาบคายเข้ามา โทรศัพท์เข้ามา อย่างนั้นนะครับ ละเมิดสิทธิอย่างชัดเจน ผมก็อยากจะกราบเรียนว่า ตรงนี้แหละครับคือความแตกต่าง แล้วก็ในรายละเอียดนั้นก็จะขอให้ทางคุณกรณ์ได้ชี้แจง ต่อไปครับ