จเร พันธุ์เปรื่อง แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดที่ดินของรัฐ โดยเสนอแนะให้จัดที่ดินให้กับประชาชนโดยเร็ว และควบคุมการดำเนินการด้วยคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสิทธิในเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การออกหนังสือเกี่ยวกับกำแพงเมือง-คูเมือง และสถานะของกำแพงเมือง-คูเมือง โดยเสนอให้ศึกษาทบทวนโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ
ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ กรณีปัญหาการจัดที่ดิน ให้กับผู้ถือครองที่ดินของรัฐ การแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินของรัฐให้แก่ราษฎร ควรดําเนินการโดย
๒. กรณีที่เขตหวงห้ามของรัฐ มีราษฎรทํากินบุกรุกหรือถือครองอยู่ก่อน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ภาพถ่าย) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดที่ดินให้หมดทุกราย โดยแนวเขต สุดท้ายให้หน่วยงานนั้น ๆ ทําวงรอบให้ชัดเจนแล้วจึงจัดที่ดินในระหว่างเส้นการปรับปรุง แนวเขต (Reshape) กับแนวเขตสุดท้ายให้หมดตามแผน
๓. ในการกําหนดแนวเขตสุดท้าย ควรใช้ภาพถ่ายป้ พ.ศ. ๒๕๔๘ (มาตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐) เปึนตัวกําหนดเนื่องจากเปึนป้ที่มีการถ่ายภาพไว้ครอบคลุม ทั้งประเทศ โดยมีคณะกรรมการในระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่นมีส่วนร่วม ในการกําหนดแนวเขตนี้ด้วย
๔. การจัดที่ดินให้หน่วยงานที่ดูแลที่ดินเปึนผู้ดําเนินการให้ดําเนินการ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ควรจะให้แล้วเสร็จใน ๓ ป้ นับแต่การดําเนินการปรับปรุงแนวเขต (Reshape) เสร็จสิ้นและให้สิทธิประชาชนในรูปสิทธิการเข้าทําประโยชน์โดยไม่เสีย ค่าตอบแทนไปก่อน
๕. ให้คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติเปึนผู้กํากับดูแลในการจัดที่ดิน เปึนไปตามเปัาหมายที่วางไว้และตรวจสอบการดําเนินการให้เปึนไปตามข้อเท็จจริง กําหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย
๖. ให้หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบที่ดินของรัฐดําเนินการร่วมกับท้องถิ่น ชุมชนอย่างเข้มงวด หากมีการฝ์าฝ๋นต้องดําเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยใช้ ภาพถ่ายทางอากาศที่จัดทําไว้ในข้อ ๔ เปึนเครื่องมือ (รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร ภาคผนวก)
๗. การให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินของรัฐ ควรจะมีการส่งเสริมการปลูกป์า หรือพันธุ์ไม้เศรษฐกิจอย่างน้อย ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ หรือการปลูกป์าผสมผสาน และมีการเสนอรูปแบบการใช้ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ
๘. ควรมีการศึกษาผลการดําเนินงานเรื่องการจัดนิคมสหกรณ์ตาม พระราชบัญญัติการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ เพื่อนํามาทบทวน การดําเนินการจัดนิคมทั้ง ๑๓ นิคมที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จเพื่อให้ราษฎรได้รับสิทธิ เช่นเดียวกับนิคมที่ได้ดําเนินการไปแล้ว
กรณีการเปลี่ยนแปลงสิทธิ เอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ การแก้ไขปัญหาในกรณี ที่เกษตรกรโอนให้กับเกษตรกรด้วยกันเอง สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สมควรที่จะหามาตรการในการแก้ไขปัญหาทั้งในอดีตที่ผ่านมาและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยให้สิทธิกับผู้รับโอนที่เปึนเกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายกล่าวคือ ไม่มีที่ดินทํากินเปึนของตนเองและประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินอย่างมั่นคงแล้ว ให้มีสิทธิถูกต้อง ส่วนกรณีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินที่เกษตรกรได้รับจากสํานักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งปัจจุบันจะเปึนเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ คณะกรรมการ เห็นว่าควรจะมุ่งไปสู่การให้เกษตรกรได้รับกรรมสิทธิ์ซึ่งไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่สมบูรณ์ และอาจให้เปึนกรรมสิทธิ์แบบมีเงื่อนไขโดยจะต้องใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมและต่อไป ในอนาคตควรจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อให้สามารถเปลี่ยนมือผู้ถือครองที่ดินได้ ภายในระยะเวลาที่กําหนด ตัวอย่างเช่น ที่ดินที่ได้มาตามพระราชบัญญัติการจัดที่ดินเพื่อ การครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ที่ผู้ได้รับโฉนดที่ดินจะจําหน่ายจ่ายโอนได้ก็ต่อเมื่อพ้น ระยะเวลาไปแล้ว ๕ ป้นับแต่ได้รับโฉนดที่ดิน เปึนต้น
กรณีเรื่องการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวงในที่ดินกําแพงเมือง-คูเมือง ทับที่ดินราษฎร เกี่ยวกับกําแพงเมือง-คูเมืองซึ่งกรมธนารักษ์อ้างว่าเปึนที่ราชพัสดุโดยเปึน สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๓) ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เปึนต้นมา แต่การเกิดขึ้นของกําแพงเมือง-คูเมืองมีมาก่อนหน้านั้น หลายร้อยป้ในยุคกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ในขณะที่พระมหากษัตริย์ทรงเปึนเจ้าของ แผ่นดินจวบจนกระทั่งมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้ทรงออกกฎหมายพระราชทานให้ประชาชน สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ในระหว่างนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทางราชการได้มี การใช้ประโยชน์ในบริเวณที่ระบุไว้เปึนกําแพงเมือง คูเมืองแต่อย่างใด และเมื่อประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ใช้บังคับ โดยเฉพาะมาตรา ๑๓๐๔ (๓) เปึนการกําหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์ของแผ่นดิน โดยเฉพาะ ว่าเปึนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยมุ่งเน้นที่การใช้ประโยชน์ของตัวทรัพย์นั้น ส่วนกําแพงเมือง-คูเมือง ได้เสื่อมสภาพและรกร้างขาดการใช้มาหลายยุคหลายสมัย และ ไม่มีสภาพของการใช้เพื่อประโยชน์ในการปัองกันประเทศ กําแพงเมือง-คูเมือง ทั้งที่มี ร่องรอยหรือหมดสภาพไปแล้ว เปึนเพียงบริเวณที่มีการใช้ประโยชน์ในยุคสมัยโบราณที่ ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปัจจุบันและในขณะที่มีการใช้ประโยชน์อยู่ก็ไม่มีกฎหมาย กําหนดให้มีสภาพเปึนเช่นใด
เกี่ยวกับที่ดินในลักษณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยถึงสถานะ ของสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งเปลี่ยนสภาพไปและมีประชาชนเข้าครอบครอง ทําประโยชน์อยู่ก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับว่า ประชาชนสามารถ มีสิทธิใช้ที่ดินดังกล่าวได้ (เรื่องเสร็จที่ ๒๖๕/๒๕๓๙ กรณี “ป่งห่าง” จังหวัดเชียงใหม่) จึงเห็นควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาศึกษาให้เปึนที่ยุติว่า กําแพงเมือง-คูเมือง ที่ก่อสร้างขึ้นในอดีตมีสถานะอย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงสถานะได้หรือไม่ ประการใด และเมื่อไม่มีการใช้ประโยชน์ตลอดมาจนกระทั่งมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ใช้บังคับแล้ว กําแพงเมือง-คูเมือง จะมีสถานะเปึนเช่นไร และเปึนที่ราชพัสดุหรือไม่ หากเปึนจะมีผลตั้งแต่เมื่อใด
กรณีการดําเนินการแก้ไขปัญหาการบุกรุกตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๕
กระบวนการดังกล่าวเปึนการสร้างขึ้นมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับ ประชาชนผู้ที่คิดว่าตนเองมีสิทธิดีกว่าแต่ไม่ได้รับความเปึนธรรม แต่จากการศึกษาพบว่า ขั้นตอนและกระบวนการในการดําเนินการต้องใช้ระยะเวลานานมาก ประกอบกับ องค์คณะของคณะกรรมการมีจํานวนมาก ทําให้การแก้ไขปัญหายังไม่ชัดเจนและไม่ทัน ต่อสถานการณ์หรือความต้องการของประชาชน จึงสมควรต้องมีการศึกษาทบทวน โครงสร้างและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) โดยเร่งด่วน