บรรพต จี้หน่วยงานความมั่นคง-มหาดไทย ช่วยตรวจสอบพื้นที่ปัตตานี ลดอคติแก้ปัญหา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๒

บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือปัญหาพื้นที่ปฏิบัติงานสาธารณสุขในจังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะกรณีแหลมตาชี ที่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้าออกเนื่องจากคำเตือนจากชาวบ้าน ส่งผลให้แม่และเด็กขาดการดูแลวัคซีนและการฝากครรภ์อย่างถูกวิธี ทำให้เกิดอัตราการป่วยและเสียชีวิตที่สูงขึ้น จึงเรียกร้องให้หน่วยงานความมั่นคงและกระทรวงมหาดไทยช่วยตรวจสอบพื้นที่และอำนวยความสะดวกเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้ พร้อมทั้งเสนอแนวทางลดอคติและความเกลียดชังระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ต่อรายงานปัญหาชายแดนภาคใต้ และการปรับปรุงประสิทธิภาพของ กองทัพเพื่อความมั่นคง ผมขออภิปรายในประเด็นที่ไม่ซ้ํากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอื่น ๆ ดังนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมจะขออภิปรายผ่านท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณนะครับ รวมทั้งผู้ที่มาชี้แจงด้วยนะครับ เรื่องปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ในบริบทของการสาธารณสุขนะครับ กระผมคิดว่า

ปัญหาที่ ๑ คือ ปัญหาเรื่องการฟัองร้องในสถานบริการสาธารณสุขของ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีน้อยมากครับ ถ้าเปรียบเทียบกับภาคอื่น ๆ ของประเทศนะครับ ทั้งนี้ก็เพราะเท่าที่ผมได้สัมผัส เพราะว่าเปึนคนที่ลงไปทํางานอยู่ที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้อยู่เปึนระยะ ๆ ครับ ในหน้าที่ว่าไปให้ความรู้เรื่องของการใช้สันติวิธีในการ จัดการความขัดแย้งทางด้านบริการสาธารณสุข รวมทั้งไปเจรจาไกล่เกลี่ยเมื่อเกิด ความขัดแย้งที่จะมีการฟัองร้องกันแล้ว ระหว่างหมอกับคนไข้ครับ ก็มีข้อสังเกตว่า มีความขัดแย้งหรือการฟัองร้องกันน้อยมาก ทั้งนี้ก็สอบถามสาเหตุก็เพราะว่าเปึน ความเชื่อทางศาสนาครับ เพราะว่ามุสลิมทั้งหลายนั้นมีความเชื่อว่า ตามคําสอน ของพระศาสดานะครับ คือการเกิดและการตายหรือเสียชีวิตเปึนเรื่องของพระเจ้า เพราะฉะนั้นการฟัองร้องจึงมีน้อยมากนะครับ ผู้ที่เกิดที่จะขัดแย้งหรือฟัองร้องขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็จะเปึนผู้ที่นับถือศาสนาอื่น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องดีมาก ถ้าเราใช้ความเชื่อวัฒนธรรมทางศาสนามาประกอบการกับการใช้การเมืองนําหน้า การทหารด้วยก็จะดีครับ เพราะมันจะเสริมสร้างให้เกิดความสงบสุขได้เร็วขึ้น

ปัญหาอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจจะเปึนปัญหาที่ไม่ใหญ่โตอะไรนะครับ ก็คือเรื่องของผู้ให้บริการสาธารณสุข ซึ่งก็คือ แพทย์และพยาบาล มีความพยายามของ คนบางกลุ่ม ซึ่งก็คิดว่าอาจจะเปึนเพราะท่านยังไม่เข้าใจในการอยู่ร่วมกัน การมีส่วนร่วม ซึ่งกันและกัน คือพยายามที่จะเรียกร้องให้แพทย์และพยาบาลมุสลิมเท่านั้นที่จะรักษา คนมุสลิมด้วยกัน ซึ่งอันนี้เปึนแนวความคิดที่ค่อนข้างอาจจะทําให้เกิดความขัดแย้ง แล้วก็ อาจจะทําให้เกิดความไม่เปึนจริงขึ้นไปในพื้นที่ ทางที่ดีแล้วน่าจะเปึนเรื่องของ การที่มีผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเปึนแพทย์มุสลิมหรือว่าแพทย์ไทย-พุทธก็ตามควรจะ มีการผสมผสานกัน จริงอยู่ครับผมก็เห็นด้วยว่าผู้มารับบริการทางด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่เปึนคนมุสลิม นะครับ ควรที่จะต้องมีแพทย์หรือพยาบาลมุสลิมมากขึ้น แล้วมันก็เปึนเรื่องที่ดีที่ว่าควรจะมี เกินครึ่งหนึ่ง อีกทั้งแพทย์ที่เปึนไทยพุทธนั้นก็ควรที่จะศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งภาษาถิ่นด้วยนะครับ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเปึนสิ่งที่ทําให้เกิดการเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ได้เปึนอย่างดีครับ ถ้าเราพบว่าผู้ให้บริการทางด้าน สาธารณสุขไม่ว่าจะเปึนแพทย์หรือพยาบาลก็ดี สามารถพูดภาษาถิ่นได้ ยกตัวอย่าง คําง่าย ๆ นะครับ ตรีมอกาแซะ ซึ่งก็เปึนคําแสดงการขอบคุณ วะมอและ เปึนคําชื่นชม แปลว่า คนไข้ทําดี เขาทําดี ทําถูกต้องแล้ว ปฏิบัติตามที่หมอแนะนําได้ดีมากอย่างนี้ นะครับ หรือแม้แต่คําว่า มะอัพ ถ้าทําอะไรผิดไป หมอ พยาบาล ขอโทษ มะอัพ ผมว่าภาษาถิ่นเหล่านี้นะครับ เปึนภาษาซึ่งคนฟังแล้วเหมือนกับคําศักดิ์สิทธิ์นะครับ มันก็จะลดความขัดแย้งและสร้างเสริมความสัมพันธ์ได้ดีมากนะครับ หลายท่านให้ ความเห็นว่า ถ้าความขัดแย้งมันรุนแรงขึ้น ตัวชี้วัดง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้ามีวิชาชีพทางด้าน การแพทย์หรือสาธารณสุข ไม่ว่าจะเปึนหมอหรือพยาบาลก็ดีนั้น เสียชีวิตในพื้นที่นี้ อันนั้นแสดงว่าเปึนตัวชี้วัดว่ามันรุนแรงแล้ว เหตุการณ์มันรุนแรงแล้ว ก็เคยมีเหตุการณ์ เช่นนี้มาก่อนครับ แต่เปึนที่น่าดีใจว่าปัจจุบันก็น้อยลงไปเยอะ และผมคิดว่าสถานการณ์ โดยทั่ว ๆ ไปขณะนี้ก็ดีขึ้นมากนะครับ อันนี้คือเปึนสิ่งที่ผมอยากจะเสนอผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และก็ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ นะครับ

เรื่องต่อไป ผมคิดว่าเปึนเรื่องของพื้นที่ครับ เพราะผมเคยได้รับคําร้องเรียน ร้องทุกข์จากผู้ที่ปฏิบัติงานทางด้านสาธารณสุขในพื้นที่ว่า ในบางพื้นที่เขาไม่สามารถที่จะ ปฏิบัติงานได้ ผมยกตัวอย่างเมื่อประมาณสัก ๓ ป้ก่อนที่ผมลงไปที่จังหวัดปัตตานีครับ มีพื้นที่อันหนึ่งเขาเรียกว่า แหลม นะครับ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจังหวัดปัตตานีเสียเท่าไร นะครับ เปึนแหลมยื่นออกไปนะครับ พื้นที่นั้นเขาบอกว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่กล้า เข้าไปครับ เพราะว่ามีคําเตือนจากชาวบ้านที่อยู่ที่นั่นนะครับ แหลมตาชี นะครับ แหลมตาชี ที่จังหวัดปัตตานีครับ มีคําเตือนจากชาวบ้านว่า คุณหมอจะเข้าไปก็ได้นะ แต่ไม่รับรอง ความปลอดภัยนะครับ ไม่รับรองความปลอดภัย ก็เลยทําให้เจ้าหน้าที่นั้นไม่กล้าที่จะไป ปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าห่วงก็คือว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของงานดูแล แม่และเด็ก การให้วัคซีนให้ครบตามวัคซีนที่ควรจะได้รับ เด็กเหล่านั้นก็ไม่ได้ แม่ที่กําลัง ตั้งครรภ์ก็ไม่ได้รับการดูแลในเรื่องการฝากครรภ์และการทําคลอดที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าอัตราป์วยเกี่ยวกับเรื่องของโรคเด็กทั้งหลาย ไม่ว่าจะเปึนโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ มันเพิ่มสูงขึ้น อัตราตายของทารกก็สูงขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละครับคือผมคิดว่าทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ดี หรือว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลเรื่องความมั่นคงก็ดีนะครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านถาวร เสนเนียม ก็ดีนะครับ ถ้าจะเอ็กซเรย์พื้นที่เหล่านี้และ อํานวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างนี้ได้ ผมคิดว่าก็จะเปึนการดีนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งผมคิดว่าเปึนปัญหาโดยรวมนะครับ คือเรื่องปัญหาของ อคติและความเกลียดชัง ซึ่งผมคิดว่ามันเปึนเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดความรู้สึกระหว่าง เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านจนเลยเถิดไปเรื่องของอคติและความเกลียดชังเลย เพราะว่าจะเปึน ปัญหาที่ค่อนข้างที่จะแก้ยาก เพราะฉะนั้นน่าจะเปึนเปัาหมายของทางรัฐบาลว่า เราจะลดอคติและความเกลียดชังระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านนี้ได้อย่างไรนะครับ

ประการต่อไปก็คือว่า เนื่องจากว่าในอดีตนั้นเคยมีคณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์นะครับ ซึ่งประธานในขณะนั้นก็คือ ท่านอานันท์ ปันยารชุน ก็ได้ ลงไปทํางาน และก่อนที่จะสลายคณะกรรมการชุดนี้ก็ได้มีข้อเสนอไว้ ๑๒ ข้อ ผมเข้าใจว่า รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะเอาไปใช้เปึนแนวทางในการพัฒนานะครับ แล้วก็การแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เช่นเดียวกันนะครับ ก็อยากจะทราบเหมือนกันว่าได้นําไปใช้ ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ได้ผลเปึนอย่างไรนะครับ

ประการเกือบจะสุดท้ายแล้วนะครับ ผมเห็นหลายท่าน รวมทั้งรัฐมนตรี ก็ตอบว่าเน้นเรื่องพัฒนา มีการพัฒนาโครงสร้างในการบริหาร เน้นในเรื่องการที่จะทุ่มเท งบประมาณไปในพื้นที่อย่างนี้นะครับ ผมก็มีความคิดเห็นว่าไม่อยากให้ท่านเน้นในเรื่อง พัฒนาโครงสร้างและในเรื่องของการที่จะเน้นเรื่องการเพิ่มงบประมาณไปในพื้นที่เท่านั้น ผมคิดว่าเรื่องที่สําคัญมากก็คือเรื่องจิตวิญญาณของผู้ที่ลงไปปฏิบัติงานนะครับ ตรงนี้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ควรจะเน้นในเรื่องการที่มีจิตวิญญาณในการปฏิบัติงาน ก็จะเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มันจะเกิดขึ้นครับ ถ้าจิตวิญญาณและความเข้าใจของเจ้าหน้าที่นั้นยังไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมผมก็คิดว่าถึงเราจะทุ่มงบประมาณไปเท่าไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะ พัฒนาโครงสร้างในการบริหารให้ดีเท่าไรก็ตาม ก็คงจะเกิดประโยชน์น้อยนะครับ รวมทั้ง การที่จะช่วยเหลือเยียวยาการสูญเสียอย่างเปึนรูปธรรมด้วย ผมก็คิดว่าในปัจจุบันนั้น การเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหายเดือดร้อน ไม่ว่าจะเปึนฝ์ายชาวบ้านก็ดี หรือว่าฝ์ายเจ้าหน้าที่ก็ดีนั้นยังไม่เพียงพอนะครับ ก็ควรจะเพิ่มการช่วยเหลือให้เท่าเทียม ไม่ว่าจะเปึนไทยพุทธ ไทย-อิสลาม ไม่ว่าจะเปึนประชาชนที่สูญเสียหรือเจ้าหน้าที่ ที่สูญเสียนะครับ หลายสิ่งหลายอย่างผมคิดว่าเปึนเรื่องของที่จะต้องใช้ความอดทนในการ ทํางานในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจจะบวกอีก ๒ จังหวัดนะครับ ก็คือว่า ต้องทําอย่างต่อเนื่องครับ แล้วก็ต้องศรัทธาในการที่จะใช้สันติวิธี แม้ว่าจะใช้เวลานาน เท่าไรก็ตามนะครับ

สุดท้าย ผมก็เห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ที่ว่าท่านได้นําเอา เรื่องของโครงการสภาตําบลสันติสุขก็ดีนะครับมาใช้ในการเข้าถึงประชาชนแล้วก็พัฒนา ในส่วนนี้ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือกระบวนการที่ดีครับ ก็ต้องการใช้การมีส่วนร่วมโดยใช้ แนวทางของสันติวิธีมาใช้นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องการตรวจค้นครับ ผมก็อยากจะเรียนฝากด้วยความ ห่วงใยนะครับว่าการตรวจค้นต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเรื่องของยาเสพติดก็ดี เรื่อง ของอาวุธก็ดี ผมคิดว่าต้องเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเชื่อทางด้านศาสนานะครับ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นะครับ เช่นว่าเราไม่รู้วัฒนธรรมของเขา ความเชื่อของเขา ศาสนาของเขา แล้วก็ใช้สุนัขไปดมกลิ่นหายาเสพติด หาอาวุธ ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ท่านทราบไหมครับว่าหลังจากที่สุนัขเหล่านั้นออกมาจากสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์แล้วเขาจะต้องทําอะไร สร้างความเดือดร้อนให้เขามากมายขนาดไหน เขาต้อง ล้างน้ําถึง ๗ ครั้งนะครับ แล้วเอาดินศักดิ์สิทธิ์ล้างอีกครั้งหนึ่ง อันนี้คือเรื่องการไม่เข้าใจ ความเชื่อและวัฒนธรรมทางด้านศาสนานะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากให้เหตุการณ์ เหล่านี้เกิดซ้ําแล้วซ้ําอีกนะครับ สรุปแล้วคือผมอยากจะเสนอว่าการเมืองนําหน้าการทหารนั้น ก็ถูกแล้วนะครับ แต่ผมคิดว่าไม่เพียงพอครับ ต้องบวกกับการใช้สันติวิธี การให้ ความยุติธรรม และการใช้การศาสนาเข้ามาเสริมด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ