สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๒

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องการเข้าถึงและพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และเรียกร้องให้ทหารปรับปรุงการดำเนินการ โดยเฉพาะการใช้ทหารพรานและพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท แบบสัดส่วน

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่มที่ ๓ ภาคอีสานเหนือจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่กราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่า ก็เหมือนกับหลาย ๆ ท่านนะคะ แม้ดิฉันจะเปึนคนจังหวัด กาฬสินธุ์ แต่ดิฉันทํางานองค์กรภาคประชาชน โดยเฉพาะองค์กรผู้หญิง องค์กร สิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นดิฉันลงไปในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้บ่อยมาก กลางเดือนนี้ ก็จะไปอีกครั้งหนึ่งค่ะ ก็ไปทั้ง ๓ จังหวัดนะคะ แล้วก็โดยส่วนใหญ่อีกเหมือนกันนะคะ ดิฉันก็จะไปพบกับกลุ่มผู้หญิงซึ่งเปึนกลุ่ม ๑. เปึนผู้ถูกกระทบ ๒. เปึนผู้ถูกกระทํา และบางครั้งก็เปึนผู้กระทําด้วยนี่นะคะ แล้วก็ตอนแรกดิฉันตั้งใจว่าเมื่อมีคนพูดมาก ๆ ว่า จะไม่พูด แต่ก็คิดว่าประเด็นของดิฉันก็จะไม่เหมือนกับของท่านอื่นนะคะ ส่วนใหญ่ เราจะเห็นว่าเวลาพูดถึงเรื่อง ๓ จังหวัดภาคใต้ พูดถึงการแก้ปัญหา เราจะไม่ค่อย ได้ยินเสียงของผู้หญิง ทั้ง ๆ ที่ผู้หญิงเปึนคนที่อยู่ในพื้นที่มาก แล้วก็ได้รับผลกระทบมาก ส่วนใหญ่เราก็จะได้ฟังเสียงผู้ชาย เวลาเสียงผู้ชายพูดถึงการแก้ปัญหา เรามักจะพูดถึง การเปลี่ยนกําลังพล เพิ่มกําลังพล แล้วก็พูดถึงความรุนแรง จริง ๆ แล้วนี่การทํางานใน ๓ จังหวัดภาคใต้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้นี่นะคะ ดิฉันยังเข้าใจว่าดิฉันเห็นด้วย ยุทธศาสตร์ การเมืองนําการทหารเปึนสิ่งที่ถูกต้อง แต่การเมืองไม่ได้แปลว่านักการเมืองนะคะ การเมืองก็คือสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพูดถึงนะค่ะ ว่าเปึนพระราชดํารัส เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา นั่นคือการเมืองสําหรับนําการทหาร ไม่ใช่นักการเมืองนะคะ เพราะนักการเมืองที่สร้างปัญหาก็มีมากมาย ก็กรุณาอย่าเข้าใจผิด เปึนการทํางาน มวลชน เปึนสงครามช่วงชิงมวลชนนะคะ เพียงแต่ว่าจะต่างกันกับสมัยที่ต่อสู้กับ พรรคคอมมิวนิสต์ เพราะพรรคคอมมิวนิสต์กําลังเขาจะอยู่ในป์า แต่งานนี้กําลังเขา อยู่ในบ้าน เพราะฉะนั้นท่านจะต้องวิเคราะห์ เพราะว่าทหารส่วนใหญ่แล้วจะถนัดในการ ทําสงครามแบบแผน จะรบแบบแผน จะรบแบบช่วงชิงมวลชนอาจจะไม่ค่อยถนัดนัก เพราะฉะนั้นต้องถามว่าท่านปรับขบวนอย่างไร หลายคนพูดถึงว่า บางครั้งการที่ท่านจะ เปลี่ยนกองกําลังลงไป ท่านคิดว่าท่านจะทํางานในภาวะที่ไม่ปกติ โดยใช้วิธีปกติคงไม่ได้ ดิฉันลงไปในพื้นที่นะคะ ก็เคยพบกับพี่น้องหลายคน ดิฉันไปพูดคุยกับคนหลายกลุ่ม กลุ่มผู้หญิง กลุ่มพวกท้องถิ่นนะคะ กลุ่มเยาวชน หลายคน บางคนเขาก็จะบ่น บางที ท่านอาจจะมองว่าเปึนเรื่องเล็ก บางคนเขาบ่นกับดิฉันว่า มีการทําให้ผู้หญิงในนั้นท้อง แล้วก็ออกมาแล้วก็ไม่รับ ผู้ใหญ่บางคนพูดกับดิฉันว่า เรื่องอย่างนี้มันเปึนเรื่องธรรมดา เปึนเรื่องธรรมดามากเลย ถ้าคุณเอาเรื่องอย่างนี้มาจับนะ มีปัญหาไปหมดแหละ ดิฉัน ก็ต้องเรียนว่า ในเมื่อสถานการณ์อย่างนี้ไม่ธรรมดา ท่านก็ต้องไม่มองสิ่งที่เปึนปัญหา นี่เปึนธรรมดา เพราะฉะนั้นอาจจะต้องมีการพูดคุยกัน อาจจะต้องมีการฝ๊กนะคะ ฝ๊กทหารฝ๊กคนที่จะเข้าไปนี่ให้มาก ดิฉันอยากจะให้สรุปบทเรียน ต้องเรียนว่าที่ดิฉัน ห่วงใยแล้วก็พยายามที่จะไปที่ ๓ จังหวัดภาคใต้แล้วก็ไปเรียนรู้นี่เพราะว่า ส่วนหนึ่งที่ผ่าน มาดิฉันก็มีประสบการณ์ในการสู้รบกับรัฐบาลเมื่อ ๓๐ ป้ที่ผ่านมานี้นะคะ เพราะฉะนั้นก็ จะมองเห็นว่าสิ่งที่บางครั้งท่านคิดว่าเปึนปัญหาแล้วไม่ธรรมดา แล้วท่านมองว่า มันธรรมดานี่นะคะ มันจะทําให้เกิดปัญหาในการเข้าไปทํางานมวลชน ดิฉันเคยคุยกับ ทหารหลายท่านเหมือนกันนะคะ พูดถึงว่าสมัยที่ดิฉันอยู่นี่สู้รบกับกองกําลังของรัฐบาล ทําไมประชาชนถึงได้ยอมรับเรา ดิฉันเอาวินัย ๑๐ ข้อไปให้ทหารหลายแห่งเหมือนกัน เพื่อที่จะไปบอกว่าอย่างน้อยมันต้องมีพื้นฐานในการที่จะศึกษาเพราะว่าพูดถึง ความแตกต่าง พูดถึงยุทธศาสตร์นะคะว่าเราจะต้องสู้รบอย่างไรเพื่อให้ได้ชัยชนะ พูดถึง ยุทธวิธีที่คนมีความหลากหลาย เจ้าหน้าที่ทั้งหลายต้องเปึนเอกภาพ ต้องมีทัศนะที่ดีต่อ ประชาชนนะคะ แล้วต้องดูด้วยนะคะ คนทุกกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่าง ผู้หญิงนี่นะคะ ปกติแล้วไม่ค่อยมีเสียงดังสักเท่าไรหรอก แต่ก็เปึนผู้กระทบ เขาต้องดูแล ตัวเองในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องสังคม ดูแลตัวเองและลูก และครอบครัว ในด้าน ความปลอดภัย ในด้านสุขภาพแล้วก็ในด้านเยาวชน เพราะฉะนั้นเราต้องให้กําลังใจ อย่างดิฉันไปไม่ได้ไปในหน้าที่อื่นใดนะคะ ไปในฐานะ ประชาชน ก็ไปให้กําลังใจ ไปให้ข้อคิดและไปให้ข้อมูล สําคัญมากก็คือเปึนเรื่องของการให้ ข้อมูล เพราะฉะนั้นเมื่อท่านมีอํานาจที่จะดําเนินการแล้วก็ฝากท่านดูหน่อยว่าท่านจะทํา อย่างไรนะคะ ไม่ว่าจะเปึนทหารหลักของท่าน ท่านจะต้องปรับปรุงอย่างไร แล้วการใช้ ทหารพราน ท่านบอกว่าท่านใช้คนในพื้นที่เปึนทหารพราน อยากจะขอให้ท่านสรุป บทเรียนเมื่อ ๓๐ ป้ที่ผ่านมาด้วยว่า การใช้ทหารพรานมีจุดอ่อนอย่างไรบ้างนะคะ เพราะ การทํางานอย่างนี้เจตนาดีอย่างเดียวไม่พอ แม้แต่องค์กรที่เปึน ศอ.บต. กอ.รมน. พตท. ทุกวันนี้ในเมื่อสภาพสังคมเปลี่ยน บทบาทเหล่านี้ก็เปลี่ยนตามไปด้วย เพราะฉะนั้นก็ฝาก เรียนว่าด้วยความห่วงใยนะคะ แล้วเราก็ไปบ่อย จริง ๆ แล้วเราก็มีข้อสรุปอะไร อยู่มากมายนะคะ เพียงแต่ว่าทางการอาจจะมองไม่เห็นความสําคัญแล้วไม่ได้เอาไปใช้ แต่ถ้าเมื่อไรที่จะนําไปใช้เราก็ยินดีนะคะ ที่เรียนอย่างนี้ก็เพราะว่าดิฉันก็อยากจะให้พี่น้อง ประชาชนมองเห็นเจตนาดีเหมือนอย่างที่ท่านรัฐมนตรีท่านพูดถึงนะคะว่าเราต้องการเอา ทหารเข้าไปเพื่อที่จะไปปกปัอง ไปคุ้มครอง แต่ถ้าสมมุติว่าทําไม่ดีหรือว่าทําแล้วประชาชน ไม่เข้าใจนี่นะคะ ดิฉันไม่อยากจะให้ภาพซึ่งเวลาเราลงไปทําจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม สิ่งที่เขาวาดภาพออกมานี่นะคะ เราให้วาดว่าอนาคตคุณอยากให้ พื้นที่ของคุณเปึนอย่างไร ดิฉันไม่อยากให้มีซ้ําขึ้นมาอีก เพราะภาพที่ผ่านมาก็คืออนาคต ที่เขาอยากได้ของเขาคือไม่มีทหารและไม่มีบังเกอร์ (Bunker : สิ่งกีดขวาง) แสดงว่า มีปัญหากับเขาแน่นอนนะคะ ก็ขอกราบเรียนท่านเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ