สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๕ มีนาคม ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการมีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะและให้ความรู้แก่หน่วยงานท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ฟังการชี้แจงของ ท่านรัฐมนตรี แล้วก็สบายใจในระดับหนึ่งนะครับว่าอย่างน้อยที่สุด กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้เปึนหน่วยงานกลางในการดูแลปัญหานี้ แต่ความที่เปึนหน่วยงานกลางนี้นะครับ ความวิตกกังวลของผมก็คือว่าหน่วยงานที่อยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เช่น กรมทรัพยากรทะเลและชายฝัืง กรมทรัพยากรธรณี อย่างนี้ก็อาจจะไม่มี ปัญหา แต่ว่ามีหน่วยงานอื่น ๆ ที่จําเปึนจะต้องเข้ามาร่วมมือในการแก้ไข ผมไม่แน่ใจว่า หน่วยงานเหล่านั้นจะยอมรับหรือว่าปฏิบัติตามหน่วยงานกลางที่ได้มีการกําหนดแผนและ แนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยภาพรวมหรือไม่ ต้องยอมรับนะครับว่าการแก้ไขปัญหานี้ นอกจากเปึนการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่ต้องมีแผนรวมของหน่วยงานของทุกหน่วยงาน ที่จะต้องบูรณาการร่วมกันแล้ว การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งมันเกิดขึ้นในภาวะจําเปึน ก็เปึนสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ๒ ส่วนนี้จะทําอย่างไรที่จะทําให้ไปสู่ทิศทางเดียวกัน อันนี้ ก็ถือว่าเปึนโจทย์ที่ท่านรัฐมนตรีจะต้องกลับไปคิด

คําตอบของท่านรัฐมนตรีทําให้ผมวิตกกังวลอีกประการหนึ่งก็คือว่า เรื่องของหน่วยงานที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว ในการแก้ไขปัญหาไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้ผล มันทําให้ เกิดการสูญเสียงบประมาณไปจํานวนมากมายมหาศาล ผมยกตัวอย่างเช่น กรมขนส่ง ทางน้ําและพาณิชยนาวี ซึ่งมีบทบาทในการสร้างทีกรอยน์ สร้างรอกันคลื่น สร้างแนว ปัองกันการกัดเซาะชายฝัืงในหลายพื้นที่มาก และใช้งบประมาณจํานวนมหาศาลนะครับ ที่ผ่านมาตั้งแต่ผมดูในรายงานแล้ว ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ ป้ ๒๕๔๓ เปึนต้นมา ตั้งแต่การสํารวจ ออกแบบตั้งแต่การสร้างโครงสร้างจริง ๆ และที่วิตกกังวลก็คือว่าของกรมขนส่งทางน้ําและ พาณิชยนาวีก็ยังมีแผนการดําเนินงานการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝัืงในอนาคตคือ ในป้ พ.ศ. ๒๕๕๒ ถึงป้ ๒๕๕๕ ด้วย และมีโครงการศึกษาสํารวจออกแบบ เช่นที่การ กัดเซาะชายฝัืงที่จังหวัดจันทบุรี ที่อําเภอแหลมสิงห์ไปถึงอําเภอขลุง ที่จังหวัดสงขลา ตั้งแต่ตําบลบ่อตรุ ตําบลระวะ ตําบลปากแตระ ตําบลท่าบอน ตําบลคลองแดน อําเภอระโนด ที่บริเวณหาด ทรายแก้ว อําเภอสิงหนคร ที่บริเวณอําเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการนะครับ อย่างนี้เปึนต้น แล้วก็มีแผนงานโครงการก่อสร้างปัองกันการกัดเซาะชายฝัืงที่บ้านบาง ใบไม้ถึงบ้านสระบัว ตําบลท่าศาลา อําเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ที่อําเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่อําเภอแหลมตาชี จังหวัดปัตตานีนะครับ แล้วก็ที่บริเวณต่อเนื่องตั้งแต่บ้านหน้าโกฏิถึง ปลายแหลมตะลุมพุก ที่ผมวิตกกังวลก็เนื่องจากว่ากรมขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวีเอง ก็ยอมรับนะครับว่า ตัวเองเปึนหน่วยปฏิบัติการเท่านั้น ไม่มีงานทางด้านการค้นคว้าและ วิจัยโดยตรง ก็คือที่ทําก็ทําไป แล้วไม่รู้ว่าผลกระทบมันกระทบไปเจอกับพื้นที่ตรงไหน อย่างไร ร้ายแรงแค่ไหน และที่ทําไปแล้วมันมีหลักประกันว่ามันจะมั่นคงยั่งยืนแค่ไหน ตรงนี้เขาไม่มีหน่วยงานแบบนี้ ผมคิดว่าเมื่อมีหน่วยงานกลางอย่างกรมทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝัืงเข้ามารับผิดชอบหรือว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบเช่นนี้แล้ว ก็น่าที่จะเปึนทิศทางที่ดีที่จะทําให้การบูรณาการ อันนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่านประธานครับ หลักคิดง่าย ๆ ของชาวบ้านในการแก้ไข ปัญหานี้ก็คือว่า ทําอย่างไรที่จะเอาที่ดินที่น้ําทะเลกัดเซาะไปกลับคืนมา และ

๒. ก็คือว่าทําอย่างไรที่จะให้พื้นดินที่กลับคืนมาแล้ว หรือว่าที่ยังไม่ถูก กัดเซาะ ไม่ถูกน้ําทะเลเอาไปอีก ฟังดูมันง่าย ๆ นะครับ แต่ว่านี่เปึนการต่อสู้กับธรรมชาติ ที่มันรุนแรงมาก เราไม่เคยเอาชนะธรรมชาติได้ละครับ

ผมดีใจที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตอบกระทู้ถามในวันนี้ แล้วก็บอกว่า ถึงอย่างไรการที่เราไปฝ๋นธรรมชาติไม่สามารถ ทําได้ มีแต่การไม่ทําลายสภาพแวดล้อม พยายามที่จะฟุ๋นฟูมันขึ้นมาให้กลับมา เหมือนเดิมเท่านั้นที่จะทําให้สามารถแก้ไขวังวนแห่งการทําลายของน้ําทะเลได้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ถึงวันนี้ผมก็ยังไม่เห็นว่ามีแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่สามารถแก้ไขเสร็จสมบูรณ์ได้ทั้งหมด นะครับ บางพื้นที่อาจจะใช้วิธีการหนึ่ง แต่วิธีการที่ใช้แล้วก็ประสบความสําเร็จในพื้นที่นั้น ก็อาจจะใช้ไม่ได้ในกับอีกพื้นที่อื่น ทั้ง ๆ ที่เปึนปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ก็กําลังมีการพูดกันถึงเรื่องการใช้ไม้ไผ่ที่บริเวณบางขุนเทียน ใช้ไม้ไผ่ดัก คลื่น เพื่อที่จะให้คลื่นเข้ามาแล้วก็นําเอาตะกอนเข้ามาแล้วก็สะสมตะกอนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ดินใหม่ก็จะงอกออกไป ๆ นี่ครับ มันอาจจะใช้ได้ในบางพื้นที่นะครับ แต่ว่าไปใช้ในพื้นที่ แถบชายฝัืงอ่าวไทยตั้งแต่อําเภอแหลมตะลุมพุกไปจนถึงอําเภอระโนด จังหวัดสงขลา แบบนี้ไม่มีทางเอาอยู่ละครับ ทําอย่างไรที่จะให้แต่ละพื้นที่เข้าใจสภาพปัญหาพื้นที่ ของตัวเอง แล้วก็เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดค้นวิธีการแก้ไขปัญหาที่เปึนไปได้ที่สุด ตรงกับ สภาพความเปึนจริงในพื้นที่ ตรงกับเงื่อนไขงบประมาณ ตรงกับสภาพแวดล้อม ที่สําคัญ ที่สุดครับท่านประธาน คือการที่จะให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยที่สุด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่นี่ครับ ผมคิดว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมต้องเอาองค์ความรู้เหล่านี้ไปให้เขา ไม่ใช่ปล่อยให้เขาแก้ไขปัญหาโดย ตามมีตามเกิด หรือว่าคิดอะไรได้ก็ทําไปโดยที่ไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา แล้วก็ก่อให้เกิด ความเสียหายทางด้านงบประมาณเปึนจํานวนมากนะครับ

สุดท้าย ผมไม่อยากรบกวนเวลาของสภามากนะครับ ก็อยากจะซักถามใน ประเด็นคําถามสุดท้ายนะครับว่า ทําอย่างไรที่การแก้ไขปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝัืงจะ เปึนไปอย่างยั่งยืนและก็มีความคาดหวังสามารถให้หลักประกันให้ความอุ่นใจกับพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเหล่านั้นได้มองเห็นว่าในอนาคตเรามีแนวทางมีทิศทางที่ ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนนี้ กราบขอบพระคุณครับ