นายจุรินทร ลักษณวิศิษฏ์ตั้งข้อสังเกตต่อภาพรวมงบประมาณปี 2552 และสอบถามประเด็นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ พร้อมทั้งหารือเรื่องการขึ้นราคาน้ำตาล โดยชี้แจงว่าเงินส่วนต่างจากการขึ้นราคาถูกนำไปใช้หนี้กองทุนน้ำตาลแทนที่จะช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงชี้แจงข่าวลือเรื่องน้ำตาลค้างกระดานที่โรงงานไม่ได้นำไปขาย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผมมี ข้อสังเกตเบื้องต้นในภาพรวมของงบประมาณฉบับนี้ ๔ ประการ แล้วขณะเดียวกันก็มี ประเด็นที่ผมติดใจที่จะสอบถามรัฐบาล ๔ ประเด็นเช่นเดียวกัน ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ฉบับนี้กําหนดงบประมาณรายจ่าย ไว้ทั้งสิ้น ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ประกอบด้วย ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ ๕๑ แผนงาน เปึนงบประมาณขาดดุล หมายความว่าจะต้องไปกู้เงินมาเพิ่มเติม ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ก็คือต้องไปกู้มา ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนรายจ่าย ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็รายได้ ๑,๕๘๕,๐๐๐ ล้านบาท
ประเด็นที่ผมขอตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นประการที่ ๑ ก็คือว่าในแง่ของรายได้ ถ้าเราไปเป่ดดูงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ก็จะเห็นได้ชัดเจนครับท่านประธานว่ารายได้หลัก มาจากกรมสรรพากร แต่ว่าประเด็นที่น่าจะเปึนข้อสังเกตเพิ่มเติมไปกว่านั้นก็คือว่า เมื่อไปดูรายได้ของกรมสรรพากรทั้งหมดแล้วก็จะพบว่ารายได้ที่น่าจะตั้งเปึนข้อสังเกต ประการหนึ่งก็คือรายได้ที่มาจากภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ ก็เพราะเหตุว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลตัวนี้ของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นมากจนเปึนที่น่าสังเกต ที่บอกว่าเปึนที่น่าสังเกตก็เพราะว่าป้ที่แล้วตั้งเปัาเก็บภาษีนิติบุคคลไว้ ๓๙๗,๙๐๐ ล้านบาท แต่ว่าป้นี้ขึ้นจาก ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท กลายเปึน ๔๕๙,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๖๐,๑๐๐ ล้านบาท ผมไม่ติดใจประเด็นที่ว่ากรมสรรพากรจะเก็บภาษีนิติบุคคล ได้ตามเปัาหรือไม่ เพราะผมเชื่อว่าถึงอย่างไรกรมสรรพากรก็ต้องสนองนโยบายรัฐบาล แล้วก็ในช่วงหลายสิบป้ที่ผ่านมาเก็บภาษีได้ตามเปัาทั้งหมด แต่ประเด็นที่ผมขอ ตั้งข้อสังเกตไว้และผมเปึนห่วงก็คือว่าการตั้งรายได้ที่มาจากภาษีนิติบุคคลไว้สูงมาก ขนาดนี้นั้นมันสะท้อนบางประการครับ สะท้อนก็คือว่าเปึนการส่งสัญญาณหรือไม่ ในการที่จะรีดภาษีหรือถอนขนห่านผู้ประกอบธุรกิจขนานใหญ่ในป้ที่จะมาถึงนี้ เพราะอะไรครับ เพราะถ้าท่านประธานไปดูตัวเลขพบว่ารัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจป้นี้ หรือป้งบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ จะโต ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ เงินเฟัอ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ บวกกัน ก็แปลว่าจะโตบวกเงินเฟัอ ๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ภาษีเงินได้นิติบุคคลรัฐบาลกําหนดให้โตถึง ๑๕.๓๗ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็แปลว่าจะต้องโหนภาวการณ์เจริญเติบโตเศรษฐกิจออกไปเปึน จํานวนหลายเปอร์เซ็นต์ทีเดียว เพราะฉะนั้นแน่นอนว่านี่คือการส่งสัญญาณที่จะบอกว่า ในป้นี้ป้ถัดไปในภาวะเศรษฐกิจฝ๋ดเคืองคงจะมีการรีดภาษีนิติบุคคลจากผู้ประกอบการ ขนานใหญ่ ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยความเปึนห่วง
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของงบลงทุน รัฐบาลตั้งงบลงทุนป้นี้ไว้ ๔๗๓,๑๗.๘ ล้านบาท ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งข้อสังเกตไว้เบื้องต้น แล้วเมื่อวาน ผมขอย้ําเพื่อให้เห็นได้ชัดเจนเพิ่มเติมขึ้น ปรากฏว่างบประมาณรายจ่ายรวม เพิ่มขึ้น ๑๐.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่งบลงทุนเพิ่มขึ้นแค่ ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานทราบไหมครับ เมื่อลงไปดูลึกในรายละเอียดนี้จะเห็นชัดเจนว่างบลงทุนของรัฐบาล ป้ ๒๕๕๒ ป้นี้ เทียบสัดส่วนต่อจีดีพีแล้วต่ําสุดในรอบ ๑๕ ป้ที่ผ่านมา ยกเว้นป้ ๒๕๔๖ ป้เดียวที่บอกว่า ต่ําสุดก็คือป้นี้แค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตรงนี้ก็คือสิ่งที่ผมเปึนห่วงว่าต่อไป ถ้างบประมาณแผ่นดินไปกระจุกอยู่ที่รายจ่ายประจําแล้วก็งบลงทุนต่ํา ในที่สุดเปัาหมาย ที่รัฐบาลบอกว่าต้องการเห็นการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจส่งผลต่อเนื่องยั่งยืน ในการพัฒนาประเทศก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก นี่คือข้อสังเกตประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ที่ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตในภาพรวมของงบประมาณก็คือว่า งบประมาณฉบับนี้มีอยู่บางส่วนที่ไม่มีรายละเอียด เปึนตัวเลขลัมพ์ ซัม (Lump sum) เหมือนกัน ที่เราเคยวิพากษ์วิจารณ์กันมาหลายป้ต่อเนื่องว่าเปึนงบผี ฉบับนี้งบผีก็ยังไม่สูญพันธุ์ครับ ท่านประธาน ก็ยังมีปรากฏอยู่ในหลายจุดหลายส่วนทีเดียวที่ผมคิดว่าจะต้องตั้งข้อสังเกต ไว้ให้ท่านประธานได้รับทราบ ผมให้ความสําคัญกับเรื่องนี้เปึนพิเศษ ก็เพราะว่า งบประมาณที่ไม่มีรายละเอียดบอกไว้มันยากต่อการตรวจสอบแล้วก็ง่ายต่อการรั่วไหล ทุจริต แล้วก็เอาไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ของงบประมาณที่ตั้งไว้ ท่านไปดูงบกลาง โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ไม่จําเปึนเขาไม่ให้ตั้งงบกลางนะครับ แล้วก็ขณะเดียวกันงบประมาณส่วนไหนที่ไม่มีรายละเอียดจะต้องเอามาใส่ไว้ในงบกลาง แล้วก็ทําให้สภาสามารถที่จะตรวจสอบได้ แต่งบกลางป้นี้ในหมวดสํารองจ่ายกรณีฉุกเฉิน มีประเด็นที่ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือว่า ความจริงงบสํารองจ่ายกรณีฉุกเฉินมีทุกรัฐบาล ไม่มีรัฐบาลไหนไม่มีงบสํารองจ่ายกรณีฉุกเฉิน เพราะเวลาจําเปึนมันก็จะได้หยิบมาใช้ แต่ว่าที่ผมตั้งข้อสังเกตก็คือว่างบสํารองจ่ายกรณีฉุกเฉินป้นี้สูงขึ้นมาก สูงขึ้นถึง ๔๘,๐๐๙ ล้านบาท ทําไมสูงขนาดนี้ครับ รัฐบาลจะเอาไปทําอะไรพอบอกได้ไหมครับ อันนี้ขอความกรุณาได้ช่วยชี้แจงด้วย
ประการที่ ๒ งบประมาณที่ไม่มีรายละเอียดที่ขออนุญาตยกตัวอย่าง ต่อท่านประธานอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า งบประมาณในแผนงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณก้อนนี้รัฐบาลตั้งไว้ ๒๑,๐๕๑ ล้านบาท ผมไม่ติดใจ ปริมาณตัวเลขจะมากกว่านี้ก็ไม่ติดใจแต่ที่ผมติดใจก็คือว่า ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนี้มันมีจํานวนถึง ๑๔,๕๑๘ ล้านบาท ๒ ใน ๓ ของงบประมาณทั้งหมด ไม่มีรายละเอียดที่บอกว่ารัฐบาลจะเอาไปทําอะไร เปึนตัวเลขลัมพ์ ซัมไว้เฉย ๆ ไม่ว่าจะเปึน ตัวเลขที่อยู่ในสํานักนายกรัฐมนตรี ๗,๖๒๐ ล้านบาท งบประมาณที่อยู่ที่กระทรวงกลาโหม ๖,๗๙๘ ล้านบาท ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๗๐ ล้านบาท กระทรวงยุติธรรม ๓๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีรายละเอียดเลยว่าท่านจะเอาไป แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตรงไหนอย่างไร เอาไปทําอะไร ตํารวจ ทหารชั้นผู้น้อย จะได้รับเงินงบประมาณส่วนนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และอย่างที่ควรจะเปึนสมกับที่ เขาไปเสี่ยงเปึนเสี่ยงตายที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งที่พวกเราอยากได้ คําตอบ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ตรวจสอบปริมาณ จํานวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วลดลง ผมไม่เถียงท่านหรอกครับถ้าท่านจะไปตรวจนับว่า เกิดเหตุร้ายขึ้นกี่ครั้ง แต่ประเด็นสําคัญที่ท่านประธานต้องตระหนัก ก็คือว่าความรุนแรง มันเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นทุกวัน ถึงขนาดขึ้นไปยิงคนบนรถไฟ นี่คือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งรัฐบาลต้องตระหนัก เงินงบประมาณ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่เสียดาย ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศก็ไม่เสียดาย แต่ต้องเอาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และรัฐบาลจะต้องตอบว่า ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเอาไปใช้ในป้ ๒๕๕๒ นั้นท่านจะเอาไป ทําอะไรบ้าง ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะบรรเทาเบาบางลงไปได้เมื่อไร และสถานการณ์ จะดีขึ้นเมื่อไรถึงจะคุ้มกับเงิน ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือข้อสังเกตที่ผมขออนุญาตตั้งไว้ ต่อท่านประธาน เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้เกี่ยวพันกับ งบประมาณ ผมขอความกรุณากระทรวงการคลังหรือรัฐบาลได้ไปพิจารณาได้ไหมครับ ในสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งหมดในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ทุกวันนี้เดือดร้อนครับ เดือดร้อนเพราะว่าการลงทุนของเขาถ้าใคร สามารถย้ายฐานลงทุนได้ก็คงมีคนย้ายฐานไปจํานวนหนึ่ง แต่ว่าคนที่เขาย้ายฐาน การลงทุนไม่ได้เขาจําเปึนจะต้องอยู่ที่นั่น ท่านมีมาตรการใด ๆ ที่จะช่วยบรรเทาเบาบาง ผลประกอบการทางธุรกิจให้เขาบ้างได้ไหมครับ
ประการที่ ๑ ผมร้องขอแทนคนเหล่านั้น ท่านช่วยจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ํา หรือที่เรียกว่า ซอฟต์ โลน (Soft loan) ลงไปให้เขาหน่อยได้ไหม อย่างน้อยก็เพื่อใช้ ในการขยายธุรกิจหรือประทังชีวิตธุรกิจของธุรกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประสบ ปัญหาอยู่ในขณะนี้ ท่านอาจจะบอกว่ามีอยู่บางก้อนแต่มันไม่พอเพียงครับ ผมฝาก รัฐบาลช่วยทําเรื่องนี้ให้จริงจังหน่อยครับ
ประการที่ ๒ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในภาวะที่สถานการณ์ยังรุนแรงอยู่ ขณะนี้ธุรกิจเดินไปแทนที่จะเดิน ๒ ขา เดินได้ขาครึ่ง ครึ่งขา ท่านงดเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลให้เขาหน่อยได้ไหมครับ เหมือนนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ทําถ้าเราเปึน รัฐบาล แต่พวกผมไม่มีโอกาสเปึนรัฐบาลครับ พวกผมไม่มีโอกาสที่จะไปช่วยสั่งการให้ แต่ในฐานะฝ์ายค้านผมร้องขอจากรัฐบาล ช่วยเขาหน่อยเถอะครับ งดเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในจังหวัดชายแดนภาคใต้สักระยะเวลาหนึ่งจนกว่าสถานการณ์ จะดีขึ้น จนกว่าเขาจะประกอบธุรกิจได้ตามทิศทางที่มันควรจะเปึนในสถานการณ์ปกติ เหมือนจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล
ข้อสังเกตประการที่ ๔ เรื่องแผนงานส่งเสริมการกระจายอํานาจ รัฐบาล จัดงบประมาณอุดหนุนเรื่องการกระจายอํานาจป้นี้ไว้ ๑,๕๐๐,๕๘๙.๗ ล้านบาท กําหนด วัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนครับ บอกว่าเพื่อให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้สามารถพึ่งพารายได้ของตนเองได้ สูงขึ้น ประเด็นที่ผมขอวิงวอนกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลก็คือว่า ผมขอเสนอรัฐบาล ให้ปรับปรุงกรณีของการเก็บภาษี ตรงนี้จะเปึนประโยชน์กับท้องถิ่นมาก ทุกวันนี้ ท่านประธานคงทราบสถานประกอบการจดทะเบียนที่ไหนต้องเสียภาษีที่นั่นครับ ในที่สุดเวลาไปตั้งสถานประกอบการ ตั้งโรงงานในท้องถิ่น ปรากฏว่าไปสร้างมลภาวะ สร้างมลพิษ ไปใช้จ่ายทรัพยากรของคนในท้องถิ่น เสร็จแล้วคนในท้องถิ่นไม่ได้อะไรเลย นอกจากอาจจะได้งานทําบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าในที่สุดพอถึงเวลาเสียภาษี ท่านไป เสียภาษี ณ ที่ที่จดทะเบียน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในส่วนกลาง ที่สุดท้องถิ่นเกือบจะเรียกได้ว่า ต้องรับภาระในทางลบ ไม่ได้รับภาระในทางบวกเท่าที่ควรจะเปึน ท่านประธานผ่านไปยัง รัฐบาลช่วยจัดการเรื่องนี้หน่อยได้ไหมครับ จัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบตรงนี้ บอกว่าถ้าสถานประกอบการไหนตั้งอยู่ในท้องถิ่นไหนขอให้เขาชําระภาษีที่นั่น นี่คือ ข้อเสนอที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล นี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น ในงบประมาณภาพรวม ๔ ประการ ท่านประธานครับ แต่ผมกราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผมมีประเด็นที่ติดใจต่องบประมาณฉบับนี้เพื่อสอบถามรัฐบาลอีก ๔ ประเด็น ๔ ประเด็น ที่ว่านี้ก็คือ
เรื่องที่ ๑ ผมติดใจว่างบประมาณฉบับนี้จัดงบประมาณไม่สอดคล้องกับ นโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ผมมีตัวอย่างอันสองอันเท่านั้นนะครับ เพื่อไม่ใช้เวลามาก จนเกินไป ตัวอย่างประการที่ ๑ คือโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานโดยเฉพาะในภาคอีสาน เพราะรัฐบาลพูดเรื่องนี้บ่อย เมื่อคืนท่านนายกรัฐมนตรีก็พูด ภาคอีสานมีพื้นที่ชลประทาน ทั้งหมด ๖.๕ ล้านไร่ ภาคอีสานยังจะต้องเพิ่มพื้นที่ชลประทานจาก ๖.๕ ล้านไร่ ไปอีกอย่างน้อย ๒๒ ล้านไร่ อย่างน้อยอีก ๓ เท่า ท่านประธานทราบไหมครับ รายได้ นอกพื้นที่ชลประทาน ๒๒ ล้านไร่กับในพื้นที่ชลประทานต่างกันกี่เท่า รายได้จากเกษตรกร ที่อยู่นอกพื้นที่ชลประทานต่ํากว่าในพื้นที่ชลประทาน ๓.๕ เท่าครับ เมื่อพื้นที่เกษตรกรรม ส่วนใหญ่ของภาคอีสานอยู่นอกพื้นที่ชลประทาน ตรงนี้จึงเปึนคําตอบว่าทําไมเกษตรกร อีสานจึงยากจน ผมเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลถ้าต้องการไปเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ในภาคอีสาน นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ของพวกผมก็ประกาศไว้ชัดเจน ถ้าเราเปึน รัฐบาล ๓ แสนล้านบาทที่จะลงทุนในการขยายพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่ง แน่นอนต้องไปภาคอีสาน แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมติดใจก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีประกาศ มาตลอด แล้วก็ไม่นานมานี้ก็ประกาศในรายการสนทนาประสาสมัครของท่านด้วย บอกว่าท่านจะทําโครงการผันน้ําจากแม่น้ําโขง ใช้ระบบแรงโน้มถ่วงแล้วก็เปึนชลประทาน ระบบท่อผันมาช่วยพื้นที่ชลประทานในภาคอีสาน คําถามของผมมีสั้น ๆ นิดเดียว เงินงบประมาณอยู่ตรงไหนครับ ผมเป่ดหมดแล้วครับทุกเล่ม หนาเปึนตั้ง ไม่เห็นเงิน งบประมาณในการจัดชลประทานระบบท่อผันน้ําจากแม่น้ําโขงมาภาคอีสานเลย แม้แต่บาทเดียว เมื่อคืนท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบคําถาม ผมก็ฟังอยู่ครับ แต่สิ่งที่ ท่านตอบท่านบอกว่าป้นี้ท่านจัดงบประมาณขุดลอกหนอง คลอง บึง แล้วท่านก็บอกว่า จะใช้เงินนอกงบประมาณ ใช้เทคโนโลยีมาจากประเทศจีน ตรงนั้นผมไม่ติดใจนะครับ ถ้าทําได้ก็ดีเปึนอานิสงส์ของคนอีสาน แต่คําถามก็คือชลประทานระบบท่อที่ผันน้ําจากแม่น้ําโขงที่ท่านสัญญาไว้กับ คนทั้งประเทศเพื่อช่วยคนอีสานอยู่ที่ไหนครับงบประมาณ ถ้ายังไม่มีท่านช่วยบอกว่า จะมีเมื่อไร และจะทําเมื่อไร จะเสร็จเมื่อไร ช่วยตอบคําถามให้กับคนอีสานผ่านพวกผม ด้วยเถอะครับ ตรงนี้จึงบอกว่างบประมาณฉบับนี้จะไม่สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาล ได้ประกาศไว้
อีกอันหนึ่งครับ โครงการพลังงานทดแทนในเรื่องเอทานอล แต่ว่าผมไม่พูด ตรงนี้จะยกยอดไปพูดตอนสุดท้าย แต่นี่ก็จะเปึนอีกตัวอย่างหนึ่งที่บอกว่าจัดงบประมาณ ไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ที่ผมติดใจประการที่ ๒ ก็คือเรื่องประสิทธิภาพ ในการใช้เงินงบประมาณ ในเรื่องประสิทธิภาพการใช้เงินงบประมาณผมมีโครงการอยู่ ๒–๓ อันที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธานและผมเปึนห่วงเรื่องประสิทธิภาพ
เรื่องที่ ๑ โครงการเอสเอ็มแอล รัฐบาลจัดงบประมาณเรื่องโครงการ เอสเอ็มแอลไว้ ๒๑,๑๘๕.๒ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ คือ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียน กับท่านประธานเบื้องต้น ผมไม่คัดค้านโครงการนี้แล้วก็ไม่ประสงค์จะบอกว่าให้รัฐบาล ยกเลิก เพราะผมถือว่าเปึนสิทธิของรัฐบาลใครเปึนรัฐบาลคนนั้นมีสิทธิที่จะดําเนินนโยบาย ตามแนวทางของรัฐบาล ท่านมีสิทธิทําโครงการเอสเอ็มแอล แต่ที่ผมท้วงก็คือผมเปึนห่วงว่า ถ้ารัฐบาลไม่ลงไปดูแลโครงการนี้อย่างจริงจังที่สุดเงินก้อนนี้ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท จะรั่วไหลแล้วก็ไม่ได้เปึนไปตามเปัา วันสองวันที่ผ่านมาตอนพวกเราอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาชี้แจงต่อสภายกตัวอย่างที่หนึ่งบอกว่าที่ศรีราชา เอสเอ็มแอลเปึนประโยชน์มากมีโครงการเลี้ยงปูแล้วก็ทําให้ประชาชนมีความสุข ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่เถียงท่านเรื่องศรีราชาครับ แต่ต้องไม่เอาตัวอย่าง ๑ โครงการ ๒ โครงการมาประเมินผลทั้งหมดทั้งโครงการแล้วสรุปว่าโครงการเอสเอ็มแอล ประสบความสําเร็จ เพราะอะไร เพราะผมมีผลการศึกษาครับท่านประธาน ผลการศึกษา ที่ผมมีอยู่ในมือนั้นเปึนผลการศึกษาจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเขาเปึนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ศึกษา โครงการเอสเอ็มแอลไว้แล้วก็สรุปชัดเจนเลยครับ สรุปว่าอย่างไรครับท่านประธาน สรุปว่าโครงการเอสเอ็มแอลเปึนโครงการที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศึกษาแล้วพบว่าควรยกเลิก ทําไมควรยกเลิก ท่านให้เหตุผลว่าอย่างนี้ที่ควรยกเลิก เพราะว่า ๑. เปึนโครงการประชานิยม แฝงการตลาดสร้างฐานเสียงให้กับรัฐบาล ๒. ท่านบอกว่าไม่ส่งผลต่อความอยู่ดีกินดีในชีวิตของประชาชนในชุมชน ไม่ส่งผล ต่อจํานวนหนี้นอกระบบ ความคุ้มค่าต่อการลงทุนเหมือนเดิมคือ ไม่ก่อให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในชุมชน กรณีศึกษาบางจังหวัดเจ้าหน้าที่เรียกเก็บค่าเซ็น อนุมัติโครงการ งบประมาณและผลประโยชน์ตกแก่ผู้รับเหมา ไม่มีการประเมินผล ประโยชน์ที่แท้จริงที่ชุมชนจะได้รับจากการลงทุน นี่คือผลการศึกษาของสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่สรุปภาพรวมโครงการเอสเอ็มแอล ผมไม่มากราบเรียนให้รัฐบาลยกเลิกเหมือนที่ผมเรียนกับท่านประธาน แต่ผมเรียนข้อมูลนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ตระหนักว่าเงินงบประมาณ ๒๑,๐๐๐ ล้านบาทที่ตั้งป้นี้ท่านจะต้อง ไม่ทําให้เกิดผลในทางลบเหมือนกับผลการศึกษาที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติเขาได้ดําเนินการศึกษาไว้เพื่อให้งบประมาณนั้นได้เกิดประโยชน์กับชุมชน อย่างแท้จริง
ถัดไปครับท่านประธาน อีกโครงการหนึ่งที่ขออนุญาตยกตัวอย่างว่า ผมเปึนห่วงเรื่องประสิทธิภาพการใช้เงิน โครงการแผนงานพักชําระหนี้เกษตรกร ๒,๖๐๔ ล้านบาท โดยรัฐบาลบอกว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคง แล้วก็เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกร โครงการนี้ก็เปึนโครงการอีกโครงการหนึ่งที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศึกษาไว้แล้วก็สรุปเหมือนกับโครงการเอสเอ็มแอล สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสรุปว่า เปึนโครงการที่ควรยกเลิกเช่นเดียวกัน ผมก็กราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่ได้มา กราบเรียนให้ท่านประธานบอกรัฐบาลให้ยกเลิก ผมไม่ติดใจถ้าท่านจะทําต่อไป แต่ท่านต้องทําให้เกิดประโยชน์ เพราะเหตุผลของการศึกษานั้นระบุไว้ชัดเจนเช่นกันว่า โครงการแผนงานพักชําระหนี้เกษตรกรของรัฐบาลนั้น ๑. ทําให้เกษตรกรมีการบริโภคนิยม เพิ่มสูงขึ้น พฤติกรรมพึ่งพาตนเองลดลง ทําให้ภาระหนี้ที่จะต้องชําระในอนาคต ไม่สามารถแก้ไขได้หรือเพิ่มสูงขึ้นซึ่งจะเปึนการซ้ําเติมปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรมากยิ่งขึ้น แปลง่าย ๆ ว่าแทนที่จะแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกร แล้วก็ตรงกับตัวเลขสอดคล้องกับ ผลการศึกษาของสํานักงานสถิติแห่งชาติครับท่านประธาน เพราะผลการศึกษาระบุไว้ ชัดเจนเหมือนกันว่า ผลของโครงการพักหนี้เกษตรกรในรัฐบาลทักษิณ ขออภัยที่เอ่ยนาม ระบุว่าในที่สุดเมื่อประเมินผลแล้วแทนที่จะทําให้หนี้เกษตรกรลดลง กลับทําให้ หนี้เกษตรกรเพิ่มขึ้น ๔๘.๙ เปอร์เซ็นต์ นี่คือผลการศึกษาของหน่วยงานรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมจึงนํามากราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้เพื่อให้รัฐบาลได้ตระหนักว่า ถ้าท่านจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป ท่านจะต้องทําให้โครงการนี้ส่งผลอย่างไรที่จะเปึน การเพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง ไม่ใช่ซ้ําเติมเกษตรกร อย่างการดําเนินการในช่วงหลายป้ที่ผ่านพ้นมา
ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมติดใจประการที่ ๓ เรื่องความไม่โปร่งใส ของการใช้งบประมาณครับ ผมติดใจเรื่องความไม่โปร่งใสก็คือว่า มันมีโครงการ บางโครงการ งบประมาณบางงบประมาณที่มันมีเครื่องหมายคําถามและต้องการคําตอบ จากรัฐบาล ผมไม่กล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริตนะครับ ถ้าผมกล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริต ผมต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่นี่คือการตั้งคําถามเพื่อต้องการคําตอบและจะได้คลาย ข้อข้องใจแทนประชาชนคนทั้งประเทศ
โครงการที่ ๑ โครงการระบายน้ําบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ป้ ๒๕๔๘-๒๕๕๑ ไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณนี้หรอกครับ แต่เปึนก่อนงบประมาณนี้ แต่เดี๋ยวมันจะเกี่ยวกับ งบประมาณนี้ โครงการป้ ๒๕๔๘ ป้ ๒๕๔๙ ป้ ๒๕๕๐ ป้ ๒๕๕๑ ๔ ป้ ตั้งงบประมาณไว้ ๘,๔๐๐ ล้านบาทของกรมชลประทาน ๘,๔๐๐ ล้านบาท เพื่อทําโครงการระบายน้ํา บริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ปรากฏว่าโครงการนี้วันนี้เปึนอย่างไรท่านประธาน ทราบไหมครับ สตง. ตรวจสอบพบว่าตั้งราคากลางสูงผิดปกติ เอื้อประโยชน์ผู้รับเหมา มีนักการเมืองอยู่ในข่ายเกี่ยวข้องด้วย วันนี้เรื่องอยู่ใน ป.ป.ช. มาเกี่ยวอะไรกับรัฐบาลนี้ ไม่เกี่ยวหรอกครับ แต่ที่กําลังจะเกี่ยวกับรัฐบาลนี้ก็คืองบประมาณป้ ๒๕๕๒ มาอีกแล้วครับ โครงการนี้ งบป้ ๒๕๕๒ ตั้งโครงการระบายน้ําบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ป้ ๒๕๕๒ กับป้ ๒๕๕๓ ผูกพันไปอีก ๒ ป้ ๒,๑๐๐ ล้านบาท ๘,๔๐๐ ล้านบาท มีปัญหา ความไม่ชอบมาพากลบวกอีก ๒,๑๐๐ หมื่นกว่าล้านบาท คําถามก็คือว่าท่านเอาไป ทําอะไร ทําไมยังไม่จบครับ จะไปเพิ่มเติมตรงไหนอย่างไร แล้วท่านจะแก้ปัญหาไม่ให้เกิด ความไม่ชอบมาพากลขึ้นอีกได้อย่างไร จากการใช้เงินงบประมาณ เพราะป้นี้ท่านตั้งไว้ ๑,๓๐๐ ล้านบาท ผูกพันป้ ๒๕๕๓ อีก ๘๐๐ ล้านบาท รวม ๒,๑๐๐ ล้านบาท นี่คือเรื่องที่ ๑ ครับ
โครงการที่ ๒ โครงการงบประมาณในการอบรมสัมมนา ผมดูละเอียด พอสมควรครับ รัฐบาลชุดนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่าจัดงบประมาณในการอบรม สัมมนาไว้เท่าไรกี่สตางค์ครับ ท่านอาจจะเดาไม่ออก อาจจะเดาว่าสัก ๕๐๐ ล้านบาท สัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านคงจะตกใจแล้วล่ะครับ แต่ท่านทราบไหม งบอบรมสัมมนาของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ตั้งไว้รวมกันแล้ว ๔,๑๓๘ ล้านบาท ผมไม่ติดใจ ๔,๑๓๘ ล้านบาท แต่ผมติดใจถ้าจะนําเงินงบประมาณก้อนนี้ไปใช้ในทางที่ ไม่ถูกต้อง ผมไม่คัดค้านงบอบรมสัมมนา รัฐบาลไหนก็มีเมื่อผมเปึนรัฐบาลก็มี งบอบรมสัมมนา ผมให้ความเปึนธรรมกับท่าน และอย่างน้อยงบประมาณอบรมสัมมนา ถ้าท่านนําไปใช้ในทางที่ถูกผมไม่ตําหนิ และอย่างน้อยมันมีประโยชน์ในการช่วย อุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจอบรมสัมมนาในโรงแรม ในกรุงเทพมหานคร ในต่างจังหวัด ร้านอาหาร ภัตตาคาร นําเที่ยวก็คงจะได้อานิสงส์จากการใช้จ่ายเม็ดเงินนี้ แต่ผมขอไว้ ๒ ข้อได้ไหม ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล ๑. อย่าเอางบสัมมนาอบรมนี้ ไปใช้เมืองนอก ขอให้เม็ดเงินตกอยู่ในประเทศ ๒. อย่ากินเปอร์เซ็นต์ ผมขอ ๒ ข้อนี้ เท่านั้นแหละครับผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล
โครงการที่ ๓ ที่ขออนุญาตพูดไว้ตรงนี้ เพราะมันเปึนเครื่องหมายคําถาม ที่อยากให้รัฐบาลได้ชี้แจง ถ้ารัฐบาลชี้แจงได้พวกเราก็คลายข้อข้องใจ แล้วจะได้สบายใจ เรื่องอะไรครับท่านประธาน เรื่องขึ้นราคาน้ําตาล วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ป้นี้รัฐบาลประกาศ ให้ขึ้นราคาน้ําตาลได้กิโลกรัมละ ๕.๓๕ บาท ชาวบ้านยังเข้าใจว่า ๕ บาท ความจริง ๕.๓๕ บาท เพราะบวกภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วย ก่อนรัฐบาลขึ้นราคาโรงงานน้ําตาลมีสต็อก (Stock) อยู่ ๑ ล้าน ๓ แสนกระสอบ รัฐบาลตรวจสอบเสร็จประกาศให้ขึ้นราคากิโลกรัมละ ๕ บาท เมื่อให้ขึ้นกิโลกรัมละ ๕ บาท ๑ ล้าน ๓ แสนกระสอบ ก็มีเงินเพิ่มขึ้นโดยโรงงานน้ําตาล ๕ คูณ ๑ ล้าน ๓ แสนกระสอบเท่ากับ ๖,๕๐๐ ล้านบาท เงินที่เพิ่มขึ้นมา เงิน ๖,๕๐๐ ล้านบาท รัฐบาลเอาไปไหน รัฐบาลเอาไปใช้หนี้ให้กองทุนน้ําตาล ซึ่งบริหารโดยโรงงานกับชาวไร่อ้อย ๖,๕๐๐ ล้านบาทนี้เอาไปใช้หนี้ให้ตรงนี้ครับ เพราะว่ากองทุนน้ําตาลเปึนหนี้อยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ใครเดือดร้อน ผู้บริโภคเดือดร้อน แต่ไม่เปึนไรครับ ผมคิดว่า ถ้าเอาไปใช้ในทางที่เปึนประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์ไปใช้หนี้ให้กองทุนน้ําตาล เปึนประโยชน์กับชาวไร่อ้อยบางส่วน ผู้บริโภควันนี้เริ่มทําใจได้แล้ว แต่ประเด็นสําคัญ ที่กําลังทําใจไม่ได้มีตรงนี้ครับท่านประธาน ที่ทําใจไม่ได้ก็เพราะว่ามันมีข่าวนี้ครับ มีข่าวบอกว่าชี้มีเงินหล่นใต้โต๊ะ ๕๐๐-๑,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่ามีน้ําตาลค้างกระดาน ที่โรงงานน้ําตาลก่อนขึ้นราคาอยู่ ๒ ล้านกระสอบ ค้างกระดานแปลว่าไม่ได้เอาไปขาย แล้วก็ค้างฤดูการผลิต เช่น ฤดูการผลิตป้ที่แล้วมันค้างกระดานอยู่เท่าไร ก็แปลว่ามันก็ ยังอยู่ที่โรงงานน้ําตาล ป้นี้ค้างเท่าไรมันก็ยังอยู่ที่โรงงานน้ําตาล ข่าวบอกว่าค้างกระดานอยู่ ๒ ล้านกระสอบ ตรงนี้ถ้าได้ขึ้นราคากระสอบละ ๕ บาท ก็จะมีเงินเพิ่มขึ้นมา ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีข่าวตั้งข้อสงสัยว่าเงินจํานวนนี้ไปไหน แต่ท่านประธานครับ ผมให้ความเปึนธรรม กับรัฐบาล ผมไปตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่าน้ําตาลที่ค้างกระดานอยู่ ๒ ล้านกระสอบ ที่ว่านั้นมันมีอยู่ ๑๓ ล้านกระสอบที่รัฐบาลเอามารวมกับ ๖,๕๐๐ ล้านบาท หมายความว่า ๑ ล้าน ๓ แสนกระสอบนั้นเอามาขึ้นราคา ๕ บาทต่อกระสอบ แล้วได้เงินมาจํานวนหนึ่ง แล้วเอามาแก้ปัญหาหนี้สินให้กองทุนน้ําตาลไปแล้ว เพราะฉะนั้นที่บอกว่า ๒ ล้านกระสอบ ปัญหาคงไม่ใช่ ๑ ล้าน ๓ แสนกระสอบแล้ว แต่มันมีปัญหาอยู่ ๖ แสนกว่ากระสอบ ที่ยังไม่ได้คําตอบ แล้วพวกผมต้องการคําตอบว่า ๖ แสนกว่ากระสอบนี้อยู่ตรงไหน รัฐบาลได้เอาไปรวมคูณกับ ๕ บาทที่เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท ๓๐๐ ล้านบาท ที่ว่านี้รัฐบาลได้เอาไปรวมไว้กับ ๖,๕๐๐ ล้านบาท เปึน ๖,๘๐๐ ล้านบาท เพื่อไปใช้หนี้ ให้กับกองทุนน้ําตาลหรือไม่ ถ้าเอาไปใช้หนี้ให้กับกองทุนน้ําตาลอีก ๓๐๐ ล้านบาท เปึน ๖,๘๐๐ ล้านบาท พวกผมไม่ติดใจประเด็นนี้ครับ แต่เพราะรัฐบาลแถลงข่าวว่า จะเอาไปใช้หนี้ ๖,๕๐๐ ล้านบาท แน่นอนพวกผมต้องติดใจมีเครื่องหมายคําถามว่า แล้วอีก ๓๐๐ ล้านบาทไปไหน รัฐบาลต้องช่วยตอบคําถามนี้ ถ้ารัฐบาลยังไม่ได้ มีวัตถุประสงค์ว่า ๓๐๐ ล้านบาท ๖ แสนกระสอบนี้จะเอาไปทําอะไร ผมเสนอแนะรัฐบาล ขอความกรุณาเอา ๖ แสนกระสอบนี้ไปคูณ ๕ ได้ ๓๐๐ ล้านบาท แล้วไปรวมกับ ๕,๖๐๐ ล้านบาท ให้เปึน ๖,๘๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปใช้หนี้ให้กองทุนน้ําตาลได้ไหมครับ หรือไม่เช่นนั้นท่านก็เอา ๖ แสนกระสอบนี้ออกมาขายในตลาดในราคาเดิมที่ยังไม่ขึ้น กิโลกรัมละ ๕ บาท ให้ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์ แต่ถ้าท่านบอกว่าท่านรวมแล้วท่านก็มา แถลงชี้แจงต่อสภา พวกผมพร้อมยอมรับครับ แล้วผมไม่ได้กล่าวหาว่าท่านทุจริต แต่พวกผม ต้องการข้อมูล แต่นี่คือประเด็นที่ผมมีสิทธิตั้งคําถามแล้วท่านมีสิทธิตอบชี้แจง ถ้าชี้แจงได้ พวกผมก็ไม่ติดใจ
ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๔ ประเด็นที่กระผมติดใจประเด็นสุดท้าย ก็คือว่าประเด็นในเรื่องของงบประมาณในการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศในเรื่องข้าวยาก หมากแพงกับปัญหาวิกฤติพลังงาน ท่านประธานคงทราบครับภาวะปัจจุบันนี้เปึนอย่างไร ข้าวยากหมากแพงอย่างไร ผมขอทวนอีกนิดเถอะครับ ผมไปที่ไหนมีแต่ประชาชนบอกว่า ผู้แทนราษฎรช่วยไปพูดในสภาหน่อยเถอะเรื่องของแพง อย่างน้อยพูดให้ประชาชนได้ยิน แล้วหวังว่ารัฐบาลจะได้ยินก็สบายใจขึ้นแล้ว ท่านประธานครับ น้ํามันวันนี้ลิตรหนึ่งดีเซล ๔๐ กว่าบาทแล้ว ข้าวสารถุง ๕ กิโลกรัม เท่าไรท่านประธานทราบไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรี คงทราบดีเพราะจ่ายตลาดบ่อย ถุงหนึ่ง ๒๗๐ กว่าบาท ตกกิโลกรัมละ ๕๕ บาทแล้วครับ ข้าวสาร น้ําตาล ๒๐ กว่าบาทแล้วครับ เพราะรัฐบาลเพิ่งอนุมัติกิโลกรัมละ ๕ บาทขึ้นราคา ไข่ครับ ไข่ยุคนายกรัฐมนตรีสมัคร หรือไข่ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครต้องถือว่าแพงที่สุด ตั้งแต่มีประเทศไทยมาแล้วครับ เดี๋ยวนี้ฟองละ ๔ บาท ท่านนายกรัฐมนตรีคงทราบดี แก๊สหุงต้มถัง ๑๕ กิโลกรัม ๓๐๐ กว่าบาทต่างจังหวัดบวกค่าขนส่ง ปุิยหนักที่สุดกับเกษตรกร มีคนบอกว่าพืชผลเกษตรบางตัวราคาดี ราคาดีครับบางตัว แต่ท่านทราบไหมครับเดี๋ยวนี้ ปุิยกระสอบหนึ่ง ๑,๒๐๐ บาท แล้วกําลังทะยานไป ๑,๓๐๐-๑,๔๐๐-๑,๕๐๐ บาท มีแนวโน้ม จะขึ้นไปเรื่อย ๆ แพงทุกอย่าง สินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิด ผงซักฟอก ยาสีฟัน ของทุกอย่าง ราคาอาจจะไม่ขึ้นถูกควบคุม แต่ปริมาณลดลง ท่านประธานไปดูเถอะครับ ผมขอบ่นดัง ๆ แทนประชาชน ไม่ประสงค์อะไรอยากให้รัฐบาลได้ยินอีกรอบหนึ่งว่าคนเขาเดือดร้อน อย่างไร แน่นอนครับรัฐบาลบอกว่าของแพงส่วนหนึ่ง เพราะราคาพลังงานแพง จริงครับ ราคาพลังงานทุกวันนี้แพง เพราะ ๑. ราคาในตลาดโลกมันแพงขึ้นเกินความสามารถ ของรัฐบาลที่จะไปสั่งให้ราคาน้ํามัน ราคาพลังงานในตลาดโลกลดลง ผมเข้าใจได้ตรงนี้ แต่ที่มันแพงเกินควรจะเปึนอีกข้อหนึ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ มันแพงก็เพราะฝ้มือ บริหารจัดการของรัฐบาลยังไม่ถูกทิศถูกทางและยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ตรงนี้คือ สิ่งที่พวกเราต้องมาพูดกันในสภา ผมมีประเด็นเรื่องงบประมาณ รัฐบาลตั้งงบประมาณ แก้ไขปัญหาพลังงานไว้ ๒,๕๘๒ ล้านบาท มีเปัาหมาย ๒ ข้อ ๑. พัฒนาพลังงานทดแทน ๒. กํากับกิจการพลังงานให้เหมาะสมแล้วก็เปึนธรรมเพื่อให้ธุรกิจพลังงานมีการแข่งขัน ลงทุนคือไม่ผูกขาด ประเด็นที่ผมจะขอพูดเรื่องพลังงานมี ๕ เรื่อง ผมใช้เวลานิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ๑. เอทานอล ๒. ดีเซล ๓. แอลพีจีหรือก๊าซหุงต้ม ๔. เอ็นจีวี แล้วก็ ๕. เรื่องไฟฟัา เรื่องเอทานอล ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายเอทานอล ท่านนายกรัฐมนตรีพูดหลายรอบ ในสภาบอกว่าท่านสนับสนุนอี ๘๕ ผมไม่ติดใจเรื่องสนับสนุนเรื่องอี ๘๕ วันหนึ่งประเทศไทยต้องเดินไปสู่จุดนี้ นโยบายของ พรรคประชาธิปัตย์ พวกผมก็มีนโยบายอี ๘๕ อี ๘๕ แปลว่าใช้เอทานอล ๘๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ใช้เบนซินผสม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเด็นที่ผมติดใจก็คือว่าขณะที่รัฐบาลประกาศ นโยบายสนับสนุนอี ๘๕ แต่ทางปฏิบัติมันไม่ได้ไปทางเดียวกันเลยครับ ตรงนี้ที่ผมว่า ไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ผมขอย้อนมาอภิปรายในช่วงหลัง ไม่สอดคล้องอย่างไรครับ ท่านสนับสนุนอี ๘๕ แต่สิ่งที่ท่านทําเปึนมติคณะรัฐมนตรีเปึนนโยบายไม่จูงใจให้คนใช้ อี ๘๕ เลย
ประการที่ ๑ เรื่องภาษีน้ํามันครับ ภาษีน้ํามันอี ๘๕ ก็ไม่จูงใจ เพราะทุกวันนี้ เปึนอย่างไรท่านทราบไหมครับ เบนซิน ๑๐๐ เก็บภาษีน้ํามัน ๓.๖ บาทต่อลิตร ตัวเลข กลม ๆ ๓.๗๐ บาทครับ แต่อี ๘๕ ท่านเก็บเท่าไร เก็บ ๒.๖๐ บาท ถูกกว่ากันแค่ ๑.๑๐ บาท และมันจะจูงใจได้อย่างไรครับ มีคนเขาบอกว่าถ้าจะให้เหมาะสมต้องเก็บแค่ ๕๕ สตางค์ คือให้ถูกกว่าเบนซิน ๑๐๐ ๓.๑๐ บาท ถ้าเปึนอย่างนี้มันถึงจูงใจ กระทรวงการคลังท่านรับฟังหน่อยเถอะครับ กระทรวงพลังงานเสนอเรื่องนี้ไป กระทรวงการคลังไม่เห็นด้วย ท่านต้องทํางานประสานเปึนเนื้อเดียวกันไม่อย่างนั้นจะเปึน รัฐบาลชุดเดียวกันได้อย่างไรครับ และมันจะจูงใจเรื่องอี ๘๕ ได้อย่างไร
ประการที่ ๒ ภาษีรถยนต์ก็ไม่จูงใจ ไม่จูงใจอย่างไรครับ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลชุดที่แล้วสนับสนุนนโยบายอีโก คาร์ อีโก คาร์ คือรถขนาดเล็กประหยัดน้ํามัน ถ้าเปึนเบนซินไม่เกิน ๑,๓๐๐ ซีซี ถ้าเปึนดีเซลไม่เกิน ๑,๔๐๐ ซีซี เพื่อให้ประหยัดน้ํามัน ปรากฏว่าภาษีรถอีโก คาร์ เขากําลังผลิตนะครับ ตอนนี้จะขายป้ ๒๕๕๓ อีกป้สองป้ ข้างหน้า เก็บภาษีรถยนต์ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แต่พอมาเปึนรถอี ๘๕ ท่านบอกว่า ท่านสนับสนุนให้ใช้อี ๘๕ แทนที่ท่านจะเก็บต่ํากว่าอีโก คาร์ หรือเท่าอีโก คาร์ ท่านไปเก็บ ภาษี ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเก็บภาษีแพงอย่างนี้มันจะจูงใจให้คนหันมาใช้อี ๘๕ ได้อย่างไร ตรงนี้คือสิ่งที่อยากเรียนให้ท่านประธานได้เห็นว่าปฏิบัติกับนโยบายแล้วก็ งบประมาณ เดี๋ยวอีกข้อหนึ่งมันจะไม่ไปด้วยกันเลยครับ
ประการที่ ๓ ที่อยากจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นครับ การจัดงบประมาณ ในการสนับสนุนการใช้อี ๘๕ ก็ไม่สอดคล้องกันเหมือนกับที่ผมเรียน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานหรือพูดง่าย ๆ รัฐบาลนั่นแหละครับ ท่านบอกว่าท่านต้องการ ตั้งเปัาหมายให้คนหันมาใช้อี ๘๕ แทนตลาดเบนซินอย่างน้อย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๔ ป้ แปลว่าปัจจุบันนี้ถ้ามีคนใช้เบนซินร้อยเปอร์เซ็นต์ ภายใน ๔ ป้จะมีคนหันมาใช้อี ๘๕ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานทราบไหมครับ ถ้าคนหันมาใช้อี ๘๕ ๖๐ เปอร์เซ็นต์แปลว่า อะไร แปลว่าต่อไปนี้เราจะใช้เอทานอลวันละ ๑๐ ล้านลิตรต่อวันครับ ๑๐ ล้านลิตร แต่ท่านทราบไหมปัจจุบันนี้เราผลิตเอทานอลเท่าไรวันหนึ่ง ๘๘๐,๐๐๐ ลิตร ยังไม่ถึง ล้านลิตรเลย ไม่เปึนครับ เราพยายามที่จะทําให้มันถึง ๑๐ ล้านลิตรตามเปัาให้ได้ แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าจะทําให้ถึง ๑๐ ล้านลิตร ท่านต้องมีวัตถุดิบที่จะผลิต เอทานอล ต้องมีผลิตเพิ่มอีกอย่างน้อย ๔ ล้านลิตรครับ เพราะว่าเต็มที่ทําได้ ๖ ล้านลิตร เพราะฉะนั้นท่านจะต้องทําให้ได้อีก ๔ ล้านลิตร ทําอย่างไรครับ มี ๒ ทาง ๑. เพิ่มพื้นที่ ๒. เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ท่านต้องทํา ๒ อย่างควบคู่กันไปไม่อย่างนั้นไม่ได้หรอก แต่ปรากฏว่า รัฐบาลนี้ทําอย่างไรท่านทราบไหมครับ รัฐบาลนี้ก็เห็นประเด็นนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เห็น แต่ว่าเวลาตั้งงบประมาณท่านตั้งอย่างไร ท่านทราบไหมครับ งบประมาณป้ ๒๕๕๒ ท่านตั้งไว้แล้วครับ ตั้งโครงการเพิ่มผลผลิตและพื้นที่เพื่อผลิตเอทานอลภายใน ๔ ป้ คือป้ ๒๕๕๒ ถึงป้ ๒๕๕๕ ตลอดทั้งโครงการ เพื่อผลิตเอทานอลให้ได้ตามเปัา ๑๐ ล้านลิตรต่อวันตามที่ผมว่า ๑,๔๐๖ ล้านบาท ๑,๔๐๖ ล้านบาท ใน ๔ ป้ ท่านจะต้อง ทําให้ได้ไม่อย่างนั้นเอทานอลไม่พอใช้ถ้ารัฐบาลขืนเก่งทําได้ตามเปัา ๑,๔๐๖ ล้านบาท ปรากฏว่าท่านตั้งงบป้ ๒๕๕๒ ไว้กี่สตางค์ท่านทราบไหม ๒๙ ล้าน ๒ แสนบาทครับ ผมแถมให้อีก ๘๐๐,๐๓๐ ล้านบาท แต่ ๔ ป้ท่านต้องทําให้ได้ ๑,๔๐๖ ล้านบาท ถ้าท่าน ยังจัดอัตรางบประมาณไปตามนี้ต้อง ๕๐ ป้ครับมันถึงจะได้ ๑,๔๐๖ ล้านบาท อย่างนี้ ปาหี่พลังงานไหมครับท่านประธาน ผมถึงบอกว่าจัดงบประมาณมันไม่สอดคล้องกับ นโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ รัฐบาลไปแก้ไขเสียเถอะครับในประเด็นนี้
ถัดมาเรื่องดีเซลครับท่านประธาน เรื่องดีเซลนี้เปึนหัวใจของภาคขนส่ง ประมง เกษตร แล้วก็คนยากจน ผมเห็นด้วยกับการสนับสนุนช่วยเหลือภาคการผลิต ต่าง ๆ ในส่วนของการใช้น้ํามันดีเซล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือว่ารัฐบาลยังทําในวงแคบมาก แล้วก็ทําช้ามาก รัฐบาลไปตกลงกับ ปตท. บอกว่า ปตท. จะช่วยน้ํามันดีเซลราคาพิเศษ ลดลงมา ๓ บาทกว่าราคาปกติทั่วไป โดยจะจัดให้เดือนละ ๑๒๒ ล้านลิตร ๖ เดือน แต่ว่าความจริงช่วยเท่านี้ช่วยได้กี่เปอร์เซ็นต์ท่านทราบไหมครับ ได้แค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ ของการใช้ดีเซลทั้งประเทศเท่านั้น แต่ก็ไม่เปึนไร ๑๒๒ ล้านลิตรท่านรีบเอามาใช้เถอะครับ แต่ปรากฏว่าจนถึงวันนี้ยังใช้ช้านานเพิ่งอนุมัติไปแค่ ๓๐ ล้านลิตร ให้กับรถ ขสมก. กับรถร่วม และภาคประมงล่ะครับที่เขารออยู่ ภาคขนส่ง รถบรรทุก ภาคการเกษตร ที่เขารออยู่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทําอะไรอยู่ กระทรวงคมนาคมทําอะไรอยู่ กระทรวงพลังงานทําอะไรอยู่ ทําไมไม่รีบประชุมประสานงานแล้วจัด ๑๒๒ ล้านลิตรนี้ ลงไปช่วยต่อลมหายใจกับภาคการผลิตเหล่านี้ นี่คือความล่าช้าที่เกิดขึ้น ซึ่งผมขอเรียกร้อง รัฐบาลให้เร่งลงมาดําเนินการจัดสรรน้ํามันดีเซลราคาพิเศษนี้ออกไปให้ทั่วถึงโดยเร็ว
ถัดมาครับ เรื่องเอ็นจีวี เอ็นจีวีรัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่จะแยกแก๊สแอลพีจี แอลพีจีคือก๊าซหุงต้มออกเปึน ๒ ตลาด ตลาดที่ ๑ คือตลาดหุงต้ม ตลาดที่ ๒ ตลาดขนส่ง กับอุตสาหกรรม รัฐบาลบอกจะตรึงราคาแก๊สหุงต้มไว้ไม่เปึนไร พวกผมเห็นด้วย ไม่ติดใจ ตรงนั้น แต่ท่านบอกว่าท่านกําลังจะขึ้นราคาแก๊สแอลพีจีในภาคขนส่งอุตสาหกรรม เพื่ออะไรครับ เพื่อผลักดันให้ภาคขนส่งอุตสาหกรรมหันไปใช้เอ็นจีวีแทน การจะผลักดัน ให้คนหันไปใช้เอ็นจีวีผมก็ไม่ติดใจ แต่ที่ผมติดใจก็คือจนวันนี้การเตรียมความพร้อม ของรัฐบาลเรื่องการเตรียมให้คนหันไปใช้เอ็นจีวียังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วก็ยังมีปัญหา หลายประการครับ
ประการที่ ๑ ขณะที่ท่านชักชวนให้คนหันไปใช้เอ็นจีวี เอ็นจีวีกิโลกรัมหนึ่ง ๘.๕๐ บาท แต่ ปตท. ประกาศทุกวันจะขึ้นราคาเอ็นจีวีไปกิโลกรัมหนึ่งกลายเปึน ๑๒ บาท ขึ้นไปอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วทําแบบนี้มันจะจูงใจคนไปใช้เอ็นจีวี หนีจาก แอลพีจีไปได้อย่างไรครับ แล้วก็ถ้าประกาศขึ้นเอ็นจีวีใครรวย ปตท. คนหนึ่งแล้วที่จะรวย ใครเดือดร้อนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคเดือดร้อนเพิ่มขึ้น
ประการที่ ๒ ปัูมแก๊สเอ็นจีวีทุกวันนี้ไม่พอครับ ไม่พอเพราะว่า ปตท. ไม่ได้ ทําไปตามแผน และรัฐบาลยังไม่สามารถกํากับดูแลให้ ปตท. เป่ดปัูมแก๊สเอ็นจีวี ให้เปึนไปได้ตามแผน เพราะว่า ปตท. ผูกขาดเอ็นจีวี แล้วก็มีหน้าที่ต้องไปเป่ดปัูม ท่านดูแผนไหมครับ ป้ที่แล้วป้ ๒๕๕๐ สํานักนโยบายพลังงานบอกว่าจะเป่ดปัูมเอ็นจีวี ๒๗๐ ปัูม ป้นี้จะต้องเป่ดให้ได้ ๓๕๐ ปัูม แต่ท่านทราบไหมครับจนถึงวันที่ ๑๒ มิถุนายน เดือนนี้จาก ๓๕๐ ปัูม เพิ่งเป่ดได้ ๑๗๗ ปัูม จนรัฐบาลต้องมากําหนดเปัาใหม่ เปัาใหม่ บอกว่าป้นี้ขอเป่ดให้ได้ ๒๖๐ ปัูม ๒๖๐ ปัูมก็ยังต่ํากว่าเปัา ๙๐ ปัูม ป้หน้าจะเป่ด ๔๒๕ ปัูม ป้ ๒๕๕๓ ๔๘๐ ปัูม ตรงนี้จึงเปึนที่มาที่ทําไมรถถึงติดยาวเหยียดเวลาจะไป เติมน้ํามัน ไปเติมแก๊สเอ็นจีวี ตรงนี้คือสิ่งที่ ปตท. ต้องเร่งลงทุน แล้วรัฐบาลต้องกํากับ ดูแลให้ ปตท. ลงทุนให้ได้ตามแผนเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ถ้านโยบายรัฐบาล ในการดันคนไปใช้เอ็นจีวีประสบความสําเร็จ แม้ยังไม่สําเร็จวันนี้ก็เดือดร้อนแล้วครับ
ถัดมาที่เปึนปัญหาความไม่พร้อมเรื่องถังแก๊สเอ็นจีวี ท่านคงเห็นนะครับ ทุกวันนี้อยากหันไปใช้เอ็นจีวี ถังแก๊สไม่ทราบจะไปหาที่ไหน ปตท. บอกว่าไม่กี่วันนี้ จัดงานบอกว่าจะหาถังให้ได้ ๑,๐๐๐ ลูก ส่วนที่เหลือจะพยายามนําเข้าจากจีนบ้าง ประเทศโน้นประเทศนี้บ้างก็ไม่เปึนไร แต่ที่ผมขอฝากรัฐบาลไว้ก็คือว่า แผนของรัฐบาล บอกไว้ชัดเจนครับ ป้ที่แล้วจะทําให้มีรถเอ็นจีวี ๕๕,๐๐๐ คัน ป้นี้จะทําให้มีรถใช้เอ็นจีวี ๑๒๒,๐๐๐ คัน แปลว่าจะต้องเพิ่มขึ้นจากป้ที่แล้ว ๖๐,๐๐๐ คันในป้นี้ครับ ผมไม่ทราบว่า เปลี่ยนไปใช้เอ็นจีวีแล้วกี่คัน แต่คงไม่ถึงกับหลายหมื่นครับ แต่ถ้าวันนี้ท่านหาถังแก๊สได้ ๑,๐๐๐ ลูก ท่านยังมีภาระต้องหาถังแก๊สอีกอย่างน้อย ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ลูก ตรงนี้คือ การบ้านของรัฐบาลที่ขอบอกโจทย์ว่ารัฐบาลต้องเร่งดําเนินการในเรื่องนี้ กล่าวโดยสรุป ในเรื่องเอ็นจีวีครับท่านประธาน ถ้ารัฐบาลต้องการที่จะหนุนเอ็นจีวีจริง ๆ ท่านจะต้อง ทําให้ประชาชนที่เขาหันจากน้ํามัน หันจากแอลพีจีมาใช้เอ็นจีวีนั้นได้รับแรงจูงใจ ที่เหมาะสมและมีการเตรียมความพร้อมไว้สําหรับเขาได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่สร้าง ความเดือดร้อนกลายเปึนว่าประชาชนหนีจากแอลพีจีหนีจากน้ํามันมาเจอเอ็นจีวี กลายเปึนหนีเสือปะจระเข้ นี่คือสิ่งที่ขอฝากกับรัฐบาลครับ
สุดท้ายในเรื่องไฟฟัา ท่านประธานครับ เรื่องไฟฟัาผมมีประเด็นที่อยาก กราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับ รัฐบาลจัดงบแผนพลังงานไว้ ๒,๓๐๖ ล้านบาท แผนพลังงานระบุไว้ตรงนี้ครับ ระบุว่าเพื่อเอาเงินงบประมาณนี้ไปใช้กํากับกิจการพลังงาน ให้เปึนธรรมกับผู้บริโภคและผู้ประกอบกิจการ ผมเห็นด้วยครับถ้าทําได้อย่างนี้ แต่ปัญหาคือ ต้องปฏิบัติให้ได้ตามนี้จริง ๆ สิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนเสนอแนะรัฐบาลก็คือว่า อยากเห็นรัฐบาลกํากับดูแล ปตท. กับการไฟฟัาฝ์ายผลิตเพื่อให้เกิดความเปึนธรรม กับทั้งรัฐวิสาหกิจและผู้ใช้ไฟฟัา ระบบไฟฟัาปัจจุบันนี้เปึนอย่างไรครับท่านประธาน ระบบไฟฟัาวันนี้เปึนอย่างนี้ครับ ปตท. เปึนผู้ผูกขาดขายแก๊สแต่เพียงผู้เดียวให้กับ การไฟฟัาฝ์ายผลิต การไฟฟัาฝ์ายผลิตก็ซื้อแก๊สจาก ปตท. ซื้อมาทําอะไร ซื้อมาผลิตไฟฟัา เปึนเชื้อเพลิงต้นทุนของการไฟฟัาฝ์ายผลิตประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนค่าเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นแปลว่า ปตท. ขายแก๊สให้กับการไฟฟัาฝ์ายผลิตเปึนต้นทุนการผลิต ของ กฟผ. ถึงประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ การไฟฟัาฝ์ายผลิตผลิตไฟฟัาแล้วขายไฟให้กับ การไฟฟัานครหลวงกับการไฟฟัาส่วนภูมิภาคเอาไปขายต่อให้กับผู้ใช้ไฟคือประชาชน ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ประเด็นอยู่ที่ว่าต้นทุนค่าแก๊สของการไฟฟัาฝ์ายผลิตทุกวันนี้ แพงมาก แพงมากเพราะอะไรครับ แพงมากเพราะว่า ปตท. ขายแก๊สให้กับการไฟฟัา ฝ์ายผลิตในราคาที่แพงกว่าบริษัทลูก ปตท. ขายแก๊สให้บริษัทลูกราคาหนึ่ง แต่ขายให้ การไฟฟัาฝ์ายผลิตไม่ใช่ราคานี้ ตัวเลขนี้ค่อนข้างเปึนราคาป่ดลับ ยากครับที่จะมีข้อมูล ออกมาชัดเจน จริงหรือไม่จริงรัฐบาลช่วยตอบหน่อยเถอะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีตัวเลข ก็คือว่า ปตท. ขายแก๊สให้บริษัทลูกบางบริษัท ๑๓๗ บาทต่อล้านบีทียู (BTU) ๑๓๗ บาท ต่อล้านบีทียู แต่ขายให้การไฟฟัาฝ์ายผลิตรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล ๑๗๒ บาทต่อล้านบีทียู แพงกว่า ๓๕ บาทต่อล้านบีทียู ประมาณแพงกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผลคืออะไรครับ ผลคือบริษัทลูก ปตท. รวยครับ ผลข้อ ๒ ปตท. รวยมหาศาล ป้ที่แล้วกําไร ๙๗,๐๐๐ ล้านบาท ผลอีกข้อหนึ่ง การไฟฟัาฝ์ายผลิตกลายเปึนต้นทุนการไฟฟัาฝ์ายผลิต สูงขึ้นมากเกินความจําเปึน ผลตามมาคืออะไรครับ ที่สุดค่าไฟก็แพง ผลที่สุดผู้ใช้ไฟคนไทยตาดํา ๆ ต้องใช้ไฟแพง นี่คือผลที่เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเปึนประเด็นที่ผมต้องนํามากราบเรียนกับท่านประธานว่า การไฟฟัาฝ์ายผลิตซื้อแก๊สจาก ปตท. ป้หนึ่งเท่าไรท่านทราบไหมครับ ป้ที่แล้วซื้อ ๖๖๐ ล้านล้านบีทียู ถ้าการไฟฟัาฝ์ายผลิตซื้อแก๊สจาก ปตท. ในราคาเดียวกับบริษัทลูก จะทําให้การไฟฟัาฝ์ายผลิตสามารถลดต้นทุนแก๊สลงได้ป้ที่แล้วป้เดียว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเอามาลดค่าไฟให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศคนใช้ไฟมีทั้งประเทศ ประมาณ ๒๐ ล้านครอบครัว จะลดให้ได้ถึงครอบครัวละ ๑๐๐ บาทต่อเดือน ครอบครัวไหน ใช้ไฟ ๑๕๐ บาท จะเหลือ ๕๐ บาท ครอบครัวไหนใช้ไฟ ๒๐๐ บาท จะเหลือ ๑๐๐ บาท ตรงนี้แหละครับคือประเด็นที่ผมขอฝากรัฐบาลให้ช่วยไปดูตรงนี้ให้สอดคล้องกับ งบประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ท่านจัด แล้วท่านบอกว่าจะกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ และประชาชนให้ได้รับความเปึนธรรมเช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ ประสิทธิภาพการใช้เงินงบประมาณ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะอ้าง ขออภัยครับว่า อาจจะทําไม่ได้ เพราะท่านเคยพูดในรายการบางรายการว่า ปตท. เปึนบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับ แม้จะเปึนบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะไปกํากับดูแล ปตท. ไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด
ประการที่ ๑ รัฐบาลเปึนผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท. ในนามกระทรวงการคลัง บัดนี้ถืออยู่ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ครับ สามารถดําเนินการผ่านกระทรวงการคลังเอานโยบาย รัฐบาลไปใช้ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้
ประการที่ ๒ วันนี้ ปตท. ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วครับ ถูกถ่ายเทไปเปึนของเอกชนที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ กันมาแล้วนะครับ ยิ่งทําให้ ปตท. ได้ประโยชน์เท่าไร ผู้ถือหุ้นกลุ่มนั้นที่มีปัญหา ได้หุ้นไปในทิศทางที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ก็รวยขึ้นเท่านั้นเหมือนกัน ตรงนี้จึงเปึนประเด็น ที่ผมบอกว่ารัฐบาลเข้าไปดูแลได้
ประการที่ ๓ มีกฎหมายอีก ๒ ฉบับที่เป่ดโอกาสให้รัฐบาลเข้าไปดูแลได้ ๑. พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน ป้ ๒๕๔๐ ออกป้ที่แล้วครับ ฉบับนี้รัฐบาล เข้าไปกํากับดูแลได้ กฎหมายอีกฉบับหนึ่งออกมาตั้งแต่ป้ ๒๕๑๖ ครับ พระราชกําหนด แก้ไขและปัองกันภาวะขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ให้อํานาจนายกรัฐมนตรีออกคําสั่ง กําหนดมาตรการเรื่องการผลิต การจําหน่ายพลังงานได้ทุกประเภท กฎหมาย ๒ ฉบับนี้ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถที่จะเข้าไปดําเนินการได้ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
สุดท้ายครับท่านประธาน สุดท้ายที่ขอฝากรัฐบาลไว้เรื่องพลังงานที่ขอฝากไว้ ก็คือว่า งบประมาณ ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ฉบับนี้ ผมปรารถนาอยากเห็นรัฐบาลนําไปใช้ อย่างถูกทิศทางและมีคุณธรรม รัฐบาลต้องไม่ทําแบบรัฐบาลทักษิณ ใครไม่เลือกไม่ให้ งบประมาณต้องไม่เอางบประมาณเปึนเครื่องมือแบ่งแยกประชาชน ต้องไม่เอา งบประมาณแบ่งแยกว่านี่เลือกเรา นี่ไม่เลือกเรา เพราะประชาชนจะเลือกใครย่อมเปึน สิทธิของประชาชน เช่นเดียวกับที่เปึนสิทธิของประชาชนที่เขาย่อมมีสิทธิได้รับเงิน งบประมาณแผ่นดินที่เปึนเงินภาษีอากรของเขาและในฐานะที่เขาเปึนเจ้าของประเทศ หากทําเหมือนรัฐบาลทักษิณ ผมกราบเรียนกับท่านประธานเลยครับ ความแตกแยก ในบ้านเมืองนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด ผมกราบเรียนมาทั้งหมดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ก็เพียงเพื่อจุดประสงค์ด้วยความปรารถนาดีที่ต้องการเห็นการใช้งบประมาณ ๑ ล้าน ๘ แสนกว่าล้านบาทนี้โปร่งใส เปึนธรรม เกิดประโยชน์กับประชาชน ผู้เสียภาษีอากรและเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ