สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ หารือเรื่องปัญหาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนกระดาษทิชชู และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การพัฒนาระบบราง ระบบรางก้างปลา รางรถไฟ เพื่อเพิ่มความเร็วในการส่งออกชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงทุนบีโอไอ การลงทุนและการท่องเที่ยวของรัฐบาล และเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมส่งเสริมและดูแลอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เอทานอล ไฮบริด และพืชพลังงาน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยเฉพาะปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการผลิตน้ำตาล และการดำเนินงานของธนาคาร SME Bank โดยมีใจความหลักคือ การระมัดระวังในการดำเนินงานของธนาคาร SME Bank โดยไม่ให้นักการเมืองแทรกแซงและไม่ให้ธนาคาร SME Bank เป็นเป้าหมายประชานิยม

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ตาก

เห็นใจท่านประธานครับ เพราะว่าทํางาน กันหลายวันติดต่อ กระทรวงพาณิชย์ นิดหนึ่งครับท่านรัฐมนตรี ผมได้มีโอกาส ได้พบปะท่านเมื่อวานและวันนี้ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาพืชผลทางการเกษตร ก็คือกะหล่ําปลี ผมได้เรียนกับท่านแล้วว่าพื้นที่ในจังหวัดตาก ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ในจังหวัดเชียงใหม่ หรือแม้แต่จังหวัดพิษณุโลกเดือดร้อนกันมา ๒-๓ อาทิตย์แล้วครับ ขณะนี้กิโลกรัมหนึ่ง ๘๐ สตางค์ บาทหนึ่งครับ ถูกกว่ากระดาษทิชชู (Tissue) อีกครับ ผมได้เรียนท่านทั้งเมื่อวาน ทั้งวันนี้ ฝากท่านประธานนะครับ เรียนถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถ้าหายมึน จากอภิปรายแล้วช่วยดูหน่อยนะครับ เพราะว่าท่านบอกว่าท่านจะให้อธิบดีกรมการค้าภายใน มาพบปะพูดคุยก็จนบัดนี้ไม่ไหวแล้วนะครับ เพราะว่าชาวไร่เขาก็นัดกันบอกว่าจะรวมตัวกัน เข้ามากรุงเทพมหานคร มาเทกะหล่ําป้หน้ากระทรวงพาณิชย์ ผมบอกว่าเสียดายนะครับ ก็ไม่อยากให้เปึนอย่างนั้น ก็ขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์ช่วยดูแลในส่วนนี้นะครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี ผมเองขออนุญาตที่จะอภิปรายงบประมาณ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ระยะเวลาก็จํากัดพอสมควร ก็คงจะพูดในเรื่องของ ภาพรวม หลักการ ในรายละเอียดในบางเรื่อง รายละเอียดจริง ๆ แต่ละกรมก็คงจะไปพูดกัน สงวนญัตติ พูดในวาระแปรญัตติพูดในวาระที่ ๒ ต่อไป

เรื่องแรกครับกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นได้รับงบประมาณไม่มากครับ ๕,๘๐๐ กว่าล้านบาท ประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ทั้งกระทรวง ระบบอุตสาหกรรม ของประเทศเรานั้นถือว่านําเงินเข้าประเทศเยอะครับ อุตสาหกรรมส่งออก ในอุตสาหกรรม สมัยก่อนเปึนอุตสาหกรรมเล็ก ๆ ที่ใช้ชิ้นส่วนอยู่ภายในบริเวณใกล้ ๆ หรือภายในอาคารเดียวกัน ยกตัวอย่างของฟอร์ด (Ford) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาจากสายการผลิต แต่ปัจจุบันนี้โลกแคบลงครับ ชิ้นส่วนในการประกอบอุปกรณ์หรือว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นมาจากทั่วโลก ยกตัวอย่าง เช่น คอมพิวเตอร์ทั้งหลายนี่ครับ ลองแกะชิ้นส่วนออกมา มาจากทุกส่วนของประเทศ ทั่วโลก ทําอย่างไรครับที่ประเทศของเรานั้นจะมีส่วนประกอบอยู่ในคอมพิวเตอร์ หรือในรถยนต์ที่สําคัญ ซึ่งเราเปึนผู้นําทางด้านผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่สําคัญของโลกนะครับ นั่นก็หมายความว่าสินค้าหรือชิ้นส่วนเหล่านั้นต้องมีคุณภาพ ต้องมีราคาที่เหมาะสม และ ที่สําคัญที่สุดครับในรายการผลิตต้องตรงต่อเวลา เพราะฉะนั้นทุกส่วนของกระทรวง อุตสาหกรรมต้องมีส่วนในการส่งเสริมตรงนี้ และเท่านั้นไม่พอครับต้องร่วมมือ กับหน่วยงานอื่น กระทรวงอื่นครับ ไม่ว่ากระทรวงศึกษาธิการ ในการที่จะเร่งผลิต นักศึกษาระดับอาชีวะเพื่อปัอนอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงานครับ เพื่อที่จะเพิ่มทักษะ ฝ้มือแรงงานให้กับโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย และที่สําคัญก็คือกระทรวงคมนาคม เพราะนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้ต่อสภาแห่งนี้ได้บอกว่าจะพัฒนาระบบราง ระบบรางก้างปลา รางรถไฟเพื่อให้ถึงโรงงาน ผมเป่ดดูงบประมาณทั้งหลายก็ยังไม่เห็นมีนะครับ เพราะว่าต้นทุนจะถูกลง รวดเร็วขึ้น และอีกส่วนหนึ่งอาจจะเปึนเรื่องเล็ก แต่เปึนเรื่องใหญ่ สําหรับผู้ส่งออกครับ ก็คือกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร เพราะการส่งออกชิ้นส่วน ทั้งหลายนั้นบางครั้งไปติดที่พอร์ต (Port) หรือแอร์พอร์ต (Airport) นานพอสมควร เวลาไม่แน่นอนครับ การส่งชิ้นส่วนไปประกอบอุตสาหกรรมนั้นถ้าเวลาไม่แน่นอนนั้น มีปัญหาแน่ เราต้องพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมของเราที่จะส่งเสริมกับเอกชนนะครับ ซึ่งมีความสามารถมีประสิทธิภาพในการแข่งขันอยู่แล้ว เราไปเฟันหาไปเน้นสิครับว่า ชิ้นส่วนตรงไหน สินค้าตรงไหนที่เราจะไปสู้กับตลาดโลกได้ รัฐเข้าไปสนับสนุนไปช่วย ในสิ่งเหล่านี้ให้กับเขาในเรื่องของระบบอุตสาหกรรมซึ่งขออนุญาตที่จะพูดถึงในเบื้องต้น ในภาพรวมตรงนี้

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอเรียนต่อที่ประชุมก็คือว่าเรื่องสํานักงานส่งเสริม การลงทุนบีโอไอ (BOI) ซึ่งอยู่ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีงบอยู่ประมาณ ๗๐๐ กว่าล้านบาท ในการประกาศนโยบายได้พูดถึงจะตั้งกองทุนพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และการลงทุนขึ้น ซึ่งเปึนเรื่องที่ดีอยู่ในการดูแลของบีโอไอ เท่าที่ผมดูในหนังสืองบประมาณ ก็ยังไม่เห็น

เรื่องที่ ๒ ก็คือรัฐบาลประกาศนโยบายจะให้ป้ ๒๕๕๑ ป้ ๒๕๕๒ เปึนป้แห่งการลงทุน และการท่องเที่ยว ผมดูในงบประมาณของบีโอไอทั้งหมด ๗๐๐ กว่าล้านบาท เปึนการส่งเสริม เรื่องนี้ทั้งหมด ซึ่งมันไม่จริงนะครับ เพราะว่างบป้ ๒๕๕๐ เรามี ๕๗๐ ล้านบาท สําหรับบีโอไอ ป้ ๒๕๕๑ ๖๒๘ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๒ ป้ต่อไปนี้ ๗๐๐ กว่าล้านบาท ก็เพิ่มมาอีกนิดหน่อย ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากเดิมที่จะส่งเสริมเปึนป้แห่งการลงทุน ก็อยากจะเน้นจริง ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าเราได้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยก็น่าจะเปึนประโยชน์กับ อุตสาหกรรมในประเทศของเรามากพอสมควร บีโอไอมีหน้าที่ส่งเสริมครับ ในขณะนี้ วิกฤติพลังงานเกิดขึ้นกับรถยนต์ อุตสาหกรรมเอทานอล (Ethanol) หรือแม้แต่ ไฮบริด (Hybrid) เปึนเรื่องที่จําเปึน ปัญหาขณะนี้เครื่องยนต์ซึ่งใช้อี (E) ๒๐ ไม่ว่า อีโคคาร์ (Eco car) ไม่ว่าเครื่องยนต์ที่ใช้อี ๘๕ ทราบว่ากระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ก็พยายามที่จะคุยกับทางกระทรวงการคลังเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต แต่ว่าก็สรุปกันมา ยังไม่ชัดเจน อี ๘๕ เกิดขึ้นเท่าที่ทราบก็เนื่องจากกระทรวงพลังงานโดยท่านรัฐมนตรี ซึ่งขยันที่สุดท่านหนึ่งเดินทางไปบราซิลก็มาดําเนินการในทันที แต่ว่าบราซิลกว่าจะ ดําเนินการมาถึง อี ๘๕ หรืออี ๑๐๐ นั้นใช้เวลากันเปึนสิบป้นะครับ ของเราใช้เวลากัน แค่ป้เดียว เริ่มส่งเสริม อีโคคาร์ โดยรัฐบาลท่านสุรยุทธ์เมื่อป้ก่อน มาต้นป้นี้อี ๒๐ ส่งเสริม มานี่ก็เอาอี ๘๕ ล่ะครับ อุตสาหกรรมปรับตัวอย่างลําบากครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเห็น ด้วยครับที่เราจะต้องส่งเสริมเครื่องยนต์เอฟบี (FB) ทั้งหลาย เฟลค ฟูเอล (Flack fuel) ที่จะทําให้เครื่องยนต์สามารถใช้ได้ตั้งแต่เบนซินจนถึงเอทานอลไปจนถึงอี ๑๐๐ ระยะยาวต้องวางแผนในลักษณะเช่นนี้นะครับ และเช่นเดียวกันในระยะยาวผมคิดว่า ถ้าเราไปใช้พืชพลังงานทั้งหมด พืชอาหารก็จะมีปัญหา เราควรจะต้องส่งเสริมล่ะครับ ที่จะให้ใช้เอทานอลหรือไบโอดีเซล (Biodiesel) เฉพาะในรถยนต์สาธารณะหรือแม้แต่ รถบรรทุก ส่วนอุตสาหกรรมอีกชนิดหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเปึนประโยชน์ ซึ่งบางครั้งเรามองข้ามก็คือ ไฮบริดครับ เพราะตรงนี้เราไม่ต้องสร้างปัูมเพิ่ม เราไม่ต้องเดินท่อเอ็นจีวี (NGV) หรอก เสียบปลั๊กใช้ได้เลย ในส่วนเหล่านี้ก็อยากที่จะฝากทางกระทรวงอุตสาหกรรมให้เข้ามาช่วย ส่งเสริมและดูแลในส่วนเหล่านี้ และทราบว่าทางกระทรวงพลังงานและโดยเฉพาะ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประชุมค่ายรถยนต์ ๑๑ ค่าย ๘ รายบอกว่า อี ๘๕ เห็นด้วย ๓ ราย ก็ยังติดขัดนิดหน่อย ก็มีข่าวลือออกมาเสมอว่าค่ายรถยนต์ระหว่างค่ายฝรั่งกับค่ายญี่ปุ์น ทั้งหลายนั้น ก็ความพร้อมต่างกัน ก็เลยเกิดปัญหาขึ้น ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนะครับให้ความเปึนธรรมกับทุกค่ายรถยนต์ เพื่อเปึนประโยชน์ โดยยึดถือประโยชน์ของผู้บริโภคคือพี่น้องประชาชนคนไทยเราเปึนหลัก

อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่อยากจะฝากบีโอไอไปครับ ก็คืออุตสาหกรรม ด้านการเกษตร เพราะว่าอุตสาหกรรมอาหารกระปิอง อุตสาหกรรมอาหารทะเล อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล (Halal) ยังถือว่าเปึนอุตสาหกรรมที่ทําเงินให้กับประเทศ และช่วยเหลือเกษตรกรบ้านเราได้มากพอสมควร พูดถึงกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ถ้าไม่แวะถึงสํานักงานอ้อยและน้ําตาลนะครับ สอน. สักนิดหนึ่งก็คงจะไม่ครบถ้วน เปึนข่าวดังครับ ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม รัฐบาลประกาศประกัน ราคาอ้อยขั้นต่ําให้กับเกษตรกร ๘๐๗ บาทต่อตัน เปึนเรื่องที่ถูกต้องครับ เพราะเกษตรกร ชาวไร่อ้อย ป้ที่แล้ว ๗๐๐ บาท ป้ก่อน ๖๐๐ บาท เปึนหนี้กองทุนกันมากมายมหาศาล การขึ้นแบบนี้รัฐบาลไหนมาก็ต้องทําครับ ๘๐๗ บาท ซึ่งเปึนเรื่องที่ถูกต้อง แต่เมื่อขึ้นราคา ให้กับชาวไร่อ้อยแล้วก็ต้องหาแหล่งรายได้ครับ แหล่งรายได้มาจากไหน ระบบน้ําตาลนั้น ของเรานั้นเปึนพืชพิเศษครับ รายได้ก็มาจาก กอน. ก็คือการขายน้ําตาล น้ําตาลก็มีโควตา ก โควตา ข โควตา ค เราแบ่งระบบ ๗๐:๓๐ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับชาวไร่อ้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ให้กับโรงงาน ท่านก็ขึ้นหาวิธีหารายได้เพื่อมาเพิ่มไร่อ้อย ก็คือขึ้นราคาน้ําตาลในโควตา ก ก็คือภายในประเทศกิโลกรัมละ ๕ บาท ตรงนี้ล่ะครับ ก็ไม่ได้ตําหนิอะไรท่าน เพียงแต่ติไปนิดหนึ่งว่า ๕ บาทมันเยอะไปหน่อย แล้วช่วงเวลาของการขึ้นนั้น มันเปึนช่วงเวลา ที่พี่น้องประชาชนคนไทยเรากําลังเดือดร้อนมากพอสมควร โควตาน้ําตาลภายในประเทศ ป้หนึ่งประมาณ ๒ ล้านตัน ๒ ล้านตัน ถ้าคูณ ๕ บาท จะมีรายได้เพิ่ม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อป้ คิดกันง่าย ๆ เพราะฉะนั้นท่านขอใน ครม. ว่า ๓ ป้ท่านจะเปลี่ยนแปลง ๒ ป้กว่าของ หนี้เก่าด้วยอะไรด้วย ซึ่งขณะนี้ชาวไร่อ้อยเปึนหนี้ของเดิมอยู่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทกว่า เมื่อวันก่อนท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอุตสาหกรรมก็ไปกดปุ์มอีก ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทกว่า ๒๔,๐๐๐ ล้านบาทกว่าก็เชื่อว่าภายใน ๒ ป้กว่า ๓ ป้หนี้นี้ก็น่าจะหมดหลังจากหนี้หมดนะครับ อย่างไรก็นึกถึงผู้บริโภคน้ําตาลด้วยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกรุณาบอกว่า คนไทยกินน้ําตาลวันละไม่กี่ช้อนแต่ว่าก็ขึ้นราคาอยู่ดีนะครับ ก็ยังเดือดร้อน ถึงเวลานั้นก็นึกถึงคนที่ต้องซื้อน้ําตาลกินด้วยนะครับ ตรงนี้ต้องขออนุญาต ที่จะกราบเรียนนะครับว่า ในส่วนของข้อสังเกตที่อยากจะฝากไปครับว่า น้ําตาลส่งออก ผมกราบเรียนนะครับ ที่ผมบอกโควตา ข โควตา ค นั้นราคาน้ําตาลส่งออกอาทิตย์ที่แล้ว โดยเฉลี่ยนี่ประมาณ ๑๓.๘ เซนต์ต่อออน คิดเปึนเงินไทยประมาณ ๑๐ บาทต่อกิโลกรัม แต่เมืองไทยคนไทยกินน้ําตาลกิโลหนึ่งประมาณ ๒๒ บาท แต่ส่งออกกิโลกรัมละ ๑๐ บาท คนไทยรับภาระตรงนี้นะครับ ๒ เท่าของน้ําตาลส่งออก ที่ผ่านมากองทุน กอน. ขาดทุนเยอะ เพราะค่าเงินดอลลาร์แข็งราคาน้ําตาลโลกถูก เพราะฉะนั้นต้องฝากตรงนี้ว่าขณะนี้มีข่าวว่า บางโรงงาน ยี่ปัูวบางแห่งส่งน้ําตาลออกนอกในราคาโควตา ข โควตา ค คือ ๑๐ บาท แต่น้ําตาลมันออกนอกไม่จริงครับ มันพ้นออกไปแล้วมันไหลกลับเข้ามาขายในประเทศ ตรงนี้ล่ะครับ ต้องฝากท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงอุตสาหกรรมหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพราะว่านอกจากจะทํากําไรให้โรงงานเหล่านี้ ยังทําให้รายได้ของเกษตรกร ชาวไร่อ้อยที่ควรจะได้ ถ้าขายภายในประเทศราคา ๒๐ บาท ก็ กอน. ก็ขาดเงินตรงนี้ไป ก็ฝากเรื่องนี้เรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ก็คือ พอขึ้นราคาน้ําตาลครับ โรงงานน้ําตาลก็มีรายได้มากขึ้น ธุรกิจดีขึ้น ก็จะคอยดูนะครับ เรื่องการขยายโรงงาน การย้ายโรงงาน ก็ฝากท่านประธาน ไปถึงรัฐมนตรีนะครับ ว่าระมัดระวังนิดหนึ่งนะครับ ระบบ ๗๐ : ๓๐ ซึ่งเราใช้กันมาตั้งแต่ ป้ ๒๕๒๗ เราถึงเวลาหรือยังครับที่จะต้องมาทบทวนดูกันเพื่อให้เปึนธรรมกับชาวไร่อ้อย โรงงานอุตสาหกรรม และที่สําคัญคือผู้บริโภค ประชาชนครับ เพราะ กอน. นั้นจะต้องมี หน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ ไม่ได้คิดถึงชาวไร่อย่างเดียวหรือโรงงาน อย่างเดียว ในอนาคตครับเราคงต้องวางยุทธศาสตร์ให้ดี อย่างที่ผมบอกครับว่าน้ําตาล ในประเทศกิโลกรัมละ ๒๐ บาท แต่ว่าส่งออกเฉลี่ยแล้วขณะนี้กิโลกรัมละ ๑๐ บาท แล้วยอดส่งออกนั้นประมาณ ๒ ใน ๓ ครับใช้ในประเทศ ๒ ล้านตันนี่ประมาณ ๑ ใน ๓ เพราะเราส่งออกประมาณ ๖ ล้านตันเศษ โทษนะครับ เราผลิตได้ประมาณ ๖ ล้านตันเศษ เพราะฉะนั้นที่ส่งออกไป ๔ ล้านตันนี่ ๒ ใน ๓ ราคาเราได้น้อยมาก ซึ่งก็ตรงกับวิกฤติ พลังงานขณะนี้ที่เราต้องพยายามร่วมมือในการที่จะใช้อ้อยมาผลิตเอทานอลให้มากขึ้น ระบบการจัดการตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราจัดการได้ถูกต้องก็จะทําให้ชาวไร่อ้อยทั้งหลายนั้น ได้มีราคาดีขึ้นประหยัดเงินในการที่จะนําเข้าพลังงานทั้งหลาย เพราะว่าราคาน้ําตาลโลกนั้นเอง ก็ไม่ค่อยชัดเจน แล้วก็ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลานะครับ

ผมความจริงมีเรื่องพอสมควรก็ขออนุญาตที่จะพูดอีกสักนิดหนึ่ง เรื่อง เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ท่านจุติ ไกรฤกษ์ได้อภิปรายในการไม่ไว้วางใจ เมื่อ ๒ วันที่แล้วว่า เอสเอ็มอี แบงก์ นั้น มีหนี้เสียมากพอสมควร เผอิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับท่านปลัดกระทรวงซึ่งเปึนประธานกรรมการธนาคาร เอสเอ็มอี แบงก์ ท่านก็ให้นโยบายตอนเข้ารับตําแหน่งใหม่ ๆ ว่าอยากจะให้ส่งเสริม ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี และ โอทอป (OTOP) ผมก็เปึนห่วงเพราะเราก็เห็นอยู่ว่า เอสเอ็มอี แบงก์ นั้น ฐานะความมั่นคง เอ็นพีแอล เยอะพอสมควร ผมทบทวนนิดเดียวครับ เมื่อป้ที่แล้วท่านประธานคนปัจจุบัน ประธานกรรมการ ซึ่งเปึนปลัดกระทรวงเคยบอกว่า เอสเอ็มอี แบงก์ มีหนี้เสียเยอะต้องหาทางลดหนี้ให้ได้ แล้วต้องหาทางปรับปรุง แล้วมีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจที่พูดตอนมอบนโยบายครบ ๔ ป้ของ เอสเอ็มอี ก็คือ ต้องกําหนดทิศทางการทํางานที่ชัดเจนไม่ให้นักการเมืองแทรกแซง ต้องไม่ให้ เอสเอ็มอี แบงก์ เปึนฐานเสียงประชานิยม นั่นท่านพูดเมื่อป้ ๒๕๔๙ ธันวาคม รัฐบาลท่านสุรยุทธ์ แต่ตอนนี้มาถึงอีกรัฐบาลหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็โปรดระมัดระวังนะครับ เพราะท่านประธาน ท่านรู้สถานะดีว่า เอสเอ็มอี แบงก์ ที่ผ่านมานั้นหนี้เสียส่วนหนึ่งเกิดจากการที่นักการเมือง เข้าไปแทรกแซงและประชานิยม ก็อย่าให้เหตุการณ์เหล่านั้นซ้ําอีก ผมใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ