ไกร จี้รัฐรับภาระค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ชี้ความเหลื่อมล้ำเมือง-ชนบท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

ไกร ดาบธรรม หารือเรื่องสิทธิและสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงสิทธิระหว่างผู้สูงอายุในเขตเมืองและชนบท และเรียกร้องให้รัฐรับภาระค่าใช้จ่ายแทนการผลักภาระไปยังท้องถิ่น

นายไกร ดาบธรรม เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายแพทย์ไกร ดาบธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กระผมขอพูดเพียงเล็กน้อยนะครับ แต่จะพูด ในเรื่องที่มีความสําคัญและยิ่งใหญ่สําหรับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุในบ้านเราปัจจุบัน ณ วันที่ มกราคม ๒๕๕๐ มีจํานวน ๖,๘๒๔,๐๐๐ คน แต่ในปัจจุบันคาดว่ามีประมาณ ๗ ล้านคน ในจํานวนนี้มีผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ๑,๗๖๓,๑๗๘ คน และจากคําแถลงคําประกอบ งบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๒ ของท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นมาเปึน ๑,๘๓๐,๐๐๐ คน คือเพิ่มขึ้นมาอีก ๗๐,๐๐๐ คน คิดเปึนสัดส่วนประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่จากการสัมมนาของนานาชาติ และสัมมนาระดับชาติมีความเห็นตรงกันว่า เบี้ยยังชีพ มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการดํารงชีพของผู้สูงอายุ โดยพบว่าเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ถือเปึนเครื่องมือในการกระจายรายได้ของผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย และจากการศึกษา ของเวิลด์ แบงก์ (World Bank) พบข้อที่น่าสนใจว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพจะมีภาวะ โภชนาการที่ดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ เพราะสามารถนําเงินนั้นไปซื้อหา อาหารการกินได้ และโดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพก็จะมี ความยากจน แนวโน้มที่จะลดลงเพราะสามารถนําเงินที่ได้รับเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ เอาไปดูแลในส่วนที่เปึนประโยชน์อย่างอื่นแทนที่จะมาดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว เบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ป้ ๒๕๓๕ ต่อมามีพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุขึ้นเมื่อป้ ๒๕๔๖ โดยระบุว่าผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครองส่งเสริม สนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และเปึนธรรม ซึ่งเดิม มีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ๓๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน แต่ในป้งบประมาณ ๒๕๕๐ ได้เพิ่มขึ้นมาเปึน ๕๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน ครั้นเมื่อมีกระบวนการกระจายอํานาจ รุดหน้าไป เงินส่วนนี้ได้โอนผ่านไปยังท้องถิ่นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. ๖,๖๐๐ กว่าแห่ง และเทศบาล ๑,๐๐๐ กว่าแห่ง โดยเปึนรูปของเงินอุดหนุนทั่วไปประเภท กําหนดวัตถุประสงค์ ในวันผู้สูงอายุ วันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกป้ ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนก็จะมีการจัดงานให้กับผู้สูงอายุรดน้ําดําหัว แสดงความกตัญ็ูกตเวทีต่อท่านเปึนประจําทุกป้ ซึ่งกิจกรรมหลัก ๆ ก็คือเปึนการรําลึกถึง กล่าวสดุดีคุณงามความดีผู้สูงอายุที่ได้สร้างครอบครัว สร้างสังคมให้กับประเทศชาติบ้านเรา แล้วก็ตามด้วยการรดน้ําขอพรจากผู้สูงอายุ มีการแสดง และจบท้ายด้วยการมอบของขวัญ เล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผู้สูงอายุซึ่งก็หนีไม่พ้นผ้าขนหนู มาม่า ปลากระปิอง และของเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือกลับบ้านไป และจากการที่ผมได้พูดคุยกับพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย และผู้สูงอายุ จํานวนมากพบว่าสิ่งที่เขาต้องการนั้นเขาต้องการเบี้ยยังชีพแทบจะทุกคน เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทุกวันที่ได้มาส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ เราคงไม่อยากแสดง ความกตัญ็ูกตเวทีต่อผู้สูงอายุของบ้านเราเพียงวันผู้สูงอายุแห่งชาติวันเดียวเท่านั้น และจากงบประมาณที่ได้มาจัดสรรให้กับผู้สูงอายุก็มีหลักเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทยว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพนี้จะต้องมีรายได้น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อป้ ถึงจะได้รับ เบี้ยยังชีพคิดไปแล้วก็เปึน ๑ ใน ๓ ของผู้สูงอายุทั้งหมด และอีก ๓ ส่วน ๔ เปึนผู้สูงอายุ ที่มีรายได้มากกว่า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อป้ เช่นนั้นหรือครับ ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกครับ เพราะในระดับท้องถิ่นเองงบประมาณที่ให้มานี่ให้กับท้องถิ่นเองเพียงไม่กี่คน ท้องถิ่นเอง ต้องมาตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นให้กับผู้สูงอายุ ถ้าผู้สูงอายุโชคดีได้อยู่ในท้องถิ่น อบต. เทศบาลที่มีรายได้เพียงพอ มีรายได้ดีก็ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นเปึนจํานวนที่เพิ่มขึ้น อาจจะไม่ทั้งหมดหรืออาจจะทั้งหมด แต่ถ้าโชคร้ายไปอยู่ใน อบต. หรือเทศบาลที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ก็จะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ ตรงนี้ละครับทําให้เกิดความไม่เปึนธรรมกับผู้สูงอายุในบ้านเรา แม้จะอยู่ในผืนแผ่นดินไทยเดียวกัน อยู่ในภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่เท่ากัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในชนบทที่อยู่ห่างไกล และเมื่อพิจารณาจากนโยบายภาครัฐ ที่มีเรื่องของสวัสดิการต่อผู้สูงอายุนี้ มีการกําหนดว่าการสงเคราะห์ยังชีพผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง และเปึนธรรม แต่ขณะนี้กลับเปึนว่าภาครัฐบาลเองมีการหลีกเลี่ยงการแบกรับภาระนี้ ด้วยการตั้งคําถามกับสังคมว่า คุ้มค่าคุ้มทุนหรือไม่ในการจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุบ้านเรา รวมทั้งมีการเสนอระบบบํานาญแห่งชาติขึ้น ซึ่งเปึนกระบวนการออมเพื่อการชราภาพ ที่อยู่บนพื้นฐานการช่วยตนเองของประชาชนในวัยแรงงานเสียก่อนเพื่อลดภาระกับสังคม หากคิดอย่างเปึนธรรมแล้วนี่ผู้สูงอายุก็คือคนที่เคยผ่านวัยแรงงานมา เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนใหญ่ในการพัฒนาชาติมาในบทบาทต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเปึนครู เปึนตํารวจ เปึนพ่อค้า ประชาชน เปึนเกษตรกร หรือเปึนข้าราชการ การคิดถึงความคุ้มทุน เมื่อพวกเขาเข้าสู่ วัยแรงงานที่ไม่อาจใช้แรงงานได้อย่างเต็มที่หรือการต้อนพวกเขาสู่ระบบบํานาญแห่งชาติ โดยการปฏิเสธที่จะรับผิดชอบต่อพวกเขา หรือแสดงความรับผิดชอบต่อพวกเขาให้น้อยที่สุดนี่ เปึนธรรมแก่ผู้สูงอายุแล้วหรือยัง ชาวบ้านของเราส่วนใหญ่นี่มีรายได้ไม่เพียงพอครับ หลายคนเปึนหนี้เปึนสินกองทุนหมู่บ้าน เปึนหนี้ ธ.ก.ส. เปึนหนี้นอกระบบ แล้วก็มี การกู้หนี้ยืมสินจากนายทุนนอกระบบเพื่อมาใช้หนี้แล้วเพื่อจะไปกู้ใหม่แล้วก็นําไปใช้ นายทุนนอกระบบอีก แล้วอย่างนี้จะไปหวังอะไรว่าเขาจะมีการเก็บหอมรอมริบต่อเดือน มาจ่ายเข้ากองทุนผู้สูงอายุ โดยตรงนี้ไม่คิดที่จะเฉลี่ยเรื่องของทรัพยากรจากกลุ่มบุคคล ที่ร่ํารวยไปให้กลุ่มบุคคลที่ด้อยโอกาสกว่า เพราะฉะนั้นทางออกต่อประเด็นที่ปัญหานี้ก็คือว่า การจัดสรรเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุทุกคนโดยไม่ต้องพิจารณาหรือพิสูจน์ว่ายากจนจริงหรือไม่ แล้วให้เพียงพอแก่การยังชีพ การรําลึกนึกถึงพระคุณของผู้สูงอายุที่ได้ทําคุณประโยชน์ ให้แก่ประเทศชาติ สังคม เปึนสิ่งที่ควรปลูกฝังให้เกิดคุณธรรมในสังคมโดยช่วยกันผลักดัน ระบบสวัสดิการในลักษณะของเบี้ยยังชีพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเปึนทุกคนนะครับ น่าจะเปึนประโยชน์แล้วตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุ ถามว่าใช้เงินมากไหมครับ ถ้า ๕๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนต่อป้ ใช้ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนต่อป้ ใช้ ๕๐,๔๐๐ ล้านบาท ถ้า ๗๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนต่อป้ ใช้ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท ถือว่าเปึนจํานวนเงินที่มากอักโขครับ แต่ว่าเมื่อเทียบกับงบประมาณที่กําลังจะผ่านสภา ในเร็ววันนี้ ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท คิดเปึน ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ แต่เงิน ๒ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๆ นี่จะทําให้ผู้สูงอายุเกือบ ๗ ล้านคนได้รับการดูแลจากพวกเรา แล้วตรงกับความต้องการ ของพวกเขาที่จะทําให้ผู้สูงอายุบ้านเราได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้สูงอายุคงไม่นําเงิน ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือไปใช้ซื้อของแบรนด์เนม (Brand name) มาใช้ แต่เขาจะนําเงิน ที่ได้มานั้นไปจับจ่ายใช้สอย ซื้ออาหารการกินในหมู่บ้านในท้องถิ่นของตัวเองซึ่งจะเปึน การกระจายรายได้กับท้องถิ่นของตัวเองอย่างชัดเจนแล้วก็อย่างเปึนรูปธรรม เพราะฉะนั้น ผมถึงขอกราบวิงวอนนะครับ ทางคณะรัฐบาลและคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณซึ่งจะเกิดขึ้นในวัน ๒ วันข้างหน้านี้ ได้ช่วยกันผลักดันเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอย่างเท่าเทียมและทุกคนเพื่อเปึนกุศลอันใหญ่หลวง ของรัฐบาลและของสภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้ แล้วต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีของกระผม ท่านรัฐมนตรีประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ที่ท่านมานั่งคอยให้กําลังใจตลอด ขอกราบขอบพระคุณครับ