สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องงบประมาณและเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาเรื่องรายได้ ปรับปรุงนโยบายในการเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาล และขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และการขายหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือครอง เพื่อนําเงินที่ได้รับไปลงทุนในส่วนที่เอกชนไม่พร้อมที่จะลงทุน

นายกรณ์ จาติกวณิช กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้มาร่วมแสดงความคิดเห็นในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ มีความชัดเจนนะครับว่าโครงสร้างงบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ ชุดนี้ เปึนโครงสร้างที่ถอดแบบมาจากงบประมาณป้ ๒๕๕๑ ก็คืองบประมาณที่หวังจะนํามาใช้ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อสักครู่ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าโจทย์ทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นมันมีความสําคัญ ที่พวกเราสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ต้องกลับมาพิจารณาและกําหนดว่าหลักการแนวคิด ที่จะใช้ในการที่จะอนุมัติงบประมาณฉบับนี้ควรจะยึดหลักการอะไร โดยเฉพาะ งบประมาณฉบับนี้ก็เปึนงบประมาณที่เสนองบประมาณขาดดุลสูงถึง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทางรัฐบาลได้กําหนดสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวสูงถึง ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ในป้ ๒๕๕๒ และที่สําคัญกว่านั้นก็คืออัตราเงินเฟัอจะลดลงมาอยู่ในระดับเพียง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้กรุณาชี้แจงว่า ราคาน้ํามันนั้นอาจจะมีโอกาสที่จะปรับลดลงเหลือ ๖๕ เหรียญต่อบาร์เรล เทียบกับ ประมาณ ๑๓๐ เหรียญต่อบาร์เรลได้ในป้หน้า และนั่นก็อาจจะเปึนสาเหตุที่ทางรัฐบาล ได้กําหนดสมมุติฐานที่ค่อนข้างสวยหรูในเชิงเศรษฐกิจระดับมหภาคกับการกําหนด นโยบายที่จะนํามาใช้ในป้ ๒๕๕๒ ตรงนี้ก็เปึนประเด็นที่น่าเปึนห่วงครับท่านประธาน เพราะความเสี่ยงว่าสมมุติฐานนั้นจะไม่เปึนจริงต้องยอมรับว่ามีสูง เงินเฟัอจะปรับลดลง เหลือ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ได้ เศรษฐกิจจะโต ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ได้ มีสมมุติฐานว่าราคาน้ํามัน ต้องลดลง น่าจะหมายถึงราคาอาหารที่ลดลง ซึ่งแน่นอนที่สุดก็จะมีผลกระทบ ต่อเกษตรกรของเราด้วย และสุดท้ายน่าจะหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องมีการปรับขึ้น อีกต่างหากเพื่อสกัดสภาวะเงินเฟัอนะครับ แต่ถ้าสมมุติเรามีสมมุติฐานที่ต่างกันครับว่า ราคาน้ํามันอาจจะยืนอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน หรือปรับสูงขึ้นเล็กน้อย สมมุติไว้ที่ ๑๔๐ เหรียญต่อบาร์เรล ภาพเศรษฐกิจโดยรวมก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ลําดับแรกอัตราขยายตัวทางจีดีพี (GDP) คาดว่าในกรณีนั้นน่าจะมีเพียงประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง อัตราเงินเฟัอคงไม่ต้องพูดถึงน่าจะ ๗ เปอร์เซ็นต์บวกนะครับ ซึ่งก็จะมี ผลกระทบกับดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งก็เริ่มขาดดุลแล้ว และคาดว่าถ้าราคาน้ํามันยังยืนอยู่ที่ ราคา ณ ปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดในป้หน้าน่าจะขาดดุลถึงประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง เทียบกับจีดีพี สุดท้ายก็จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทจะอ่อนค่าก็จะทําให้ปัญหา เงินเฟัอเพิ่มทวีคูณขึ้นอีกด้วย ในส่วนของงบประมาณที่ทางรัฐบาลได้นําเสนอภายใต้ สมมุติฐานตามที่ผมได้เรียนไป ซึ่งในตัวสมมุติฐานเองก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ได้จัดงบเข้าสู่ ๘ ยุทธศาสตร์ ซึ่งโดยรวม ๆ การพิจารณาแต่ละยุทธศาสตร์ที่นําเสนอนั้นก็ยากครับ ที่จะมองว่าสะท้อนต่อความต้องการของประเทศอย่างชัดเจนได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าง่าย ๆ เลยนี่เวลาเราพิจารณาการใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนเราก็ต้องมา จํากัดความนะครับว่าปัจจัยสําคัญ ๆ ที่เราจะต้องพัฒนามีอะไรบ้าง

อันดับแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องของคน เมื่อพูดถึงเรื่องของการพัฒนาคน ก็หมายถึงการศึกษา สาธารณสุข แก้ไขปัญหาความยากจน

ปัจจัยที่สองก็คือ เรื่องของโครงสร้างสาธารณูปโภค อันนี้ก็ชัดเจน เช่นเดียวกัน ถนนหนทาง รถไฟฟัา ทางรถไฟ การขนส่งโดยรวม สุดท้ายก็คือเรื่องของ สิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงนี้ก็ต้องพัฒนาให้มีความยั่งยืน แล้วก็เพื่อนําไปสู่คุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชนโดยรวมที่ดีขึ้น ไม่มีปัจจัยมากกว่านี้ที่จะต้องพิจารณาครับ เพราะฉะนั้น ทุกบาททุกสตางค์ที่เราจะต้องมาพิจารณากันในการประชุมพิจารณางบประมาณครั้งนี้ เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า เงินเหล่านั้นนําไปใช้เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาเรื่องที่เกี่ยวกับคน เรื่องที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างสาธารณูปโภคและเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ของประเทศเราได้อย่างไร เมื่อพิจารณาถึงเงินที่จะใช้ซึ่งเปึนงบประมาณที่ใหญ่ที่สุด เปึนประวัติการณ์แล้วก็ตามที่ผมได้เรียนไปก็เปึนงบประมาณขาดดุลสูงถึง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วด้วย ปัญหาที่ชัดเจนของประเทศก็คือเรื่องของรายรับซึ่งไม่มีการพูดคุยกันมากนักเกี่ยวกับที่มา ของรายได้ที่เราจะนํามาใช้ โดยเฉพาะในส่วนที่ประเทศต้องพึ่งพาอาสาจริง ๆ ก็คือ งบประมาณที่จะใช้ในการลงทุน ในงบประมาณฉบับป้ ๒๕๕๒ ที่รัฐบาลได้นําเสนอ ในวันนี้ นําเสนองบลงทุน ๔๐๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีอัตราที่เพิ่มขึ้นเพียง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เทียบกับงบประมาณป้ ๒๕๕๑ คือป้ที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราหักลบส่วนของอัตราเงินเฟัอที่ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ เสมือนเท่ากับ ว่างบลงทุนนั้นมีมูลค่าทางการเงินที่ลดลงในขณะที่ประเทศเรายังมีความจําเปึนที่จะต้อง พึ่งพาการลงทุนอย่างมาก คิดเปึนสัดส่วนของงบประมาณก็ลดลงเช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน จากป้ที่แล้วงบลงทุนสูงถึง ๒๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม ป้นี้ปรับลดลงมาเหลือเพียง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เปึนประเด็นที่น่าเปึนห่วงครับ เปึนกรณีที่ชัดเจนว่าประเทศไทยยังมีความจําเปึนต้องลงทุนในอีกหลาย ๆ เรื่อง นโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาทางเศรษฐกิจก็เน้นเรื่องของการลงทุน เพราะฉะนั้น เปรียบเสมือนได้ว่าถ้าเราไม่มีงบขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็เกือบจะไม่มีเงินเหลือ ที่จะมาใช้ในการลงทุนเลย สําหรับงบป้นี้ถ้าลบ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทออกไปก็จะมีเงิน ในงบลงทุนเหลือเพียง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ความหมายก็คือจากนี้เปึนต้นไปแทบจะ เห็นอนาคตของประเทศได้ เพราะถ้าเราจะมีการลงทุนในระดับที่ประเทศต้องการต่อไป ดูเหมือนว่าเราจะต้องยอมรับสภาพของการมีงบขาดดุลต่อเนื่องไปอีกหลาย ๆ ป้ ในอนาคต เพราะฉะนั้นจึงมีความสําคัญอย่างยิ่งที่ทางรัฐบาลและทางสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจะต้องมาพิจารณาโจทย์เรื่องของรายได้ของประเทศ ส่วนในเรื่องของ การเพิ่มรายได้ก็เปึนเรื่องที่เดี๋ยวผมจะขออนุญาตอภิปรายในรายละเอียด อีกส่วนหนึ่ง ถ้าเราเพิ่มรายได้ไม่ได้หรือเราไม่ต้องการที่จะเก็บภาษีจากพี่น้องประชาชนมากขึ้น เราก็ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าเราจะนําเงินส่วนไหนมาลงทุนแทนรัฐบาล จริง ๆ ก็มี ความชัดเจนนะครับว่าต้องมีการสร้างเงื่อนไขที่จะเป่ดโอกาสให้กับเอกชนเข้ามาลงทุน เพิ่มได้ แล้วก็จะต้องเพิ่มในเรื่องของการแข่งขัน เพื่อเป่ดโอกาสให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งในประเด็นเหล่านี้ก็ได้มีการอภิปรายกันในญัตติไม่ไว้วางใจใน ๒-๓ วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาลที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันเพื่อกระตุ้นให้มี การแข่งขันเพิ่มขึ้น นํามาซึ่งการลงทุนโดยภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญ มากขึ้น เช่นเดียวกันรัฐบาลก็มีความจําเปึนต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาท ของเอกชนในกรณีที่ได้มีการกล่าวถึงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเปึนตัวอย่าง ในกรณีที่ทางรัฐบาลเสนอจะซื้อกิจการรถไฟฟัาบีทีเอส (BTS) ของทางภาคเอกชนนั้น ก็เปึนลักษณะสัญญาณที่ไม่ควรที่จะส่งให้กับเอกชนว่าเอกชนลงทุนแล้วรัฐในอนาคต อาจจะมีนโยบายที่จะยึดกลับมาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องนโยบายของรัฐบาล ที่คงจะต้องปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในส่วนของรายได้ที่มีความชัดเจน อยู่แล้วว่าไม่เพียงพอต่อการลงทุนตามความต้องการของประเทศ มาพูดถึงรายได้ที่เปึน ภาษีนะครับ ณ ปัจจุบันตามเอกสารงบประมาณที่รัฐบาลได้นําเสนอ รายได้ที่เปึนภาษี ของประเทศอยู่ที่ประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายรับโดยรวมของรัฐบาล ดูปัญหาในส่วนของการเก็บภาษีของรัฐบาลก็ชัดเจน อันดับแรกก็คือเรื่องของฐานภาษีซึ่งผมคงจะไม่อภิปรายในรายละเอียด แต่ฐานภาษี ของเรายังต่ํามากและคงจะต้องมีนโยบายที่จะปรับปรุงในส่วนนี้ เราสามารถเก็บภาษี ได้เพียงแค่ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศซึ่งถือว่าเปึนอัตราที่ต่ํามาก เมื่อเทียบกับประเทศข้างเคียง ในส่วนของรายได้ภาษีที่เปึนภาษีศุลกากรก็มีแนวโน้ม ที่จะต้องลดลงเรื่อย ๆ จากการค้าเสรีที่เรามีข้อตกลงกับประเทศต่าง ๆ และในส่วนของ นโยบายของรัฐบาลเองที่เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีก็จะนํามาซึ่งรายได้ภาษีในหลาย ๆ หมวด ที่ลดลงในป้ ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ ด้วยนะครับ กรณีของวีเอที (VAT : ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่ ณ ปัจจุบันยืนอยู่ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์ก็เปึนกรณี ถกเถียงกันมาโดยตลอด คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลก็คงจะต้องพิจารณาในวันใดวันหนึ่งว่า เปึนอัตราที่เหมาะสมหรือไม่ ควรที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นเมื่อใด แต่ก็ต้องตระหนักว่าในการ ปรับขึ้นวีเอทีนั้นก็เปึนภาษีที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าแล้วก็ค่าครองชีพของพี่น้อง ประชาชนโดยตรงอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนในส่วนที่ผมอยากที่จะอภิปรายในเชิงลึกมากขึ้น ก็คือ รายได้ที่มาจากที่รัฐบาลเรียกว่ารัฐพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงจะหมายถึงรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลเปึนเจ้าของ ในส่วนของงบประมาณป้ ๒๕๕๒ ก็ปรากฏว่ารัฐบาลคาดว่าจะมี รายได้ที่มาจากรัฐพาณิชย์ในปริมาณเม็ดเงินรวม ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เปึนคําถามที่ ผมมีต่อทางรัฐบาลว่าทําไมถึงได้มีการคาดการณ์ว่ารายรับจากรัฐพาณิชย์นั้นจะลดลง เมื่อเทียบกับป้ ๒๕๕๑ ที่รัฐบาลมีรายรับจากหมวดนี้เกือบ ๑ แสนล้านบาทคือ ๙๘,๖๕๐ ล้านบาท เท่ากับรัฐบาลคาดการณ์ว่ารายได้จากรัฐวิสากิจหรือรัฐพาณิชย์ จะปรับลดลงเกือบ ๖ เปอร์เซ็นต์ ป้ ๒๕๕๒ เทียบกับ ๒๕๕๑ ทั้ง ๆ ที่กิจการสําคัญ ๆ ที่ รัฐบาลเปึนเจ้าของโดยเฉพาะอย่างเช่น ปตท. ก็ดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะมีกําไรสูงขึ้น ผมจะขออนุญาตเรียนถึงเรื่องของรัฐวิสาหกิจ เพราะว่านอกจากรายรับทางภาษีแล้วก็ ถือว่ารายรับที่รัฐบาลได้จากรัฐพาณิชย์ รัฐวิสาหกิจก็เปึนสัดส่วนที่มีความสําคัญในลําดับ รองลงมา แล้วก็จะมีความสําคัญต่อรายได้ของรัฐบาลในอนาคต รัฐวิสาหกิจโดยรวม มีทรัพย์สินมูลค่า ท่านประธานคงทราบอยู่แล้วที่ประมาณ ๖ ล้านล้านบาท แต่มีปันผล ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โดยรวมก็ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยส่วนใหญ่สมมุติมีอัตราปันผลจ่ายออกมาให้กับรัฐบาลประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ตามสัดส่วนหุ้นที่รัฐบาลถืออยู่ ก็จะคํานวณกลับมาเท่ากับผลตอบแทน ต่อรัฐบาลในเชิงเงินสดไม่รวมภาษีที่ได้ที่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง เมื่อเทียบกับมูลค่า ทรัพย์สินซึ่งต้องถือว่าต่ํามาก เมื่อวานนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้ชี้แจงถึง กรณีที่ทาง ปตท. เองมีผลกําไร ท่านรัฐมนตรีใช้คําว่าเพียง ๖ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ มูลค่าทรัพย์สินของทางบริษัท ซึ่งก็ต้องถือว่าค่อนข้างต่ําเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สิน แต่มองอีกมิติหนึ่งก็หมายถึงการลงทุนที่อาจจะดูเหมือนมากเกินไปในส่วนของ ปตท. ทําให้สัดส่วนกําไรเมื่อเทียบกับทรัพย์สินโดยรวมของบริษัทนั้นจึงต่ํากว่าที่ควร เพราะฉะนั้นก็เปึนคําถามว่ารัฐบาลสามารถที่จะเพิ่มอัตราปันผลของบริษัทที่มีกําไร สูงเปึนพิเศษ อย่างเช่น ปตท. ได้หรือไม่ ณ ปัจจุบัน ปตท. จ่ายปันผลเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกําไร ซึ่งเท่ากับรัฐบาลได้เม็ดเงินประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ถ้าเพียงแค่ ปตท. ปรับสัดส่วนการจ่ายเงินปันผลเทียบเท่ากับบริษัทอื่น ๆ ที่จดทะเบียน อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สมมุติเปึนสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะทําให้รัฐบาลสามารถที่จะ เพิ่มรายรับส่วนปันผลจาก ปตท. ได้มากถึง ๒ เท่า ซึ่งก็จะเปึนเม็ดเงินที่รัฐบาลน่าจะมา ทําประโยชน์ได้มาก และอาจจะมากกว่าถ้าทิ้งไว้กับ ปตท. เพราะฉะนั้นในเรื่องเหล่านี้ รัฐบาลก็ควรที่จะต้องพิจารณา ต่อคําถามว่ารัฐบาลสามารถที่จะทําอะไรได้อีก กับการปรับปรุงพัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งผมถือว่าเปึนโจทย์ที่มีความสําคัญยิ่งสําหรับรัฐบาล ในการที่จะสร้างฐานรายได้ให้กับตนเองในอนาคต ก็มีความจําเปึนจะต้องแบ่งรัฐวิสาหกิจ เปึน ๔ กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรกอาจจะเปึนเรียกว่ากลุ่มเอ (A) ก็คือกลุ่มที่เปึนรัฐวิสาหกิจจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ปตท. ก็เปึนหนึ่งตัวอย่าง แต่ก็มีธนาคารกรุงไทย มีการบินไทย เปึนต้น ซึ่งโดยรวม ๆ มูลค่าตลาดของรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีเม็ดเงินรวมถึง ๖ แสนล้านบาท ซึ่งโจทย์สําคัญของรัฐบาลก็คือทําอย่างไรที่จะ เพิ่มรายได้จากภาษีที่สามารถเก็บได้จากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ทําอย่างไรที่จะเพิ่มรายได้ ที่ได้จากเงินปันผลของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ผมเรียนได้เลยครับว่า ในทุก ๆ กรณีสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานเพื่อเพิ่ม กําไรให้กับทางรัฐบาลได้ เมื่อ ๒ วันก่อนเพื่อนสมาชิกท่านจุติ ไกรฤกษ์ ก็ได้มีการอภิปราย เกี่ยวกับการทํางาน และผลการดําเนินการของทางการบินไทยว่าเปรียบเทียบ กับสายการบินเพื่อนบ้านก็มีผลกําไร ผลตอบแทนในเชิงรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับรัฐบาลในอัตราที่ต่ํามาก ที่ปรากฏเปึนข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการจัดในส่วนเรื่องของ การบริหารภายในของการบินไทยเมื่อเช้าวันนี้ ก็เปึนตัวชี้ให้เห็นในแง่ของประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการ และในเรื่องของธรรมาภิบาลการทํางานภายในบริษัทด้วย เพราะฉะนั้นแม้แต่ในกลุ่มที่เราอาจจะเรียกว่า กลุ่มเอก็ยังมีหลายเรื่องที่รัฐบาลสามารถ ที่จะเข้าไปปรับปรุงพัฒนาได้

กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่พอมีศักยภาพ พอดูแลตัวเองได้ยังไม่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ อย่างเช่น ทศท. กสท. เหล่านี้ก็มีคําถามมากมายว่าในอนาคต จะอยู่อย่างไรเมื่อมีการแข่งขันเพิ่มเติม เมื่อรายได้จากสัมปทานหายไปจากการเป่ดเสรี อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ก็มีโจทย์หลายข้อสําหรับรัฐวิสาหกิจในกลุ่มนี้ที่รัฐบาลจะต้อง รีบเร่งเข้าไปดูแลด้วย

กลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มที่อนาคตอาจจะไม่ค่อยชัดเจนนัก ก็ได้มีการอภิปราย กันไปเกี่ยวกับ ขสมก. จะมีรถไฟ มีท่าเรือ หลาย ๆ องค์กรก็มีหนี้สะสม แล้วก็มีขาดทุน สะสมในปริมาณรวมกันก็นับ ๑ แสนล้านบาท ซึ่งก็มีความจําเปึนที่รัฐบาลจะต้อง เข้าไปดูแล เพราะว่าเปึนภาระต่องบประมาณของรัฐบาล แล้วก็ทําให้ไม่สามารถ ที่จะอุดหนุนหรือสนับสนุนรัฐบาลในแง่ของเงินปันผล หรือรายได้ภาษีได้

กลุ่มสุดท้าย เปึนกลุ่มที่น่าสนใจครับ ก็คือกลุ่มที่รัฐบาลถือในฐานะเปึน ผมขออนุญาตเรียกว่าเปึน นักลงทุน หรือที่เขาอาจจะเรียกว่ากลุ่มนี้ คือกลุ่มพอร์ทโฟลิโอ (Portfolio) ก็คือหุ้นที่ถือโดยที่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีส่วนร่วมในแง่ของการบริหารจัดการ ตัวกิจการ อย่างเช่น รัฐบาลกระทรวงการคลังยังถือหุ้นอยู่ในแบงก์กรุงเทพ ในธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่มีเหตุผลหรือความจําเปึนใด ๆ ในเชิงของรัฐ หรือในเชิงของธุรกิจว่าทําไมรัฐบาล ยังมีความจําเปึนจะต้องถือหุ้นเหล่านี้อยู่ ก็คงจะต้องพิจารณาว่าในราคาไหน ในจังหวะไหนเหมาะสมที่รัฐบาลควรที่จะขายหุ้นเหล่านั้นเพื่อนําเงินที่ได้รับ หรือรายได้ที่ได้รับจากการขายมาพัฒนา มาลงทุนในส่วนที่เอกชนไม่พร้อมที่จะลงทุน ก็จะมีตัวอย่างที่สําคัญ ก็คือธนาคารที่ทางกองทุนฟุ๋นฟูถืออยู่ ซึ่งก็ถือว่าเปึนพอร์ทโฟลิโอ ของรัฐบาลโดยรวมนะครับ ไม่ว่าจะเปึนแบงก์ไทย ซึ่งก็มีการอภิปรายกันไปเมื่อ ๒ วันก่อน ในกรณีที่ทางพวกกระผมก็อยากที่จะให้รัฐบาลเร่งที่จะพิจารณาคําขออนุญาต ในส่วนของ ทางกองทุนฟุ๋นฟูที่จะพิจารณาขายแบงก์ไทยให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศที่สนใจเสนอ ราคาที่ทําให้กองทุนฟุ๋นฟูหรือรัฐบาลมีกําไร เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ กลุ่มนี้ก็เปึนกลุ่มของ รัฐวิสาหกิจทั้ง ๖๐ กว่ารัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีทรัพย์สินมูลค่าตามที่เรียน ๖ ล้านล้านบาท และมีความสามารถในการที่จะสร้างรายได้มาสมทบเงินภาษีที่รัฐบาลจะเก็บจากพี่น้อง ประชาชนในอนาคต เพราะฉะนั้นเมื่อปัญหาในส่วนของรายได้ที่ไม่พอ แล้วก็จะนําไปสู่ ปัญหาในส่วนของเงินที่จะต้องมาลงทุน เพราะฉะนั้นในส่วนของประเทศไทยนั้นคงปฏิเสธ ไม่ได้ว่าเราจะต้องทําทุกวิถีทางเพื่อจะแก้ปัญหารายรับของรัฐบาล เพื่อนํามาซึ่งการลงทุน ที่เพิ่มขึ้น

ผมจะขอเรียนท่านประธานว่า ถ้านับตั้งแต่ป้ ค.ศ. ๑๙๕๐ มาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศไทยติดอันดับ ๑ ใน ๑๓ ประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ มีอยู่เพียงแค่ ๑๓ ประเทศ และ ๑ ใน ๑๓ ประเทศ ก็คือประเทศไทย แต่ในช่วง ๑๐ ป้ที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยนั้นต่ํากว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งก็เปึนเพราะวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ ๑๑ ป้ที่แล้ว ซึ่งนํามาทําให้บรรยากาศการลงทุน แล้วก็ความพร้อมในการลงทุนน้อยลง เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนปัญหาที่เราจะต้องแก้ แล้วก็ ในการพิจารณางบประมาณของทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ เราคงจะต้องเร่งรัด ในส่วนของการพิจารณาหาวิธีที่จะเพิ่มรายรับให้กับรัฐบาลด้วย ไม่ใช่เพียงแค่มาถกกัน ในส่วนของการจัดสรรการแบ่งใช้งบประมาณเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ