สรรเสริญ สมะลาภา ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เนื่องจากไม่มีความรู้และความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจไทย และไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องการปรับเงินได้สุทธิและมาตรการภาษีที่ไม่ช่วยเหลือคนจน และวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจและไม่จัดลำดับความสำคัญของมาตรการให้ถูกต้อง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ พวกกระผมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเรื่องของ ความบกพร่องผิดพลาด แล้วก็ไม่เหมาะสมในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องของเศรษฐกิจได้รุมเร้ามา แล้วหลายฝ์ายก็ได้มี ความเห็นที่ตรงกันว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปึนจุดเปลี่ยนอันสําคัญของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ที่ผมต้องยื่นญัตติไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็เปึนเพราะว่า พวกเราทุกคนไม่มั่นใจว่าท่านจะรับมือและจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ให้เกิดขึ้นได้ตามสมประสงค์หรือไม่ ผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความจริงใจครับว่า ที่จริงแล้วผมสังหรณ์ใจตั้งแต่แรกตั้งแต่ท่านมารับตําแหน่งใหม่ ๆ ท่านก็ให้สัมภาษณ์ ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แล้วผมก็เฝัาติดตามคําสัมภาษณ์และการทํางาน หรือแม้กระทั่ง การปาฐกถาของท่านมาโดยตลอด สิ่งที่ผมพบว่าท่านไม่ได้มีความรู้และความเข้าใจ ในสิ่งที่สําคัญที่สุดในเรื่องของเศรษฐกิจ นั่นก็คือโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทันทีที่ท่านรับตําแหน่งท่านให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ผมต้องขออนุญาต อ่านครับ ทางเดียวที่จะทําให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ก็คือส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ เพราะการส่งออกเริ่มมีปัญหา ซึ่งการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศทําได้โดยการส่งเสริม ให้มีการใช้เงินและส่งเสริมให้มีความเชื่อมั่นของการลงทุน ท่านยังพูดต่อครับ ปัญหา เศรษฐกิจไทยวันนี้เพราะว่าเราพึ่งพาการส่งออกสูงถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หรือถ้าแปลเปึนไทยก็คือรายได้ของคนทั้งประเทศรวมกัน ในประเด็นนี้ที่จริงแล้วผมก็เคย พูดเตือนท่านในการแถลงเรื่องนโยบายของรัฐบาลไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ขอให้ท่านทํา ความเข้าใจในเรื่องนี้เสียใหม่แต่ท่านก็ยังไม่หยุด ท่านพูดทีเดียวไม่เปึนไร ท่านพูดซ้ําแล้ว ซ้ําอีก ท่านไปพูดในงานบางกอก โพสต์ และที่ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยท่านพูดอีกครั้ง เมื่อสักครู่นี้ครับ ท่านพูดว่าส่งออกเปึน ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือรายได้ของคนทั้งประเทศ ที่เหลือก็คือในเรื่องของการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่าย ภาครัฐบาล ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมคิดว่าท่านต้องเปลี่ยนติวเตอร์ (Tutor) ทางด้านเศรษฐกิจใหม่ เพราะว่าท่านรัฐมนตรี ท่านท่องสูตรทางด้านจีดีพีมาสูตรเดียว สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ผมต้องขอวิงวอนท่าน รบกวนท่านด้วยความจริงใจว่า ขอให้จดไว้แล้วก็ขอให้จําให้ขึ้นใจ ต่อไปท่านจะได้ไม่พูด ผิดอีก ทุกคนที่รู้ทางด้านเศรษฐกิจรู้กันเลยว่าองค์ประกอบของเศรษฐกิจไทยนั้น การบริโภคเปึนประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ การลงทุนของภาคเอกชน ๑๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ การใช้จ่ายภาครัฐหรือการใช้จ่าย งบประมาณอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ และที่เหลือครับ อีกประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ คือดุลบัญชีเดินสะพัด ในดุลบัญชีเดินสะพัดเปึนองค์ประกอบรวมกันของการส่งออก การนําเข้าและการโอนรายได้ระหว่างประเทศ ที่ท่านรัฐมนตรีพูดว่าส่งออกเปึน ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้นจริงครับ แต่ถ้าจะคิดมารวมกับจีดีพีเปึนผลรวมแล้ว ท่านจะต้องนํามาหักในเรื่องของการนําเข้าแล้วก็บวกการโอนรายได้เข้า แล้วก็หัก การโอนรายได้ออกอีกครั้งหนึ่ง สรุปออกมาก็ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ของจีดีพี ท่านพูดว่าส่งออกเปึน ๗๓ ของจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้ พูดโดด ๆ อย่างนั้นไม่ได้ครับ ต้องรวมทุกอย่างแล้วเปึนดุลบัญชีเดินสะพัดถึงจะเปึน ๑ ในองค์ประกอบของจีดีพี เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าส่งออกเปึน ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้นที่เหลือเปึนในเรื่องของ การบริโภคการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ นั่นเปึนความเข้าใจที่ผิด แล้วก็เปึน ความเข้าใจที่ผมคิดว่าท่านไม่มีความพร้อมตั้งแต่แรก ปัญหาเศรษฐกิจที่เราเผชิญอยู่ ทุกวันนี้ผมคิดว่ารัฐบาลก็รู้ดีอยู่ เพราะว่าผมก็ได้ไปดูในคําแถลงนโยบายของรัฐบาล เขาเขียนเอาไว้ครับว่าขณะนี้ประเทศไทยของเรากําลังเผชิญปัญหาในเรื่องของสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา แล้วอีกปัญหาหนึ่งที่เปึนปัญหาสําคัญ ก็คือราคาน้ํามัน ที่ผมบอกว่าสําคัญเพราะว่าราคาน้ํามันเปึนต้นเหตุของเงินเฟัอ เกือบทั้งหมด ที่จริงผมได้ไปตรวจสอบในคําแถลงนโยบายของท่าน ในเรื่องนี้ท่านก็ กําหนดไว้เปึนนโยบายเร่งด่วนในข้อ ๑.๔ พูดไว้ดังนี้ครับ ดําเนินมาตรการในการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ระดับราคาสินค้า อุปโภคบริโภค และที่สําคัญคือดูแลเสถียรภาพของราคาน้ํามัน ผมคิดว่าด้วยความที่ ท่านไม่เข้าใจในระบบเศรษฐกิจของเรา ผมไม่แปลกใจครับว่ามาตรการที่ท่านออกมา ต่าง ๆ นั้นสับสนในเรื่องของลําดับความสําคัญ เรื่องแรกในเรื่องของราคาพลังงาน ราคาพลังงานเปึนต้นเหตุของเงินเฟัอทั้งหมดนําไปสู่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างกว้างขวาง ท่านบอกว่าท่านจะดูแลราคาพลังงานในวันแถลงนโยบาย แต่ผมมาดู มาตรการท่านแล้ว ท่านทําอะไรบ้างในฐานะที่ท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เครื่องมือที่สําคัญที่ท่านมีอยู่แน่นอนที่สุดก็คือ ปตท. แต่ท่านไม่ใช้ ปตท. เปึนรัฐวิสาหกิจ เปึนหน่วยงานของรัฐตั้งมาด้วยเงินของภาษีประชาชนกําไรเปึนแสนล้านบาทต่อป้ครับ ท่านสักครู่อาจจะเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นว่าเขามีกําไรมากกว่า เปรียบเสมือนว่าจะให้ พวกเราให้ความเห็นใจต่อ ปตท. แต่ท่านครับ เงินแสนล้านบาทต่อป้สําหรับคนไทย มันเปึนเงินที่สูง เปรียบได้กับ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดสูงมากเลย ทีเดียว พวกเราเสนอครับว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องแปลงกําไรของ ปตท. มาในรูป ของการลดราคาพลังงานให้กับประชาชน ท่านได้พูดครับ เมื่อกี้ผมก็นั่งฟังท่านชี้แจงท่านบอกว่าท่านได้ใช้ ปตท. แทรกแซงราคา พลังงานแล้ว ผมก็ต้องเรียนถามต่อว่าท่านแทรกแซงอย่างไรในเมื่อความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนยังอยู่ และ ปตท. ก็ยังกําไรระดับ ๑ แสนล้านบาทต่อป้ จริง ๆ เรื่องนี้ ท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ท่านกรณ์ก็ได้อภิปรายแล้ว จริง ๆ ผมไม่อยาก พูดซ้ําหรอกครับ แต่ที่ผมต้องพูดอีกครั้งหนึ่งก็เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ชี้แจง เมื่อวานนี้ในลักษณะที่ว่าจะปูัยี่ปูัยํา ปตท. ให้ล้มละลายไปเลยเสียอย่างไร ผมเรียน ตามตรงครับ ผมได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดอย่างนั้นแล้วผมรู้สึกสลดใจ เพราะเรา ไม่คิดครับ เราไม่คิดว่าจะทําให้ ปตท. ล้มละลาย สิ่งที่เราเสนอก็เปึนเพียงแค่ขอให้ ปตท. คืนกําไรให้กับประชาชนบ้างในรูปแบบของการลดราคาพลังงาน และผมคิดว่านี่แหละ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปอย่างนั้นเปึนตัวอย่างของการจัดลําดับความสําคัญของ รัฐบาลชุดนี้ที่ผิดพลาดระหว่างประชาชนทั่วประเทศที่เดือดร้อนในเรื่องของราคาพลังงาน กับ ปตท. ที่กําไรเปึนแสนล้านบาทต่อป้ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านเลือก ปตท. เมื่อวานนี้การจัดลําดับความสําคัญในการแก้ปัญหาต้องจัดให้ดีครับว่าใครเดือดร้อน มากกว่าใคร นอกเหนือจากปัญหาในเรื่องพลังงานแล้วเราลองมาดูกันต่อว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ทําอะไรบ้างใน ๔ เดือนที่ผ่านมา ปัญหาที่ร้ายแรงไม่แพ้กัน แล้วผมคิดว่าทุกท่าน ในที่นี้ก็ต้องยอมรับครับว่าเปึนปัญหาที่หมักหมมมานานก็คือในเรื่องของการกระจาย รายได้ คนจนที่สุดมีจํานวนมากระดับเปึน ๑๐ ล้านคน ถ้าคิดต่ํากว่าเส้นความยากจน ก็ระดับ ๖ ล้านคน คนพวกนี้มีรายได้เพียง ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมของคน ทั้งประเทศ คนรวยที่สุดครับ จํานวนคนน้อยกลับมีรายได้เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของคน ทั้งประเทศ แม้ว่าขณะนี้จะมีราคาสินค้าเกษตรมาช่วยพี่น้องเกษตรกร แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปัญหานี้ยังคงอยู่ ทันทีที่ท่านเข้ามาบริหารงาน งานอย่างแรกและที่สําคัญที่สุด ที่ท่านควรจะทําก็คือท่านจะต้องช่วยคนจนที่จนที่สุดก่อน ผมขอย้ํานะครับ ท่านต้องช่วย คนจนที่จนที่สุดก่อน แล้วยิ่งตอนนี้ปัญหาสําคัญก็ยิ่งถาโถมกันมาก็คือปัญหาในเรื่องของ เงินเฟัอ เปึนที่น่าเสียดายว่าข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องของการจัดงบกลางป้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้จริง ๆ ผมพร้อมท่านกรณ์ ท่านจุติ แล้วก็ ส.ส. อีก ๒ ท่าน คือท่านอรรถวิชช์ แล้วก็ท่านนราพัฒน์ เราไปยื่นข้อเสนอด้วย ตนเองว่าให้ตั้งงบประมาณกลางป้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีหลายโครงการในนั้นด้วยกัน มีทั้งในเรื่องของการเรียนฟรี ในเรื่องของเบี้ยอาสาสมัคร สาธารณสุขได้คนละ ๖๐๐ บาท ต่อเดือน ในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงและในเรื่องของเบี้ยคนชรา ๕๐๐ บาทต่อเดือน ที่เรากล้าเสนอแล้วเราไปถึงทําเนียบรัฐบาลนั้น เพราะเรามั่นใจครับ เรามั่นใจว่าเปึนมาตรการที่ดีมาก เพราะนอกจากจะเปึนการพัฒนาการสาธารณสุข และการศึกษาควบคู่ไปกับการช่วยเหลือคนจนแล้ว ยังเปึนมาตรการที่รั่วไหลน้อยมาก เราลองมาดูกันว่า ๔ เดือนที่ผ่านมารัฐบาลทําอะไรให้คนจนบ้าง ผมก็ได้สดับตรับฟังมา เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งเอ่ยกันว่าจะมีคูปองให้กับคนจน จริง ๆ แล้วท่านก็ได้ชี้แจงไป บ้างแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่าได้ให้สภาพัฒน์ฯ เปึนผู้ดูแลจัดทํากรอบอยู่ว่าให้ใครให้เท่าไร แล้วเอาไว้ใช้ซื้ออะไรบ้าง แต่ผมมีคําถามและเปึนคําถามที่สําคัญมาก ก็คือว่า แล้วงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ท่านจะเอามาจากไหนครับ ผมได้ไปดูในเอกสาร งบประมาณที่คาดว่าเราจะพิจารณากันอีก ๒ วันข้างหน้ายังหาไม่เจอครับว่าท่านตั้งไว้ ในส่วนไหน และที่สําคัญที่สุดงบประมาณนี้ก็จะเปึนตัวบ่งบอกชัดเจนว่าจริง ๆ แล้ว ท่านทําหรือไม่ ถ้าท่านมีงบประมาณตั้งไว้ในส่วนไหน ขอความกรุณาช่วยชี้แจงด้วยว่า ตั้งไว้เท่าไร เราจะได้รู้กันว่าท่านมีความจริงใจช่วยเหลือคนจนมากแค่ไหน เวลา ๔ เดือน ท่านไม่ช่วยคนจนแต่ท่านใช้เวลาไปทําให้ใคร ทันทีที่ท่านแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็มีมาตรการวันที่ ๔ มีนาคมออกมา ก็ดูมาตรการวันที่ ๔ มีนาคมตามแถลงการณ์ ของมติ ครม. แล้ว เปึนมาตรการที่ส่วนมากช่วยคนมีอันจะกินทั้งนั้น ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดี ช่วยคนที่เดือดร้อนดีทั้งนั้น แต่การจัดลําดับความสําคัญควรจะมุ่งไปที่คนจนก่อน มาดูมาตรการวันที่ ๔ มีนาคม มีอะไรบ้าง วัตถุประสงค์เขียนไว้ฟังแล้วก็ดูดี กระตุ้น และฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทางสังคม มีผู้ด้อยโอกาสทางสังคมมาด้วย เราก็ต้องมาดูกันว่าการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ทางสังคมนั้นได้มากน้อยเพียงใด มาตรการที่ท่านเน้นหนักก็คือมาตรการแรก มาตรการ ภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม มีหลายข้อ ด้วยกันทั้งหมด ๕ ข้อครับ
ข้อแรก ปรับเงินได้สุทธิที่ได้รับการยกเว้นทางภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเดิม ๑ แสนบาท มาเปึน ๑๕๐,๐๐๐ บาท สรุปก็คือคนที่ได้ประโยชน์ตามมาตรการนี้ ก็คือคนที่มีเงินทั้งป้ ๑๐๐,๐๐๑–๑๕๐,๐๐๐ บาท ท่านไม่ได้พูดถึงคนจน เพราะคนจน ที่พวกเราพูดถึงกันนี้มีรายได้ไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อป้
ข้อสอง ปรับเพิ่มวงเงินและยกเว้นการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัย สําหรับการประกันชีวิต คนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ก็คนที่มีการประกันชีวิตไม่ใช่คนจน
ข้อสาม ปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายหรือเปึนค่าซื้อ หน่วยลงทุนในกองทุนรวมก็มีหลายกองทุนด้วยกัน แต่คนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนที่ซื้อ หน่วยลงทุน ไม่ใช่คนจนอีก
ข้อสี่ ปรับเพิ่มวงเงินการหักลดค่าลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายเปึนค่าซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว คนได้ประโยชน์เปึนใครครับ ผู้ถือหุ้น คนที่ลงทุนในกองทุนรวม ระยะยาว ไม่ใช่คนจน
๔ ข้อที่ผ่านมานี้ไม่ใช่คนจน ทั้งหมดมี ๕ ข้อ มีข้อสุดท้ายเพียงข้อเดียว ที่เกี่ยวกับผู้ด้อยโอกาส หักการเพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดา มารดา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส ซึ่งเปึน คนพิการ ข้อนี้คนพิการได้ครับ แต่ทั้งหมด ๕ ข้อ มี ๔ ข้อช่วยคนรวย มีข้อเดียวที่ช่วยผู้ด้อยโอกาส และคนที่ได้ก็คือ ผู้พิการเท่านั้น ยังมีหลายมาตรการที่ท่านออกมาในเรื่องของการลดภาษีก็จะเปึน ในเรื่องของมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือเอสเอ็มอีก็ไม่ใช่คนจนอีก ในเรื่องมาตรการภาษีกระตุ้น การลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดูในรายละเอียดแล้วก็เปึน ในเรื่องของช่วยบริษัท ยังไม่พอเท่านี้ครับ หลังจาก ๔ มีนาคม มาตรการที่ออกมา หลังจากนั้นก็คือวันที่ ๒๕ มีนาคม ในเรื่องของโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน แล้วก็ชุมชน หรือที่รัฐบาลชุดนี้เรียกว่า โครงการเอสเอ็มแอล ดูมาตรการแล้วก็ไม่ได้มี อะไรใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของตัวเงินก็ไม่ได้เปึนเงินใหม่อะไรเข้ามา เพราะส่วนใหญ่ ก็เปึนในเรื่องของการโยกงบประมาณจากโครงการอยู่ดีมีสุขจากรัฐบาลชุดที่แล้วมาไว้ ในโครงการนี้ ต่อมาคือวันที่ ๑ เมษายน ก็มีมาตรการในเรื่องของเงินทุนเพื่อประชาชน และเศรษฐกิจฐานรากก็ไม่ได้มีเงินงบประมาณใหม่ครับ เปึนในเรื่องของบูรณาการ มาตรการที่มีอยู่แล้วให้คล้องจองกันไม่ได้มีเงินใหม่อัดฉีดเข้ามา ส่วนมาตรการใน วันที่ ๒๒ เมษายน เรื่องมาตรการค่าลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ คนที่ได้ก็คือคนซื้อแล้วก็คนขายบ้าน ไม่เกี่ยวกับคนจนเลยครับ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม มาอีกครับ มาตรการช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการระดับต้น อันนี้ผมขอเรียนว่า เราเห็นด้วย แต่ว่าช้าเกินไป ก็เหมือนเดิมครับ ราชการระดับต้นก็ยังไม่ได้เข้าข่ายว่า เปึนคนที่จนที่สุดในประเทศ ๖ ล้านคนที่ผมได้พูดกล่าวถึง ส่วนในเรื่องของวันที่ ๓ มิถุนายน ก็เปึนในเรื่องของมาตรการการสนับสนุนการใช้น้ํามันอี ๘๕ ก็เปึนในเรื่องที่ ไม่เกี่ยวกับคนจน แต่เปึนในเรื่องที่จะสนับสนุนในเรื่องของพลังงานแล้วก็ยังมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์จากบริษัทรถยนต์ที่พร้อมที่จะผลิตรถยนต์รุ่นนี้ออกมาว่ามาตรการต่าง ๆ ไม่จูงใจ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมเข้าใจดีว่าเวลาของสภาค่อนข้างจะจํากัด แล้วก็ยังจะต้อง มีทีมของกระทรวงพาณิชย์เข้ามาอภิปราย ก็ขอใช้เวลาไม่นานนัก แต่ด้วยเหตุผลนี้ครับว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านไม่เข้าใจระบบของเศรษฐกิจโดยเฉพาะในเรื่อง ของโครงสร้างเศรษฐกิจ แล้วท่านไม่จัดลําดับความสําคัญของมาตรการให้ถูกต้อง โดยเฉพาะในเรื่องของท่านไม่ช่วยเหลือคนจนตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเปึนปัญหา ที่รุนแรงที่สุด พวกเราจึงไม่สามารถที่จะไว้วางใจท่านได้ ขอบคุณครับ