สมัคร สุนทรเวช หมายถึงการเมืองไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีการใช้เทคนิคการเมืองที่หลากหลายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
เวลาที่คนไม่ค่อยรู้เรื่องรายละเอียดแล้วชอบหยิบเอามาพูด อ้ายบันได ๓ ขั้นเขาตอบ คําถามกันเพราะว่าผู้สื่อข่าวมาถาม มีคนบอกว่าออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์แล้วมันเจ๊งทุกราย บังเอิญผมออกมาแล้ว ผมก็ตั้งพรรคการเมือง พอเลือกตั้งครั้งแรกก็ได้มา ๓๒ คน ส่ง ๓๕ คนทั่วประเทศ ได้ ๓๒ คน กรุงเทพฯ ส่ง ๓๒ คน ได้ ๒๙ คน ขาดไป ๓ ที่นั่ง ผู้คนก็ตื่นเต้นกันทั้งเมือง แล้วเขาก็ถามว่าต่อไปจะเปึนอย่างไร ผมก็บอกว่าต่อไปวันข้างหน้าถ้าหากบันไดขั้นที่ ๒ มีพรรคการเมืองมาร่วมผมก็จะได้เปึนรัฐมนตรี ถ้าพรรคการเมืองใหญ่เขาชวนไปร่วม ผมก็จะเปึนรัฐมนตรี แต่บันไดขั้นที่ ๓ ก็คือว่าถ้าพรรคการเมืองนี้ใหญ่โตขึ้น แล้วผมยังเปึน หัวหน้าพรรคการเมืองอยู่แล้วพรรคการเมืองผมได้รับเสียงข้างมาก ผมก็เปึนนายกรัฐมนตรี ก็คงเปึนบันได ๓ ขั้น นั่นไม่ได้แสดงความอยากครับ นั่นแสดงการบอกอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ทําไมถึงเปึนอย่างนั้น แล้วข้อสําคัญที่สุดก็คือว่าเมื่อเวลาที่ผมออกมาแล้วนั้น ผมก็ไม่เคย ไปรุกล้ําก้ําเกินอะไรพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลาที่ผมชนะในกรุงเทพฯ ๓๒ ที่นั่ง ผมได้ ๒๙ ที่นั่ง ผู้คนตื่นเต้นกันทั้งเมือง ฝรั่งมังค่าก็ตื่นเต้นขนาดมานั่งซักถามใน ๓ คนที่ได้ นั่นละครับ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านได้ ๑ คน อาจารย์เกษมได้อีก ๑ คน ๒ คนติดกัน อีกคนหนึ่งคือ คุณถนัด คอมันตร์ แล้วหนังสือพิมพ์เขาก็บอกว่าคุณถนัด คอมันตร์ ได้ เพราะว่าเปึน ถนัด คอมันตร์ ถ้าไม่ใช่เปึนคุณถนัด คอมันตร์ พรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะ ไม่ได้สักที่นั่งเดียวเลยในกรุงเทพฯ ก็วิพากษ์วิจารณ์เท่านั้นเอง และผมก็ไม่เคย ออกความเห็นเลย ไม่ได้เคยพูดถึง ไม่ได้เคยแสดงอวดศักดา แล้วผมก็เดินหน้าของผมมา การเมืองผมก็เดินหน้ามาอย่างนี้ครับ แต่ความอยากได้ใคร่ดีอะไรต่าง ๆ ผมไม่นั่น ผมพูด กันสนุก ๆ ว่าหมอดูชอบมาเอาดวงไปดู หมอดูชอบเอาดวงคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองดู เขาเอาไปดูแล้วเขาจะคอยดูข้างนอก เขาดูอ้ายนี่มันขึ้นลงอย่างไร อ้ายนี่มันอย่างไรกัน มันขึ้น มันลง มันตกอย่างไร มันได้รับเลือกตั้งหรือไม่ได้รับเลือกตั้ง เขาดูกันอย่างนี้ แล้วหมอดูก็ชอบทํานายบอกว่าดวงนี้จะได้เปึนนายกรัฐมนตรี หมอดูคนนั้นบอกว่าดวงนี้ ต้องเปึนนายกรัฐมนตรี ผมก็หัวเราะแหะ ๆ แล้ววันหนึ่งผมก็ลาออกจากผู้แทนราษฎร ไปสมัครรับเลือกตั้งเปึนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมบอกผมแก้เคล็ดให้หมอดู ผมไปสมัครรับเลือกตั้งถ้าผมได้รับเลือกผมก็เท่ากับเปึนนายกเล็ก กรุงเทพฯ แต่ก่อนก็คือ นายกเทศมนตรี เขาเรียกนายกเล็ก ต่อมาไปเรียกผู้ว่าราชการ ก็แปลว่านายกเล็ก ผมก็แก้เคล็ดแล้ว ผมบอกว่าผมคงไปไม่ถึงตรงนั้นหรอกครับ ไปปาฐกถาที่ไหนผมก็คุยเรื่องนี้ เท่านั้นเอง ผมบอกผมเปึนได้แค่รองนายกรัฐมนตรี ๓ หน ไม่ได้แสดงความทะเยอทะยาน ไม่ได้อะไรอยาก ไม่เลยครับ แล้วผมมาตรงนี้ก็มีคนมาชวนว่าเปึนหัวหน้าพรรคการเมืองนี้ แล้วก็สมัครรับเลือกตั้งผมก็เอา เพราะผมเสียดายคนที่จะถูกสับเปึนท่อน ๆ ถ้ารวมกันอยู่ ผมเปึนหัวหน้าพรรคผมก็ไปเปึนหัวหน้าพรรค แล้วผมก็รณรงค์เลือกตั้ง ต้องเรียกว่า เหนื่อยสายตัวแทบขาดในการรณรงค์ เพราะว่าผมรณรงค์มาด้วยตัวผมเอง ผมออกไป ต่างจังหวัดผมไปปราศรัย ผมดําเนินกิจกรรมทางการเมืองครบถ้วน แล้วผมก็ได้รับเลือกตั้ง ผมก็เปึนหัวหน้าพรรค พอเปึนหัวหน้าพรรคผมก็ดําเนินกิจกรรมทางการเมือง แล้วยัง ดําเนินการอยู่จนทุกวันนี้ แล้วเขาก็ไม่ได้แสดงความอยากได้ใคร่ดี แต่ว่าพรรคการเมือง ที่มันถูกเหยียบย่ําจนจะมิดดินแทบจะเปึนจะตายทุกวิถีทางไม่ให้มันเกิดได้ ผมจะบอก ให้ฟังนะครับ วันข้างหน้าคงจะมีคนได้อ่านหนังสือ ไม่ใช่ผมเขียนก็มีคนอื่นเขียน ความสกปรกที่มันเกิดขึ้นในเรื่องแวดวงทางการเมืองนั้นผมจะไม่ชี้ไปตรงไหนหรอกครับ แต่มันสกปรกจริง ๆ ความสกปรกอย่างยิ่งนี่ละครับที่ทําให้พรรคการเมืองที่ผมอาสา ไปแทนหัวหน้าพรรคเขานั้นได้มาต้องพูดว่าแค่ ๒๓๓ แค่ ๒๓๓ ครับ ปัองกันกันอย่างสุดฤทธิ์ แล้วก็ยังหลุดมาได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้คาดคิดว่าผมจะได้เปึนนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อหลุดมาเท่านี้แล้วพรรคที่มาดไว้ก็ได้เท่านั้นเอง แล้วจะทําอย่างไรละครับ ก็หมากมันออกมาอย่างนี้นี่ครับ ก็มีอยู่ ๕ พรรค สุดท้ายก็ต้องตกลง ๓ ก่อน อีก ๒ เขาก็บอกเอาไปเปึนดีกว่า เขาอ่านไพ่ การเมืองก็อย่างนี้แหละเล่นกันอย่างสุภาพ เรียบร้อย ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่ต้องการไปหาอะไรต่าง ๆ แล้วก็เปึนการเมืองปกติ แล้วก็ ดําเนินการกันอยู่ จะอยู่ได้เท่าไรยังไม่ทราบได้ แต่ว่าอยู่ได้ ๔ เดือนโดนอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ทุกอย่างนี่แหละมันก็เปึนมาเปึนไปอย่างนั้น แต่ว่าการพูดจาอภิปรายกันผมบอกตรง ๆ ว่า สมัยนี้มันรุนแรงครับ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องทนเพราะผมมาเปึนนายกรัฐมนตรี การอภิปราย ไปเที่ยวลากโน่นมาลากนี่มานั้นก็ต้องมาตามแก้ตามชี้ ผมนึกว่าอย่างตอนสรุปท้าย จะได้พูดสักหน ก็ต้องคอยพูดอย่างนี้ก็ลองดูสิครับขึ้นต้นว่าต้นฉบับของการเอาของปลอม มาใส่ อย่างโน้นอย่างนี้ลากกันไปลากกันมา แม้กระทั่งเอาเท้าออกก็อุตส่าห์ไปเก็บ เอามาออกแล้วก็ยังไม่เข้าใจอีกครับ ยังบอกปักษ์ใต้เขาใช้ตักน้ํามาให้คนก้างติดคอ เปึนกรุงเทพฯ เขาก็มีครับ เอาหัวแม่เท้าเขี่ยคอก้างหลุด ถ้ารู้แค่นั้นนึกว่าความสําคัญ ของคนที่เอาเท้าออกเปึนอย่างนั้น ผมถึงบอกไปถามพระ ถ้าไม่รู้ก็รู้เสียว่าคนเอาเท้าออกน่ะใคร เอาล่ะครับ ขอบคุณครับ