สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑

สมัคร สุนทรเวช อภิปรายเรื่องเอกสารเท็จที่แสดงในสภา และอ้างว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารจริง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ท่านประธานที่เคารพ ผม สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ความจริงถ้าอภิปรายปกติธรรมดา ไม่มาพาดพิงกันจนเกินไปผมก็ทนฟังได้ ผมนั่งเซ็นหนังสืออยู่ข้างหลัง แต่การเริ่มต้น ที่พูดว่าผมเปึนต้นตํารับของเรื่องการแสดงเอกสารเท็จในสภา ผมไม่ทราบว่าตอนที่ ผมแสดงนั่นคนที่พูดนั้นเปึนใครอยู่ที่ไหนอย่างไร คือเวลาเขาสู้กันตรงนั้นเขาสู้กัน เรื่องเอกสารเท็จนะครับ เอกสารที่ผมเอามาแสดงให้ดูเปึนเอกสารเท็จครับ เพราะข้อเท็จจริง มันเปึนอย่างนั้น ถ้าไม่รู้ล่ะก็ไปศึกษาเสียก่อนครับ เอกสารนั้นมันเปึนเอกสารเท็จครับ เอามาแสดงให้ดูเพราะคนเขาบอกว่ามีคนเอาเอกสารเท็จนี้ไปแสดงให้ดูเพื่อจะได้รับเงิน ส่วนที่มันเกินกว่าการลงทุน เอกสารที่เอามาให้เปึนเอกสารเท็จครับ แล้วคนก็ด่าว่า นายสมัครเอาเอกสารเท็จอะไรนี่มา ถูกต้องครับ เอกสารที่เอามาแสดงเปึนเอกสารเท็จ แล้วถามสิครับว่าคนเปึนรัฐมนตรีกับคนที่เปึน ส.ส. นั้นมีเส้นทางเดินเปึนอย่างไรล่ะครับ เขาเปึนรัฐมนตรีแล้วเขาก็ต้องถอยไปอยู่ที่อื่น เขาพูดกันเลยในสภานะครับว่าอ้ายคนที่ เปึนไม้สักนี่มันทําพื้นได้ ทําเสาได้ ตากแดดตากฝนได้คือคนอย่างนายสมัคร อ้ายคนที่เปึน ไม้ฉําฉามาปูพื้นมันทนฟัาทนฝนไม่ได้นานหรอกครับ งานการเมืองเขาสู้กันมาอย่างนั้น ไปศึกษาเสียก่อน ก่อนจะเอามาพูดจาว่าผมเปึนต้นฉบับแสดงเอกสารเท็จในสภา ถูกต้องครับ ขอย้ําว่าเอกสารที่แสดงวันนั้นเปึนเอกสารเท็จครับ เพราะคนเอาเอกสารเท็จ ไปแสดงครับ ไปแสดงเอาเงินเขาครับ แหมเรื่องอย่างนี้ผมจะบอกให้ฟังนะครับ ไป ๆ มา ๆ อภิปราย แล้วอภิปรายคุณสมบัติของคนอย่างผม ผมจะบอกให้ฟังนะครับ วิธีการที่ไปเอา เอกสารมาอ่าน หนังสือเล่มนั้นนะครับ ตอนพิมพ์มีคนซื้อไป ๘๔,๐๐๐ เล่ม หนังสือชื่อ การเมืองเรื่องตัณหา แล้วก่อนจะมาอ้าง ทศพิธราชธรรมว่าไม่มีอะไรนั้น ศึกษาพุทธศาสนามาแค่ไหนอย่างไรครับ คือสติปัญญา ของคนเวลาจะแสดงให้คนเขารู้ว่ามันไม่รู้เรื่องอะไรอย่างไร ถามที่สมัยพระพุทธเจ้า มีการเมืองหรือยังครับ ๒,๕๐๐ ป้ก่อนมันมีการเมืองไหมครับ ไม่มีคําว่าการเมืองด้วยซ้ํา ในสมัยนั้น แต่คําว่า ตัณหา นั้น คนเขียนหนังสือสามารถจะเขียนได้ว่าคนที่ไปหลงใหล การเมือง คนที่ยุ่งอยู่ในการเมือง การเมืองนั้นมันเปึนตัณหาชนิดหนึ่ง เปึนความเท็จ ตรงไหนครับ เปึนความผิดตรงไหนที่เขียนหนังสืออย่างนี้ นั่นก็เปึนตัณหา นี่ก็เปึนตัณหา การเมืองก็เปึนตัณหา การเมืองเรื่องตัณหา นั่นเล่ม ๑ ยังมีเล่ม ๒ ไปหาอ่านเสียสิครับ หนังสือเล่มนี้ตอนพิมพ์ ๘๔,๐๐๐ เล่ม ตอนหลังนี้เขามาพิมพ์ใหม่เพราะว่าเกิดมีคนเอาไป ใส่เว็บไซต์ (Web site) มีคนไปอ่านบทที่ ๑ บทที่ ๒ เลยเรียกร้องให้มีการพิมพ์กันใหม่ ไม่มาโฆษณาขายหนังสือหรอกครับ หนังสือเขาขายของเขาไปเรื่อย แต่ข้อสําคัญที่สุด ผมถามหน่อยสิครับว่าที่อ่านมาให้ฟังนั้นมันเสียหายกับคุณสมบัติของคนอย่างผม ตรงไหนครับ รู้ไหมครับว่าคนที่เอาเท้าออกมันมีกี่คนในโลกนี้ รู้ไหมครับว่าคนสําคัญ ในโลกนี้ใครที่เอาเท้าออก หมอที่นั่น ผมออกชื่อท่านก็ได้แม้จะล่วงลับไปแล้ว วงศ์ตระกูล ท่านก็ไม่มีใครมาว่าครับ ชื่อนายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์ ท่านพูดอย่างนั้นเพราะท่านเปึน หมอนักการเมือง ท่านอยู่ในพวกก่อการที่เปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยครับ คุณหมอ ทําคลอดลูกคุณแม่ผมมาทุกคนครับ เปึนหมอทําคลอดมันเปึนอย่างไรครับ มันผิดอะไรกัน ตรงไหนอย่างไรถึงว่าทํานายได้อย่างไร จนป์านนี้ยังมองไม่เห็นหรือครับว่าเขาทํานายว่า จะช่วยครอบครัวได้ ครอบครัวผมก็ช่วยได้ครับ ตั้งแต่ไม่มีบ้านอยู่จนกระทั่งมีบ้านอยู่ เช่าบ้านเขาอยู่ตั้ง ๒๐ แห่ง จนกระทั่งผมสร้างบ้านให้พ่อแม่ผมอยู่เองได้ อ่านสิครับ อ่านให้จบหน่อย อย่าเอาบทนี้มาอ่าน ที่อ่านมันเยาะเย้ยถากถางตรงไหน ข้อที่ ๒ มาช่วย วงศ์ตระกูล แน่นอนครับ ผมเปึนคนมีชื่อเสียงในวงศ์ตระกูลญาติพี่น้องผม คุณตาผมมีลูก ๔ คน ต่อมา ๔ คน ก็แต่งเปึน ๔ ครอบครัว แล้วทั้ง ๔ วงศ์ตระกูลนี่แหละครับ ๔ คน เดี๋ยวนี้มี ๑๐๐ คนเวลาชุมนุมกัน ผมเปึนคนนําชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูลของผม คนในวงศ์ตระกูลผมมีชื่อเสียงหลายคนครับ เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าทําชื่อเสียง การช่วยครอบครัวผมช่วยมาแล้วครับ ผมทํางานช่วยครอบครัวผม แต่ก่อนคุณพ่อคุณแม่ เลี้ยงผม แล้วต่อมาผมก็ทํางานเร็วแล้วผมก็เลี้ยงครอบครัวผมช่วยดูครอบครัวผม แล้วต่อมาผมก็มีชื่อเสียงทําให้วงศ์ตระกูลผมมีชื่อเสียง ใครรู้จักนามสกุลสุนทรเวช เพราะผมด้วยครับ และสุนทรเวชก็คุณพ่อผม คุณลุงผมก็เปึนแพทย์ประจําพระองค์ รัชกาลที่ ๖ คุณตาผมเปึนพระยาจางวางออกแบบเหรียญตรา รับราชการรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ จนรัชกาลที่ ๗ ได้เปึนอภิรัฐมนตรี เขารับราชการรัชกาลกันมา แล้วขอให้รู้ว่าเขาคุยกันเรื่องตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ถ้าไม่รู้ความหมาย พูดแค่นั้น มันมีความหมายครับ ถ้าไม่รู้ความหมายจะแปลให้ฟัง ตรานี่นะครับ ธรรมดาสายสะพาย ที่ได้สี ๆ ต่าง ๆ เครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้นราชการขอให้ แต่สีชมพูนี่ต้องพระราชทาน เปึนสายส่วนพระองค์ มีฝ์ายหน้า มีฝ์ายใน พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนะครับ ถ้าไม่โปรด พระราชทานไม่ได้หรอกครับ ไม่ได้ขอนะครับ ใครขอก็ไม่ได้ด้วย พิจารณาด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้นต้องขอให้รู้นะครับว่าใครเขาได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าละก็ เขารู้กันอยู่ครับ ใครได้เขาต้องนับถือกันอยู่ว่าใครได้อย่างไร ๆ ผมได้ทุติยจุลจอมเกล้า ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม วันที่ผมได้ก็มีคนเปึนพยานดูอยู่ รับสั่ง ก่อนจะได้ด้วยซ้ําไป พระราชทานวันที่ ๕ พฤษภาคม วันที่ ๒๘ ทรงทักทาย วันนี้ ขอความกรุณา ตามธรรมเนียมเขาไม่เอาเรื่องเจ้ามีรับสั่งมาเอ่ยถึง แต่ว่าพอวันที่ ๒๘ วันที่ ๕ ผมก็ได้รับพระราชทาน ไม่ได้รับพระราชทานคนเดียวด้วย ภรรยาก็ได้ด้วยครับ เรียกว่าได้ทั้งผัวทั้งเมียครับ สมัยโบราณผัวเปึนเจ้าคุณ เมียเปึนคุณหญิง คนเขารู้นะครับว่าต้องโปรดถึงจะพระราชทาน แล้วต่อมาอีก ๑๘ ป้ ตอนนั้นรับราชการ กระทรวงคมนาคมได้ชั้น ๒ มาอยู่เปึนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ใครต่อใครด่ากันนักหนา ไม่มีผลงาน ไม่ทําอะไร แต่ว่าโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานตราทุติยจุลจอมเกล้า วิเศษ ขยับมาอีกชั้นหนึ่ง ถ้าสมัยก่อนเปึนพระยาสมัยนี้ก็เปึนเจ้าพระยาครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องขอให้รู้ว่าเรื่องพรรค์อย่างนี้คนต้องรู้ตัวครับ ใครไม่รับพระราชทานก็สุดแท้แต่เขาก็มี ความจงรักภักดี แต่คนที่รับพระราชทานแล้วอย่างผมนี่แหละครับ แล้วจะมาวิพากษ์วิจารณ์ คนอย่างผมเรื่องไม่จงรักภักดีควรจะไปศึกษาให้ดีก่อนครับ ผมน่ะสงสารจริง ๆ บอกตรง ๆ ไปรับอาสาเขามานี่ พูดจาเรื่องพรรค์อย่างนี้ ผมพูดเรื่องจักรภพแล้วเมื่อวานนี้ไม่ได้ฟังหรือ จักรภพ เพ็ญแข จะพูดอะไรที่ไหนอย่างไรเอาเถอะครับ แต่คนที่เปึนนายกรัฐมนตรี ต้องมีเหตุผล เพราะจักรภพพูดวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ได้รู้กันไว้ ได้ถอดเทป (Tape) แล้วเก็บกันไว้ เสร็จแล้วมาเล่นงานจักรภพเดือนเมษายน ๒๕๕๑ นี่กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ๘ เดือนครับ จักรภพ ไปเหยียบหางเข้าหรืออย่างไรถึงได้ให้ตํารวจไปแจ้งความมีหลักฐานพร้อมหมดเลยครับ ทําไมล่ะครับ ๘ เดือนเก็บไว้ทําไม มันเก็บความเลวทรามของจักรภพไว้ ๘ เดือน ถ้าจักรภพไม่เปึนรัฐมนตรีก็ปลอดภัย มาเปึนรัฐมนตรีมาอยู่ตรงนี้ไปเหยียบหางใคร บางคนเข้านะครับ ผัวะเดียวทันทีให้พันตํารวจโทไปยํา เพราะเรื่องอย่างนี้ผมถึงบอก ตํารวจต้องวินิจฉัย ไม่ใช่ผมวินิจฉัย หัวหน้าฝ์ายค้านส่งเอกสารมาให้บอกมีพฤติการณ์ อย่างนั้น ผมบอกให้ตํารวจจัดการ จักรภพออกเพราะตํารวจเขาบอกว่าผิด ไม่ใช่อ้ายที่ไหน มาข่มมากดดันอะไรหรอก จะยกย่องคนที่สะพานมัฆวานรังสรรค์อะไรก็ยกย่องไปเถอะ แต่มาอ้างว่าจักรภพออกเพราะคุณ ไปถามเขาดูก็ได้ครับ เขาออกเพราะตํารวจบอกว่า เขาผิดแล้วเขาอยู่ไม่ได้เขาก็ต้องออก แต่ผมต้องให้ตํารวจจัดการ ทําไมล่ะครับเรื่องพรรค์ อย่างนี้ ผมไม่ใช่ศาลนะครับ แต่ผมต้องให้ตํารวจจัดการเพราะเหตุว่าเก็บเอาไว้ตั้งแต่ เดือนสิงหาคมไม่จัดการ พอถูกเหยียบหางเข้าก็จัดการไปแจ้งดําเนินคดีถึงบอกตํารวจ ช่วยจัดการ ไม่ใช่ความผิดครับ อย่างนี้ไม่ได้แสดงว่าไม่จงรักภักดี ไม่หรอกครับ คนจงรักภักดีไม่ต้องแสดงออกขนาดนั้นหรอก จะดูเก่ง จะเห็นสายตา จะเห็นว่าใคร เขาก็แสดงกันไม่มีใครตําหนิติเตียนนี่ครับ จะแสดงกระโดดโลดเต้นจะอะไรต่าง ๆ ก็เห็นกันอยู่คนไทยแสดงออกครับ ภาพที่ปลาบปลื้มอะไรต่าง ๆ นั่นละคนไทยทั้งประเทศ ไม่มีใครนั่นเลยครับ แต่ผมไม่ต้องไปแสดงอย่างนั้น ผมไม่ต้องแสดงอย่างนั้นผมเปึน สมาชิกของผมนั้นเขาเรียกว่าสมาชิกจุลจอมเกล้า ถึงวันที่ ๕ ไม่เฝัาตอนเย็นก็ต้องไป ตอนเช้า ต้องมีพาน มีดอกไม้ ต้องเข้าไปที่ปราสาทพระเทพบิดร ต้องไปสักการะ ผมได้รับ พระราชทานป้ ๒๕๒๗ ลองนับดูสิครับ ป้ ๒๕๒๗ ๒๔ ป้มาแล้วต้องไปทุกป้ครับ ต้องเข้า ไปถวายทุกป้ ความผูกพันอย่างนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรอื่น แล้วอย่าได้สงสัยครับ แหมอุตส่าห์มาตั้งข้ออภิปรายผมเรื่องความไม่จงรักภักดีของนายสมัคร เรื่องท่าทีปกปัอง ผมต้องมีเหตุผลในการทําเรื่องอย่างนี้ โอ้โฮที่ผมก็เขียนไว้ต่าง ๆ นี้เดี๋ยวจะดูสักนิดหน่อย อย่างกรณีที่บอกว่าผมไปสลายการชุมนุม พูดอะไรครับไปสลายการชุมนุม ผมพูดชัดเจน แต่คนเอาไปแปลความ ผมออกโทรทัศน์เมื่อวันเสาร์ตอน ๙ โมงเช้าเปึนพิเศษไม่รอ วันอาทิตย์ เพราะเขาบอกว่าเขาจะจัดการให้เบ็ดเสร็จกันวันนี้ แปลว่าวันนั้นเขาบอก เขาจะยึดทําเนียบ เมื่อข่าวมาถึงเขาบอกเขาจะจัดการ ผมก็พูดบอกว่าเพราะเขาจะจัดการ ให้เสร็จกันวันนี้ผมจึงต้องออกโทรทัศน์ มีเหตุผลชัดเจน แต่ว่าพอออกมาเปึนข่าว ขนาดออกโทรทัศน์คนฟังทั้งเมือง พออยู่หน้าหนังสือพิมพ์บอกว่านายสมัครจะจัดการ ให้เบ็ดเสร็จ เขาจะจัดการให้เบ็ดเสร็จคือเขาจะยึดทําเนียบกันวันนั้น ผมก็ต้องจัดการ เพราะเขารอวันเสาร์ วันอาทิตย์ ข่าวมาวันศุกร์ วันเสาร์จะยึดทําเนียบผมจึงเก้าโมงเช้า วันเสาร์ออกโทรทัศน์ วันอาทิตย์ก็ออก แล้วมาบอกว่าไปบอกอย่างไร ผมพูดอย่างนั้นเสร็จ กลายเปึนว่าผมจุดชนวน มีคนเจ็บร้อนแทนคนอยู่ที่ตรงนั้น คนขวางถนนอยู่หน้าองค์การ สหประชาชาติรถราติดขัดไม่มีใครตําหนิติเตียนเลย รวมทั้งพรรคการเมืองฝ์ายค้านก็ไม่ตําหนิติเตียนก็ยกย่องสรรเสริญกันอยู่พูดคําก็ยกย่องคํา ก็ทําไปสิครับ แต่ผมเปึนนายกรัฐมนตรีผมต้องดูแลบ้านเมืองนี้ ผมต้องเจอทูตของอึงเซียน ผมต้องเจอพวกสํานักนั้น เขาบอกเขาต้องจอดรถ เขาต้องเดินเข้าไปองค์การสหประชาชาติ แล้วถามสิประเทศนี้มันเปึนอย่างไร ผมถึงต้องออกโทรทัศน์ว่าคุณทําอย่างนี้ไม่ได้ คุณขวางทาง ผมต้องบอกให้ตํารวจเขาดําเนินการ เท่านั้นละครับ ตรวจสอบกันเสร็จ พอรู้แน่ใจว่าไม่มีใครไปอยู่ข้างตัวอย่างไรเข้า ออกข่าวเลยครับ ปลุกระดมทันที ตํารวจ ขีดเส้นตาย ๕ โมงเย็น ผมพูดแล้วก็พูดอีก พูดกันเอง ปลุกระดมกันเอง เรื่องอย่างนี้ แต่ละถ้อยแต่ละคําลองลําดับดูสิครับ เรื่องสเตทเมนท์ (Statement) เอามาพูดจากันต่าง ๆ เพราะไม่รู้ เรื่องที่ผมพูดจาว่าเขาจะเอาให้เบ็ดเสร็จกันเย็นวันนี้ ไม่ใช่ผมครับ แต่ผม ต้องพูดแล้วก็มากล่าวหาผม แล้วเรื่องคุณจักรภพผมก็ให้เห็นชัดเจนว่ามันเปึนอะไร อย่างไร ถ้าเปึนใครก็ต้องทําอย่างนี้ให้ตํารวจจัดการ เพราะเหตุว่าเก็บเอาไว้ ๘ เดือน พอไม่ถูกใจเข้าไปยื่นดําเนินการ ก็ตํารวจดําเนินการก็ยื่นตํารวจ ตํารวจดําเนินการ คนเปึนนายกรัฐมนตรีแสดงความไม่จงรักภักดี เรื่องพรรค์อย่างนี้ไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้อง คุยมากครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจผมก็ยินดีอธิบายให้ฟัง ผมเกรงใจคุณบรรหารท่าน รู้ไหมครับว่าเมื่อผมทําอย่างนั้นแล้ว พูดอย่างนั้นแล้วผมก็ต้องไปขอโทษคุณบรรหาร ท่านที่บ้าน บอกต้องอภัยให้ผมด้วยนะครับ มันจําเปึนจริง ๆ ในทางการเมือง เพราะว่า ผมต้องถูกตีความอย่างนั้นแน่ ผมต้องพูดเพื่อแสดงว่ามิฉะนั้นผมจะเปึนหัวหน้ารัฐบาล ต้องเปึนอย่างนี้ ผมแปลความเลยครับ ถ้าต้องเปึนอย่างนี้ตามข้อ ๑ แปลว่าผมไม่มี ความจงรักภักดีถ้าต้องทําอย่างนั้น ผมต้องใช้ทางการเมือง แน่นอนครับ คุณบรรหาร อาวุโสกว่าผม ไม่มีใครรู้หรอกครับ แต่ว่า ๒-๓วันผมไปขออภัยท่านที่บ้าน บอกคุณบรรหารต้องให้อภัยผมนะครับ เพราะการเมืองต้องรู้พร้อม ท่านยังกอดผม เพราะฉะนั้นการเมืองเขาก็อย่างนี้ครับ แล้วท่านไม่เคยตําหนิติเตียนแล้วท่านก็ร่วมรัฐบาล กับผม ของพรรค์อย่างนี้มันโต ๆ กันแล้ว มันต้องรู้ว่าอะไรเปึนอะไร สักจะว่ามาพูดจา ว่ากล่าวทําให้เสียหาย อภิปรายอย่างนี้ ที่ผมเขียนว่าเขียนไว้ ๙ ข้อ เห็นไหมครับ ๑ ใน ๙ ข้อ ข้อ ๕ เรื่องบอกว่าแสดงท่าทีไม่ปกปัองสถาบันพระมหากษัตริย์ นายสมัคร ไม่ปกปัองสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างนั้นไว้วางใจไม่ได้ แล้วไปหยิบเอาอะไรต่ออะไรมา ข้อสุดท้าย ที่ไปบอกว่าหมอดู เขาไม่ใช่หมอดูครับ เขาเปึนคนทําคลอด เขาเปึนหมอ ไม่ใช่หมอดู เขาไม่ใช่ทํานายนะครับ เขาบอกไว้เลยว่าลูกคุณหญิงออกมาเอาเท้าออก ให้เลี้ยงไว้ให้ดี มีไม่มากคนหรอก ไปนับดูสิครับ ปกติก็เอาหัวออกทั้งนั้นล่ะครับ แล้วถ้า ไม่รู้ก็ไปถามพระสิครับว่าใครเอาเท้าออก ไม่รู้แล้วมาแสดงอย่างนี้อุตส่าห์เอามาอ่าน เอาน่าผมยกให้ว่าโฆษณาหนังสือการเมืองเรื่องตัณหาถ้ามันยังขายไม่หมดคนก็จะได้ ไปซื้อมาอ่าน เรื่องพรรค์นี้ขอบอกให้รู้ว่าอภิปรายกันอย่างไร ๆ ที่ผมพูดคําว่า แค่น ผมหมายความอย่างนั้นจริง ๆ เพราะอย่างข้ออย่างนี้ลองคิดสิครับ ถ้าคนมีสติปัญญา ความคิด มันเขียนว่ากล่าวหัวหน้ารัฐบาลบอกไม่จงรักภักดี ยกย่องคนที่อยู่ริมถนนแล้วมา เหยียบย่ําคนเปึนนายกรัฐมนตรี แสดงประกายตามองเห็น ผมไม่ต้องใช้ประกายตา หรอกครับ แต่พฤติกรรมพฤติการณ์ของผมนี่ผมเปึนอะไรอย่างไร คนที่รู้จักเขาก็รู้ เพราะฉะนั้นต้องขอแสดงความเสียใจจริง ๆ ที่ว่าข้อนี้คงไม่ได้รับผลสําเร็จในการอภิปราย หรอกครับ ต้องขออภัยจริง ๆ แต่ที่ผมต้องตอบโต้นั้นจําเปึนจริง ๆ เพราะพูดจาคาบลูก คาบดอก พูดจาทําให้ผมเสียหายหลายขั้นหลายตอน และข้อสําคัญที่สุดก็คือว่า เรื่องอยากเปึน ไม่อยากเปึน มาอ่านการเมืองเรื่องตัณหาเลยแปลว่าผมอยากเปึน นายกรัฐมนตรี ผมจะบอกให้ฟังนะครับ โลกนี้มันแปลก อะไรที่มันอยากไม่ได้เปึนหรอก คนที่ไม่ได้อยากสิครับที่ต้องมาเปึน แต่ว่าเมื่อมาเปึนแล้วผมเปึนคนที่ทําหน้าที่ได้ครับ เพราะบังเอิญพื้นฐานนั้นมันได้ฝ๊กฝนมา มันเล่นการเมืองท้องถิ่นมาก่อน ผมเปึน ส.ส. ครั้งแรกเท่านั้นล่ะครับได้เปึนรัฐมนตรี แล้วผมเปึนรัฐมนตรีมา ๕ หน เปึนรองนายกรัฐมนตรี ๓ หน เลือกตั้ง กทม. ผมก็ได้รับเลือก ยังไม่มีใครได้รับคะแนนเลือกตั้งมากเท่าผมเลยครับ คะแนน ๑,๐๑๐,๐๐๐ ไม่มีนะครับ นั่นแปลว่าผมก็ได้รับความสําเร็จเลือกเข้ามา ผมบริหารที่โน่นมาทุกวันนี้คนใน กทม. ก็ยังรักผม ผมอยู่ที่ไหน กระทรวงไหนก็มีคนคิดถึงเสมอ เพียงแต่สภานี่นาน ๆ มาอยู่ที เท่านั้น มาเที่ยวนี้ก็เกิดมาเปึนนายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ ต่างคนต่างทํา หน้าที่ แต่อยากจะบอกคนทําหน้าที่ว่าควรจะมีความระมัดระวัง ควรบ้างครับ เขียนญัตติกัน แบบนี้แล้วต้องแค่น แค่นเขียนและต้องแค่นมาอภิปราย ก็ดูสิครับที่อภิปรายมาตรงนี้ มันไหวไหมล่ะครับ ถ้าคนไม่เข้าท่าอะไรมันอาจจะลงตัวได้ ว่ากล่าวกันได้ ชี้หน้ากันได้ แต่มาเจอคนอย่างผมเข้า ผมไม่ต้องอวดหรอกครับ ขอย้ําว่าผมไม่ต้องอวด เพราะฉะนั้น คนที่มาพูดจาอภิปรายทํานองเหยียบย่ําผมนั้นท่านเสียหายเองครับ ไม่ใช่ผม ขอบคุณครับ