ศิริโชค โสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากบริหารราชการไม่ระมัดระวัง ทำให้เกิดความเสียหายต่ออธิปไตยของประเทศไทย ศิริโชค โสภา ยังพูดถึงกรณีปราสาทพระวิหาร และอ้างเหตุการณ์หลายเรื่องเพื่อสนับสนุนความถูกต้องของแผนที่ปักปันของฝรั่งเศส โดยมีคำขอให้ประเทศไทยถอนกำลังออกจากปราสาทและคืนบรรดาวัตถุให้กัมพูชา
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศนพดล ปัทมะ ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านบริหารราชการไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ เล็งแต่ผลประโยชน์ของนายใหญ่ไม่คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศ ทําให้เกิด ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออธิปไตยของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตใช้เวลาของสภาแห่งนี้ได้ลําดับเหตุการณ์ทั้งหมด ที่มาที่ไปว่า ปัญหาของปราสาทพระวิหารมันอยู่ตรงไหน เพราะหลาย ๆ ท่านเกิดไม่ทันครับ ไม่ได้รับทราบความเจ็บปวดของพี่น้องชาวไทยในอดีตที่รู้สึกสะเทือนใจเปึนอย่างมาก เมื่อกรรมสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารตกไปอยู่ในมือของประเทศกัมพูชา ผมเองก็เกิดไม่ทันครับยอมรับจริง ๆ เหมือนกับท่านผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่เกิดไม่ทันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รู้เรื่องครับ ผมก็ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ จากหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับเก่า ๆ สอบถามจากผู้คนในอดีตซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ แล้วต้อง ยอมรับว่ามันเปึนเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจเปึนอย่างยิ่ง คนไทยทั้งประเทศโศกเศร้าครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ต้องถือว่าเปึนวันที่ต้องจารึกไว้ ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จารึกไว้ในความทรงจําของคนไทยทั้งประเทศครับ เปึนวันที่คนไทยทั้งประเทศต้องหลั่งน้ําตาแทบจะท่วมผืนแผ่นดินไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมหวังเปึนอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์นับตั้งแต่ป้ ๒๕๐๕ คงจะไม่เกิดขึ้นอีก คงไม่มีวันที่เราจะ สูญเสียอธิปไตยของเราอีกต่อไป จะไม่มีวันที่คนไทยจะต้องหลั่งน้ําตาอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันเปึนหน้าที่ของพวกเราชาวไทยครับ ต้องปกปัองรักษาดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เหมือนที่บรรพบุรุษของเราได้เคยเสียเลือด เสียเนื้อเพื่อรักษาดินแดนนี้ให้กับลูกหลานเรา ตราบชั่วฟัาดินสลาย ท่านประธานที่เคารพครับ หลาย ๆ ท่านไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยม ที่ปราสาทพระวิหาร ไม่รู้ด้วยซ้ําว่าปราสาทพระวิหารมีความเปึนมาเปึนไปอย่างไร ไม่ทราบด้วยซ้ําว่าหน้าตาและความยาวของปราสาทพระวิหารนั้นเปึนอย่างไร กระผม ขออนุญาตนําเสนอ
ภาพแรกเปึนภาพปราสาทพระวิหาร เปึนศิลปะขอมแบบบาปวนครับ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๔๓๖ เปึนลักษณะของเทวาลัยถวายพระอิศวร
รูปต่อไป อันนี้คือองค์ประกอบหลักของปราสาทพระวิหาร จะมีทั้งหมด ๕ โกปุระ นะครับ ต้องขออนุญาตใช้คําว่า โกปุระ โกปุระก็แปลว่าซุ้มประตู ท่านประธาน คงทราบดีเปึนภาษาเขมร โกปุระ ๑ ถึงโกปุระ ๕ มีความยาว ๘๙๕.๕ เมตร เกือบ ๑ กิโลเมตร ยาวมากครับ ความกว้างยาวสุด ๑๕๐ เมตร ก็คือตรงโกปุระที่ ๓ ท่านประธานครับ นี่คือองค์ประกอบหลักของปราสาทพระวิหาร
รูปต่อไปครับ ส่วนองค์ประกอบรองของปราสาทพระวิหารก็จะประกอบไปด้วย บรรดาที่เราเรียกว่า บาราย หรือว่าบ่อน้ําศักดิ์สิทธิ์ นี่เฉพาะแผ่นที่ ๓ จะเห็นว่าบ่อน้ํา ก็ล้ําเข้าไปประเทศไทยแล้วนะครับ อันนี้ผมยังไม่อภิปรายถึง นี่คือองค์ประกอบรองของ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะประกอบไปด้วยโครงสร้างต่าง ๆ อย่างนี้นะครับ
ปราสาทพระวิหารนี้อยู่ที่อําเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็ได้ จดทะเบียนเปึนโบราณสถานเมื่อป้ ๒๔๖๘ ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อมาประเทศไทย ก็ได้ไปลงนามในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส เมื่อป้ ๒๔๔๗ สาระหลักของสนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศสก็คือ ไทยต้องร่นแนวเขตไปทิศเหนือจนถึงแนวตะวันออกของเทือกเขาพนมดงรัก และพนมผาด่าน พูดง่าย ๆ ครับ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสกําหนดให้เขตสันปันน้ําเปึนจุด เขตแดน ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตอธิบายคําว่า สันปันน้ํา เพื่อให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านได้เข้าใจ สันปันน้ําในที่นี้ก็คือจุดสูงสุดของเทือกเขา ซึ่งเวลาฝนตกลงมา จะทําให้น้ําฝนไหลไป ๒ ทิศทางครับ ทิศทางที่ไหลไปทางใต้จะไหลไปทางผืนแผ่นดินของกัมพูชา ส่วนทิศเหนือคือประเทศไทย ท่านประธานสังเกตในรูปภาพนี้ครับ เขตสีแดง ๆ นี่คือสันปันน้ํา ต่อมาครับ ประเทศไทย ยังไม่มีบุคลากร ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการทําแผนที่ก็เลยได้ไปขอร้องประเทศฝรั่งเศส ให้ช่วยทําแผนที่ให้กับประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการปักปันเขตแดนของฝรั่งเศสก็ได้จัดทํา แผนที่ที่เราเรียกว่า แผนที่เบอร์นาร์ด ออกมา ๑๑ ระวาง และระวางที่เปึนปัญหาก็คือ ระวางดงรัก ระวางดงรักเปึนปัญหาก็เพราะว่ามันกําหนดให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขต กัมพูชา ท่านประธานดูรูปนี้สิครับ นี้คือระวางดงรักซึ่งเปึนแผนที่ที่แนบในคําฟัองของกัมพูชา ต่อศาลโลก ท่านประธานจะเห็นว่าเดิมเราใช้แนวเขตตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสก็คือ เปึนลูกศรสีแดงเปึนแนวเขตเดิมที่ใช้สันปันน้ํา แต่พอคณะกรรมการปักปันเขตแดน ของฝรั่งเศสไปปักปันเขตแดนก็ไปปักปันเขตแดนที่มันร่นลงไปทางทิศเหนือตามลูกศรสีเหลือง ไม่ได้ตรงกับสันปันน้ํา และที่แย่ไปกว่านั้นครับสัญลักษณ์ของปราสาทพระวิหารถูกกําหนด อยู่ในเขตแดนกัมพูชา เขียนเปึนภาษาอังกฤษว่า เปรี๊ยะฮ์วิเฮียร์ (Preah Vihear) แปลว่า ปราสาทพระวิหาร ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อมาก็มีสนธิสัญญาโตเกียวซึ่งลงนาม ในป้ ๒๔๘๔ สนธิสัญญาโตเกียวเปึนสนธิสัญญาที่ดีครับ เพราะคืนบรรดาเมืองต่าง ๆ ให้กับประเทศไทยรวมไปถึงปราสาทพระวิหาร แต่อย่างไรก็ตามสนธิสัญญาโตเกียวถูกยกเลิก ไปโดยความตกลงระงับกรณีระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ฉบับที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ แต่ถึงกระนั้นก็ตามครับ แม้ว่าความตกลงระงับกรณีระหว่างไทย-ฝรั่งเศสจะคืนปราสาทพระวิหาร ให้ตกไปอยู่ในอาณัติของกัมพูชา แต่ประเทศไทยก็มิได้ถอนกําลังออกจากการดูแล ปราสาทพระวิหาร แม้ว่าประเทศฝรั่งเศสจะประท้วงหลายหนครับ แต่ประเทศไทยก็ไม่มี คําตอบกลับนิ่งเฉย ท่านประธานที่เคารพครับ กัมพูชาประกาศเอกราชเมื่อป้ ๒๔๙๖ และ เมื่อกัมพูชาประกาศเอกราชเสร็จก็ได้ส่งกองกําลังมาตรวจบริเวณปราสาทพระวิหาร แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับกองทัพไทย แต่เหตุการณ์ที่ถือว่าเปึนโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ เปึนเหตุการณ์ที่สะเทือนใจพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เมื่อกษัตริย์สีหนุได้นําเรื่องนี้ฟัองร้องต่อศาลโลก โดยกัมพูชาฟัองต่อศาลโลกดังนี้ครับ บอกว่าปราสาทพระวิหารและบริเวณต้องอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ในขณะที่ประเทศไทย ก็โต้แย้งว่าในขณะนั้นศาลโลกเก่าถูกยุบไปและถ่ายโอนอํานาจมาสู่ศาลใหม่ ศาลใหม่ ไม่น่าจะมีอํานาจในการพิจารณาคดีนี้ แต่เปึนเรื่องที่น่าเสียดายครับ ศาลใหม่ยืนยันว่า มีอํานาจในการพิจารณาคดีนี้ครับ เมื่อมีอํานาจในการพิจารณากัมพูชาก็ได้งัดเอา หลักฐานเหตุที่ปราสาทพระวิหารต้องอยู่ในเขตกัมพูชา เพราะแผนที่ปักปันของฝรั่งเศส กําหนดว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชา แต่อย่างไรก็ดีประเทศไทยกได้โต้แย้งบอกว่าจริง ๆ แล้วต้องยึดตามสนธิสัญญา สยาม-ฝรั่งเศส นั่นก็คือว่ายึดตามสันปันน้ํา ถ้ายึดตามสันปันน้ําก็หมายความว่า ปราสาทพระวิหารต้องอยู่ในประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลโลกได้พิจารณา หลักฐานทั้ง ๒ ฝ์าย สุดท้ายก็พิพากษาให้ไทยแพ้คดี โดยศาลอ้างเหตุผล ๓ ประการครับ
ประการที่ ๑ ไทยเปึนคนร้องให้ทางฝรั่งเศสจัดทําแผนที่ และเมื่อจัดทํา แผนที่มาแล้วไทยก็ต้องยอมรับในแผนที่นั้น แถมก็ยังขอแผนที่นั้นเพิ่มเติมเพื่อเอาไปใช้ ในงานราชการของประเทศไทย
ประการที่ ๒ ศาลโลกอ้างกฎหมายป่ดปากหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เอสทอพเพลครับ โดยศาลโลกอ้างเหตุการณ์ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ก็คือมีข้าราชการระดับสูง ของประเทศไทยได้ไปเยี่ยมปราสาทพระวิหาร ได้เห็นธงชาติฝรั่งเศสปักเหนือปราสาท พระวิหาร มีข้าหลวงของฝรั่งเศสมาต้อนรับ แต่ข้าราชการไทยผู้นั้นไม่ได้ทักท้วง ไม่ได้คัดค้าน เท่ากับเปึนการยอมรับอํานาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารของประเทศ กัมพูชา ประการที่ ๒ ครับ นอกจากไทยจะไม่คัดค้านในการทําแผนที่ของประเทศฝรั่งเศส แล้วทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิด ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๘ ประเทศไทยยังได้มีการสํารวจแผนที่ ใหม่ครับ และได้จัดพิมพ์แผนที่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ที่น่าเสียใจคือในแผนที่ที่ไทยทําเองนั้น ปรากฏว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชา เพราะฉะนั้นศาลก็เลยยึดหลักว่าในเมื่อ ประเทศไทยนิ่งเฉยไม่คัดค้านเท่ากับเปึนการยอมรับว่าแผนที่ปักปันของฝรั่งเศสนั้นถูกต้อง
ท่านประธานที่เคารพครับ ประการที่ ๓ ที่ศาลโลกตัดสินให้ประเทศไทยแพ้ ก็คือว่า ศาลยึดหลักการตีความสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งศาล ได้หยิบยกเรื่องวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายขึ้นมาช่วยในการตีความ โดยวัตถุประสงค์ และความมุ่งหมายของสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสคือ เพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่นคงแน่นอน และเปึนที่ยุติของเขตแดนระหว่างกัน
ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลโลกพิพากษาไทยว่าแพ้คดี โดยศาลโลกนั้น เห็นว่าเส้นเขตแดนบนแผนที่ฝรั่งเศสมีความสําคัญ มีคุณค่าทางกฎหมายเหนือถ้อยคําใน สนธิสัญญา และเส้นเขตแดนในแผนที่ฝรั่งเศสก็ระบุว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขต กัมพูชา ศาลมีคําพิพากษาออกมา ๓ ข้อครับ
ข้อที่ ๑ โดยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ ว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ใน อาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
ข้อที่ ๒ โดยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ ว่าประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้อง ถอนกําลังทหารหรือตํารวจผู้เฝัารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจําอยู่ที่ ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา
และข้อสุดท้าย โดยคะแนน ๗ ต่อ ๕ ว่าประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องคืน ให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิด