สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2550 และขอสมาชิกสภาถอยกันคนละ 1 ก้าว เพื่อให้ประเทศชาติไปในทางที่ดีขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคชาติไทย ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับที่ได้ให้โอกาสผมซึ่งเปึน สมาชิกพรรคชาติไทยได้อภิปรายเปึนคนสุดท้ายของพรรคชาติไทยในค่ําคืนนี้ ท่านประธานครับ ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านครับว่า ผมในฐานะที่เปึนสมาชิกใหม่ของสภาแห่งนี้ ต้องกราบเรียนครับว่าครั้งแรกที่เข้ามาสู่ ถนนการเมืองนั้นก็รู้สึกหดหู่ใจ เนื่องจากตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาก็ถูกคนอยู่หลายกลุ่ม ตราหน้าว่านักการเมืองนั้นเข้ามาเพื่อจะหวังเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง แต่ผม ก็ยืนยันครับว่าสมาชิกจํานวนไม่น้อยในสภาแห่งนี้นั้นไม่ได้มีความตั้งใจและเจตนาเช่นนั้น หากแต่ต้องการที่จะเข้ามาสู่สภาแห่งนี้เพื่อที่จะพัฒนาบ้าน เพื่อที่จะพัฒนาถิ่นเกิด เพื่อที่จะพัฒนาประเทศให้ไปในทางที่ดีขึ้น ต่อมาครับท่านประธาน ความหดหู่ประการ ต่อมาก็เนื่องจากโดนพิษของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ ที่บอกว่าจะยุบพรรคการเมือง ซึ่งผมเปึนหนึ่งในกรรมการบริหารพรรค และอาจจะเปึนกรรมการบริหารพรรคคนแรก ที่เปึน ส.ส. เพียง ๔ เดือน หรือ ๕ เดือน หรือเพียงสมัยแรก ถ้าถูกตัดสินยุบพรรคก็จะถูก ตัดสิทธิทางการเมืองไปด้วย ๕ ป้ แต่ถ้าท่านประธานสังเกต และถ้าท่านสมาชิกทุกท่าน สังเกต พรรคชาติไทยของเรานั้นไม่เคยมีครั้งใดเลยที่จะมาเรียกร้องให้แก้มาตรานี้ เพื่อที่จะให้พรรคชาติไทยพ้นจากความผิดนั้น หากแต่พรรคชาติไทยยืนหยัดตลอดว่า ก็จะขอต่อสู้ไปตามครรลองและไปตามวิถีแห่งประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมได้มีโอกาสรับฟังพี่ ๆ สมาชิกหลายท่านอภิปรายมาตลอด มีความเห็นแตกต่างกัน แต่ผมต้องกราบเรียนครับว่า ถึงเวลานี้แล้วในความคิดเห็นส่วนตัวของผมนั้นผมไม่คิดเลยว่า การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมาด้วยระบอบเผด็จการหรือระบอบประชาธิปไตย อันไหนจะดีหรือไม่ดีกว่ากัน เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่ดีหรือไม่ดีนั้นอยู่ที่การที่คนเรานํามาใช้ อยู่ที่การบังคับใช้ และผมก็เชื่อครับว่าการต่อสู้กันทางความคิดนั้นก็ถือว่าเปึน ความเบ่งบานและความงดงามของประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ขอเพียงแต่ว่าการต่อสู้นั้น ไม่มีเจตนาอื่นที่จะนําไปสู่ความรุนแรงแอบแฝงอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ณ เวลานี้ มันต้องยอมรับครับ เราต้องยอมรับครับว่าการต่อสู้รุนแรงมากขึ้น สถานการณ์งวดเข้ามา ทุกขณะ ในขณะที่สภามี ส.ส. บางกลุ่มมีความต้องการที่จะยื่นญัตติเพื่อขอแก้รัฐธรรมนูญ ก็มีคนบางกลุ่มออกมาต่อต้านบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้นะเพิ่งบังคับใช้มาได้เพียง ๙ เดือน ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะแก้ไขในเวลานี้ ซึ่งในความเปึนจริงแล้วในการจะขอแก้ หรือไม่ขอแก้นั้น ผมเชื่อครับว่าเปึนเอกสิทธิ์ของสมาชิกทุกท่านในสภาแห่งนี้ แต่สภา หรือสมาชิกกลุ่มนั้นก็เลือกที่จะถอยให้ ผมเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวที่อยากจะเห็น บ้านเมืองไปในทางที่ดี แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวที่มีการขยายผลที่อาจจะ นําไปสู่ความไม่สงบสุขในประเทศชาติ เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เมื่อท่านบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้เพิ่งบังคับใช้มาเพียง ๙ เดือน การที่จะปรับเปลี่ยนนั้นยังเร็วเกินไป เช่นเดียวกันกับการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งผมเชื่อครับว่าบริหารงานมาเพียง ๔ เดือน และบริหารงานมาในภาวะเศรษฐกิจที่เรารู้กันดีว่าประสบภัยพิบัติด้านเศรษฐกิจ กันทั่วโลก มันไม่ใช่ภาวะธรรมดา ดังนั้นผมจึงขอใช้สภาแห่งนี้วิงวอนให้ทุกฝ์ายถอยกันเสียคนละ ๑ ก้าว เพื่อที่ประเทศชาติ ของเราจะได้ไปในทางที่ดีขึ้น และผมมีความยินดีที่วันนี้ญัตติเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ ศึกษาข้อดีและข้อเสียของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นได้นําสู่สภา ผมต้องกราบเรียนครับว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นมีเรื่องที่ดีอยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการเพิ่มอํานาจ ให้กับภาคประชาชน การเพิ่มอํานาจให้กับองค์กรอิสระ การเพิ่มอํานาจให้กับสภาแห่งนี้ ในการตรวจสอบฝ์ายบริหาร แต่ต้องยอมรับครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นั้นยังมี ข้อด้อยอยู่หลายประการ ผมขอยกตัวอย่าง มาตรา ๑๙๐ ที่กล่าวถึงการลงนามในสนธิสัญญา ต่าง ๆ ระหว่างไทยกับต่างประเทศว่าสัญญาเหล่านั้นก่อนที่จะลงสนธิสัญญาหรือจะทํา ข้อตกลงใดจะต้องนํากลับเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาก่อน แต่ปรึกษาหารือ ท่านประธานครับว่า กรณีที่มีการไปเซ็นรับรองแนวเขตแดนในแผนที่ตัวนี้ถือว่าเข้าข่าย มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้เพราะไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมจึงเห็นว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมาตรานี้และมาตราอื่น ๆ อีกหลายมาตราสมควรเปึนอย่างยิ่ง ที่จะหยิบยกขึ้นมาแล้วก็เขียนคําจํากัดความอธิบายให้ชัดเจน มาตราต่อไป ท่านประธานครับ คือมาตรา ๒๖๖ ผมอาจจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากท่านสมาชิกคนก่อน ๆ หน้านี้ที่ได้ มีโอกาสอภิปรายแล้วท่านบอกว่าท่านยินดีที่จะพิสูจน์ว่ามาตรา ๒๖๖ นั้นไม่สามารถ บังคับใช้กับการทํางานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่บังเอิญครับท่านประธาน บังเอิญว่าผมไม่โชคดีอย่างนั้น เพราะมาตรา ๒๖๖ นั้นผมโดนมากับตัวเองครับ เมื่อสัปดาห์ ที่แล้วผมได้มีโอกาสโทรศัพท์ไปปรึกษาหารือแขวงการทางจังหวัดศรีสะเกษถามว่าถนน ที่มันเปึน ๒ เลนอยู่นั้นถ้าอยากจะให้มี ๔ เลน ไม่ทราบว่ามันมีอยู่ในแผนไหม แต่กลับ ได้รับคําตอบกลับมาว่าท่าน ส.ส. รัฐธรรมนูญใหม่กําหนดว่าท่านไม่มีสิทธิมาแทรกแซง การทํางาน เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ นั้นบัญญัติเอาไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่นหรือของ พรรคการเมืองไม่ได้ แล้วก็ต้องถามต่อครับว่าผู้อื่นนั้นหมายถึงใคร ผมได้รับการร้องเรียน มาจากชาวบ้าน ผมไปถามไถ่แต่ปรากฏได้รับคําตอบกลับมาว่าท่านแทรกแซงไม่ได้ แล้วผมก็ถามต่อไปครับว่า สมมุติว่าข้าราชการคนนี้มีการไปกระทําความผิดซึ่งต้องถูกสอบ วินัยร้ายแรงและประชาชนมาร้องเรียนกับผมนํามาซึ่งผมต้องไปร้องเรียนกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทําให้เขาต้องถูกตรวจสอบและถูกถอดถอนจากตําแหน่งที่เขาดํารงอยู่ ผมจะผิดมาตรา ๒๖๖ (๓) หรือไม่ครับ อันนี้เปึนปัญหา ท่านประธานครับ มาถึงวันนี้แล้ว พวกเราทุกคนทราบดีครับว่าข้อดีและข้อเสียในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๕๐ นั้นมีดีและไม่ดีต่างกัน ทางพรรคชาติไทยมีแนวทางชัดเจนว่าเราไม่เห็นด้วยกับ การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่เราเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายมาตรา เปึนปัญหาอยู่ แล้ววันนี้การมีคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อจะมาพิจารณาการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญนี้น่าจะเปึนทางออกที่ดีสําหรับพวกเราชาวไทยทุกคน และผมก็ตั้งความหวัง เอาไว้กับคณะกรรมาธิการคณะนี้เปึนอย่างมากครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ