สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๑

สาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเน้นย้ำถึงจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตยที่ขาดหายไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และอ้างถึงกรณีของประเทศอินเดียที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและจิตวิญญาณของประชาธิปไตย

นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชนจากจังหวัดสุรินทร์ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการพูดและเสนอข้อคิดเห็นในเรื่องของ การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาการแก้ไขและการใช้รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ ซึ่งในส่วนตัวผมเองผมมีความเห็นที่อยากจะแก้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดจากผลพวงของการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ที่เกิดขึ้น เปึนการปฏิวัติ เปึนการยึดอํานาจเผด็จการทางทหาร โดยยึดอํานาจจากรัฐบาล แล้วก็ สภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นเองรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ สิ่งที่ขาด หายไป และสิ่งที่มันไม่มีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยก็คือจิตวิญญาณแห่งความเปึน ประชาธิปไตย ที่มีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้ง การแต่งตั้งสมาชิก วุฒิสภาโดยในมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๘ ในหมวดของการสรรหาและแต่งตั้งวุฒิสภา ขึ้นมา วุฒิสภาชุดนี้ที่มาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ มีการแต่งตั้งขึ้นมา ๗๔ คน โดยใช้ คนเพียง ๗ คน ในการเลือกคน ๗๔ คนเพื่อเปึนตัวแทนและทําหน้าที่ให้กับประชาชน ทั่วประเทศ และอีก ๗๖ คนที่มาจากการเลือกตั้งที่มาจากทั่วประเทศ โดยประชาชน ผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศกว่า ๒๐-๓๐ ล้านคนมีสิทธิเลือกวุฒิสภาได้เพียง ๗๖ คน แต่ว่าคน ๗ คน สามารถเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ ๗๔ คน แต่ถึงกระนั้นเองผมก็ต้อง ขอขอบพระคุณสําหรับผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ยังเห็นความสําคัญของประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็คือยังให้สมาชิกวุฒิสภาในสัดส่วนของการเลือกตั้ง ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมากกว่าวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งถึง ๒ คน ก็ยังถือว่า ท่านยังให้ความสําคัญถึงจุดนี้อยู่ ท่านประธานครับผมอยากจะกล่าวถึงประวัติความเปึนมา ถึงประวัติศาสตร์ในการมีระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นมาในโลกของเราใบนี้ แล้วมัน ก็ได้สืบทอดกันมาเปึนการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อที่จะทํา ให้ได้เห็นว่า ทําไมการเลือกตั้งจะต้องมาจากประชาชนและให้ประชาชนได้เปึนผู้มีสิทธิออกเสียง เมื่อประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ ป้ก่อนคริสต์ศักราช ในนครเอเธนส์ได้มีการปกครองที่ใช้ปกครอง ในนครเอเธนส์ขึ้นมาก็โดยการที่ให้ประชาชนในนครเอเธนส์ได้มีส่วนร่วมได้มาประชุม แล้วก็ ปรึกษาหารือแสดงความคิดเห็นเพื่อที่จะแก้ปัญหาของประชาชนในนครเอเธนส์ ซึ่งรูปแบบ การปกครองและการแสดงความคิดเห็นตรงนี้ เราได้ถือปฏิบัติต่อมาว่าเปึนการปกครอง โดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในขณะนั้นเปึนการปกครองเราที่เรียกว่า การปกครองแบบ ประชาธิปไตยโดยตรงนะครับ แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นมามีประชากร ประชาชนเพิ่มมากขึ้น เราก็ไม่สามารถที่จะให้ประชาชนทุกคนได้มีสิทธิออกเสียงหรือมาแสดงความคิดเห็นได้ ดังนั้นเองจึงมีการพัฒนามาเปึนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เราเรียกว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตัวแทนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เปึนการเลือกตั้ง เปึนตัวแทนของประชาชนเข้ามาทํางานในสภาแห่งนี้นะครับ ท่านประธานก็เปึนผู้หนึ่ง ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่ผมอยากจะชี้ ให้เห็นถึงความสําคัญและความสวยงามของสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะท่านประธานที่นั่งอยู่ ข้างบนก็จะมองลงมา ณ สภาแห่งนี้ ท่านจะเห็นถึงความแตกต่างและความสวยงามของ สภาแห่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ๔๘๐ คน ณ ที่นี้ทุกคนมาจากพื้นฐานที่ต่างกัน มาจากพื้นที่ที่ต่างกัน มาจากภูมิภาคที่ต่างกัน บางคนมาจากทางเหนือ มาจากทางใต้ มาจากทางภาคอีสาน แม้แต่คําพูด ภาษาที่ใช้ก็มีความแตกต่างกันนะครับ อาชีพก็แตกต่างกัน บางท่านเปึนข้าราชการเกษียณ บางท่านเปึนนักธุรกิจ เปึนพ่อค้า บางท่านเปึนครูประชาบาล แต่ทุกท่านได้ผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชนเข้ามา แต่ถ้าเปึนการแต่งตั้งหรือสรรหาขึ้นมา ท่านจะไม่ได้เห็นถึงความสวยงามตรงนี้ อย่างท่านที่เพิ่งพูดอภิปรายจบไปเมื่อสักพักหนึ่งคือ ท่านสมคิด บาลไธสง ซึ่งผมเห็นถึงความสวยงามตรงนี้ ท่านเปึนผู้แทนราษฎรที่มาจากจังหวัด หนองคาย คําพูดของท่านในการอภิปรายท่านเปึนคนตรง นี่คือพื้นฐานแล้วก็นิสัย ความตรงไปตรงมาของพ่อแม่พี่น้องของประชาชนในภาคอีสานเรามีอะไรเราพูดตรง ๆ ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีลีลา ไม่ใช่ว่าพูดคําแถคํา พูดคํากัดคํา นี่คือลีลาตรง ๆ นี่คือความสวยงาม ถ้าแต่งตั้งขึ้นมาท่านจะไม่ได้ผู้แทนราษฎรที่มีความสวยงามตรงนี้เกิดขึ้นมาครับท่านประธาน

ท่านประธานครับ อีกมาตราหนึ่งที่ผมอยากจะขอกล่าวถึงก็คือมาตรา ๓๐๙ ซึ่งเปรียบเสมือนเปึนมาตราแห่งทายาทอสูร เนื่องจากเปึนมาตราที่รับรองว่าการทํา รัฐประหารเปึนสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าเรายอมรับในสิ่งตรงนี้การรัฐประหารในประเทศไทย ก็จะเกิดขึ้นซ้ําแล้วซ้ําอีก เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกครับท่านประธาน สิ่งที่ผมพยายามอยากจะ กล่าวถึงและยืนหยัดในสิ่งที่เปึนประชาธิปไตยและอยากให้มีในรัฐธรรมนูญที่จะใช้ ในประเทศไทยของเราก็คือจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่มี การเลือกตั้งโดยประชาชน ถ้าสังเกตนะครับท่านประธาน หลังการปฏิวัติที่เกิดขึ้นเรามี รัฐบาลที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะผู้ทําการยึดอํานาจ ก็คือรัฐบาลในสมัยท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในประเทศยุโรปเลยนะครับ ไม่ได้ให้การยอมรับเลย ไม่ใช่เพียงเพราะว่าผู้นําหรือประเทศเหล่านี้ไม่ได้ให้เกียรติประเทศ เรานะครับ แต่สิ่งที่เขาไม่ยอมรับก็คือการทําปฏิวัติยึดอํานาจและโค่นล้มระบอบ ที่มีการเลือกตั้งมาจากประชาชน ซึ่งผู้นําประเทศเหล่านี้ถ้าเกิดเขาให้การยอมรับ และเห็นว่าการทําปฏิวัติรัฐประหารเปึนสิ่งที่ถูกต้อง เขาก็ไม่สามารถตอบประชาชน ที่เลือกเขามาทํางานได้ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือว่าประธานาธิบดีมีอํานาจ ในการบริหารที่ถือว่าสูงสุด ถ้ายอมรับในสิ่งตรงนี้แล้วมันก็จะเกิดข้อกังขาและข้อสงสัย ในประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในประเทศของเขาว่าถ้าผู้นําของเขาต้องการที่จะสืบทอด อํานาจหรืออยากจะเปึนประธานาธิบดีอีก ๑ สมัย ก็จะใช้วิธีในการยึดอํานาจหรือเปล่า และการที่เป่ดช่องแล้วขาดความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยตรงนี้ขึ้นมาก็จะทําให้ผู้ที่กุมอํานาจ ทางด้านทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ถือเปึนโอกาสในการที่จะทําปฏิวัติแล้วก็โค่นล้ม อํานาจตัวแทน ซึ่งเปึนตัวแทนประชาชนของเขาขึ้นมาได้นะครับ ดังนั้นเองเปึนจุดที่ผม อยากจะชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เราต้องยึดมั่นและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย อีกสิ่งหนึ่งครับ ท่านประธานที่ผมอยากจะยกตัวอย่าง สําหรับประเทศอินเดียที่ถือว่าเปึนประเทศที่มี ความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ชนชาติ ศาสนา แล้วเปึนประเทศใหญ่มีประชากรกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคน แต่มีระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ถือว่ายาวนานประเทศหนึ่ง และไม่มีการทําปฏิวัติรัฐประหารตลอดจนหลังจากที่ประเทศอินเดียนี้ได้รับเอกราชจาก ประเทศอังกฤษเมื่อป้ ๒๔๙๐ แล้วมีการสถาปนาเปึนสาธารณรัฐ เมื่อป้ ๒๔๙๓ ขึ้นมานะครับ รัฐบาลอินเดียเองหรือในการเมืองของอินเดียเอง หลาย ๆ ครั้งก็เปึนรัฐบาลที่มาจากรัฐบาลผสม ไม่ค่อยมีเสถียรภาพในการบริหารงานเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังยึดมั่น ประเทศเขา ยังยึดมั่นและเชื่อมั่นก็คือจิตวิญาณความเปึนประชาธิปไตยนะครับ แล้วเขาก็เชื่อว่า การบริหารและการทํางานในระบอบประชาธิปไตยถึงแม้ว่าจะมีปัญหาบ้าง ในหลาย ๆ ครั้ง ที่เจอปัญหาหนักหน่วง แต่ถ้ายึดมั่นเชื่อมั่นในระบบของมันเองมันก็จะสามารถแก้ไขให้ลุล่วง แล้วก็สามารถทํางานต่อไปได้นะครับ ดังนั้นในประวัติศาสตร์ของอินเดียก็ไม่มีการทําปฏิวัติ รัฐประหารเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยแรก ผมจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในครั้งหนึ่งในช่วงที่ผมศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์นี้ก็มีโอกาสได้ศึกษาและเรียนรู้ถึงหน้าประวัติศาสตร์ในเรื่องของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม แล้วก็ ๖ ตุลาคมเอง แต่ต้องยอมรับว่าในสมัยนั้นที่ผมได้ทําการศึกษาอยู่ ผมก็ รับรู้ถึงเรื่องของการสูญเสียและการเรียกร้องซึ่งจะได้มาในระบอบประชาธิปไตยจากอํานาจ ของเผด็จการ แต่ต้องยอมรับว่าในขณะนั้นเอง ผมยังขาดความเข้าใจและยังขาดเรื่องของ จิตวิญญาณและความเปึนประชาธิปไตย แต่เมื่อผมได้มาทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ผมได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากท่านรุ่นพี่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลาย ๆ คนที่มีโอกาสและมีประสบการณ์ผ่านเหตุการณ์ทางด้านการเมืองมาหลาย ๆ ท่าน ท่านหนึ่งที่ผมรู้สึกเชิดชูแล้วก็นิยมชมชอบในตัวท่านก็คือ ท่านสุนัย จุลพงศธร เนื่องจากว่า หลาย ๆ ครั้งที่ผมเห็นท่านลุกขึ้นอภิปราย ท่านได้ใช้ถ้อยคําที่ดูรุนแรงแล้วก็ดูจงเกลียดจงชัง ในระบอบเผด็จการ และการยึดอํานาจรัฐประหารขึ้นมานะครับ แรก ๆ ผมก็รู้สึกแปลกใจ แล้วก็รู้สึกเปึนห่วงแทนท่านว่าทําไมท่านถึงกล้าใช้คําพูดแล้วก็รุนแรงถึงขนาดนั้น แต่สิ่งที่ผม ได้สัมผัสแล้วก็พิสูจน์มาในตัวท่านนะครับ ที่ท่านกล้าพูดและกล้ายืนหยัดและกล้ายืน ในฝัืงที่เปึนฝัืงตรงข้ามของระบอบเผด็จการ ในสิ่งที่ท่านมีจากประสบการณ์ที่ท่านเคยผ่าน ในการเรียกร้องแล้วก็สูญเสียในการเรียกร้องในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม และ ๖ ตุลาคมเอง ท่านได้สัมผัสมา สิ่งที่ท่านมีอยู่และท่านไม่เคยละทิ้งไปแม้แต่เวลามันจะผ่านมาหลายป้แล้ว คือเรื่องของจิตวิญญาณและความเปึนประชาธิปไตย และท่านพยายามที่จะรักษาตรงนี้ แล้วหลาย ๆ ครั้งท่านก็พยายามสื่อสาร แล้วก็พยายามส่งทอดต่อให้กับคนรุ่นหลัง ๆ ของเราเองนะครับ เมื่อสักพักก็มีผู้ที่อภิปรายหลาย ๆ ท่านก็ให้ความเห็นแล้วก็ดูเหมือนจะ ยินดีแล้วก็เชิดชูถึงเหตุการณ์ปฏิวัติที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยา เห็นดีเห็นงามด้วยนะครับ แล้วก็มีบางท่านที่เห็นด้วยแล้วก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เองน่าจะยินยอมแล้วก็ใช้ไปก่อน ยอม ๆ ปรับตัวตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือว่าจากสิ่งตรงนี้ รัฐธรรมนูญที่เราประกาศใช้ในส่วนตัวแล้วกระผมเชื่อว่าในเพื่อน ๆ สมาชิกของผมเอง ก็ยินยอมนะครับ เรายอมปฏิบัติตามในกฎกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกผมไม่สามารถจะเปลี่ยนได้นะครับ ก็คือจิตวิญญาณแห่งความเปึน ประชาธิปไตยนะครับ สิ่งนี้ที่พวกผมไม่สามารถจะยินยอมแล้วก็ปรับเปลี่ยนมันได้นะครับ ดังนั้นสิ่งที่เราพยายามจะทํากันอยู่ตรงนี้ก็คือ เรื่องของการที่เราจะเติมเต็มของความเปึน ประชาธิปไตยและจิตวิญญาณอันนี้ลงในรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้และเชื่อว่าถ้าสิ่งที่เรา ยึดมั่นและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยตรงนี้มีต่อไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่เราจะ ใช้กันต่อไป มันก็จะไม่ทําให้การปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น แล้วเราต้องเห็นว่าการทําปฏิวัติ รัฐประหารเปึนสิ่งไม่ถูกต้องนะครับ อย่าไปยินดีแล้วก็เชิดชูในสิ่งตรงนี้นะครับ เราต้องยึดมั่นและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยครับ ท่านประธานครับ ก็ขอสรุปว่า ในส่วนตัวผมเองแล้วผมก็เชื่อรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นี่ที่มาจากการยึดอํานาจของ ประชาชนไปนะครับ มันจึงขาดจิตวิญญาณแห่งความเปึนประชาธิปไตย ผมจึงเห็นด้วย ที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปที่เราจะใช้ มีจิตวิญญาณแห่งความเปึนประชาธิปไตยและเปึนรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริงครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ