ถวิล ไพรสณฑ์ แถลงว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 มีปัญหาขัดกับหลักการปกครองในระบอบรัฐสภา เช่น การที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ทำให้ความห่างเหินระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมีค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความเป็นกลางทางการเมือง โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการสรรหามีปัญหาทำให้ไม่สามารถเลือกคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นกลางทางการเมืองมาทำหน้าที่ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขจุดอ่อนในรัฐธรรมนูญปี 2540
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากมีการเลือกตั้งผ่านไปแล้วเมื่อปลายป้ที่แล้วก็ได้มีการถกเถียงกันค่อนข้างมากว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นมีปัญหาอย่างไรหรือไม่ อีกประเด็นหนึ่ง ที่มีการถกเถียงกันมากก็คือว่า บางท่านก็บอกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึนรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุด รวมทั้งที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วย ส่วนรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น บางฝ์าย ก็บอกว่าเปึนรัฐธรรมนูญที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ถึงแม้ว่าจะเปึนรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นภายหลังมีการรัฐประหารก็ตาม ผมเองในฐานะที่ได้มีโอกาสอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ทั้งในฐานะสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใดเช่นกัน และได้พยายาม ศึกษาจุดอ่อน จุดแข็งของรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับในระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งก็เปึนประเด็น ที่อาจจะพูดได้ว่ารัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนี้มีส่วนเสียและส่วนที่คิดว่าดีสลับกันไป ประเด็นนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่ามุมมองของแต่ละท่านเปึนอย่างไร ซึ่งในฐานะที่เราเปึนนักการเมืองเราต้อง ให้เกียรติคนที่มองเห็นอะไรก็ตามที่แตกต่างไปจากเรา ผมเองโดยส่วนตัวยึดถืออย่างนี้เสมอ เราอย่าไปว่าใครคนหนึ่งคนใดที่ไม่เห็นด้วยกับเราเปึนอันขาด กระผมเองมองเห็นว่า ช่วงระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้ประกาศใช้ได้มีผลบังคับใช้นั้นรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นก็มีปัญหาขัดกับหลักการอยู่หลายมาตราด้วยกัน ผมคงไม่รบกวนเวลา ท่านประธานมากนะครับ แต่จะยกตัวอย่างบางมาตราที่ผมคิดว่าขัดกับหลักการปกครอง ในระบอบรัฐสภา เช่น ในกรณีที่บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีก็ดี เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันไม่ได้ ซึ่งมีการอ้างกันว่าการที่ต้องทําเช่นนี้ เพื่อให้ฝ์ายบริหารมีความเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันท่านที่คิดอย่างนั้นอาจจะลืมคิด ไปว่าเปึนการทําให้ฝ์ายนิติบัญญัติอ่อนแอเช่นเดียวกันก็คิดได้เหมือนกัน ผมเองผมไม่แน่ใจว่า ประเทศทั้งหลายในโลกนี้ที่มีการปกครองในระบอบรัฐสภานั้นจะห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดํารงตําแหน่งข้าราชการการเมืองหรือตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีในขณะเดียวกัน ไม่ได้ ถ้ามีก็มีประเทศเดียวในยุโรปก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกระผมเองก็เคยไปศึกษา ที่นั่น ส่วนประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศแม่แบบของระบอบรัฐสภาอย่างอังกฤษ คนที่มาเปึนนายกรัฐมนตรี เปึนรัฐมนตรีก็ต้องเปึน ส.ส. ในขณะเดียวกันได้ ประเด็นปัญหา มันอยู่ตรงนี้ครับ การที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้นั้น ทําให้ความห่างเหินระหว่างฝ์ายบริหารกับฝ์ายนิติบัญญัตินั้นมีค่อนข้างมาก สังเกตได้ว่า ในระยะ ๔-๕ ป้ที่ผ่านมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๔ เปึนต้นมานั้น ฝ์ายบริหารมักจะไม่ค่อยมา ร่วมประชุม เพราะถือว่าตัวเองไม่มีสิทธิที่จะลงคะแนนเสียง ซึ่งอันนี้โดยหลักจริง ๆ ผมก็เห็นด้วยว่าในเมื่อตัวเองไม่มีสิทธิที่จะมาใช้สิทธิลงคะแนนในสภาแล้วต้องมาทําไม ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง อันนี้คือเปึนปัญหา เมื่อความห่างเหินระหว่างฝ์ายบริหารกับ ฝ์ายนิติบัญญัติมีมากขึ้นทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างฝ์ายนิติบัญญัติกับฝ์ายบริหารจึงไม่ค่อย ราบรื่น ซึ่งผิดหลักการในการปกครองระบอบรัฐสภา ซึ่งทั้งฝ์ายนิติบัญญัติกับฝ์ายบริหารนั้น จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แล้วสิ่งหนึ่งที่น่าจะมีปัญหามาก ๆ ก็คือว่า สมมุติว่า นายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศชาติอยู่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเกิดกรณีใดก็แล้วแต่ ต้องพ้นจากตําแหน่งไป นั่นก็หมายถึงว่า หัวหน้าพรรคผู้นั้นที่เปึนนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถเข้ามานั่งในสภาได้เลย หัวหน้าพรรคต้องอยู่ห่างไปเลย เปึนฝ์ายบริหารก็ไม่ใช่ แล้วจะมาเปึน ส.ส. ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นในสภาจึงไม่มีหัวหน้าพรรค นี่คือจุดอ่อน แต่ว่ายังไม่เกิดขึ้นเท่านั้นเองครับ ใน ๕-๖ ป้ที่ผ่านมา ซึ่งกระผมถือว่าระบบ รัฐสภานั้น ส.ส. ต้องเปึนฝ์ายบริหารได้ในขณะเดียวกัน อันนี้คือจุดอ่อนในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐
จุดอ่อนอีกประการหนึ่งก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเป่ดโอกาสให้มี การรวมพรรคการเมืองได้ภายหลังการเลือกตั้ง คือรวมพรรคการเมืองเมื่อไรก็ได้ นี่คือ เปึนจุดอ่อนทําให้เกิดปัญหาขึ้นมาว่า ช่วงที่แต่ละพรรคการเมืองไปหาเสียงเลือกตั้งนั้น แต่ละพรรคการเมืองก็มีนโยบายเฉพาะ ซึ่งประชาชนก็เลือกตามนโยบายนั้น ๆ ว่า พรรคการเมืองนี้มีนโยบายอย่างนี้จึงเลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองนี้ แต่เมื่อได้รับ เลือกตั้งเข้ามาแล้วกลายเปึนว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นมารวมกัน ก็ต้องถามกันว่า คุณขัดขืนมติของประชาชนที่เลือกพรรคท่านหรือไม่ เพราะฉะนั้นการที่เป่ดโอกาสให้มี การรวมพรรคภายหลังจากการเลือกตั้งไปแล้วนี่กระผมคิดว่าน่าจะไม่เหมาะสม อันนี้ ก็เปึนประการหนึ่งที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อาจจะเปึนจุดอ่อน
ในประการที่ ๓ ที่ผมคิดว่าเปึนจุดอ่อนก็คือว่า เกี่ยวกับกระบวนการสรรหา องค์กรอิสระ เจตนารมณ์ขององค์กรอิสระนั้นต้องการให้มีความเปึนอิสระจริง ๆ ซึ่งอันนี้ ใคร ๆ ก็ยอมรับ แล้วหลักการของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นมีหลักการสําคัญอยู่ประการหนึ่ง ก็คือว่า ต้องการให้มีองค์กรอิสระมาทําหน้าที่คัดสรรคนเข้ามาอยู่ในเวทีตรงนี้ นั่นก็คือ ให้ กกต. เปึนผู้ทําหน้าที่อันนี้ ซึ่งแต่เดิมทีท่านประธานคงทราบว่ากระทรวงมหาดไทยเปึน ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็อยู่ภายใต้รัฐมนตรี แล้วก็รัฐมนตรีก็สังกัด พรรคการเมือง เพราะฉะนั้นจึงมีองค์กรกลางขึ้นมาซึ่งเราก็พยายามเลียนแบบจากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเปึนอินเดีย เยอรมันีก็แล้วแต่ ให้มี กกต. ขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่สกรีน (Screen) คนเข้ามาสู่เวทีอย่างนี้ว่า คุณต้องเข้ามาสู่เวทีตรงนี้ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมให้ได้คนดี ให้ได้คนที่ประชาชนเขาเห็นว่าเปึนคนดีจริง ๆ เข้ามาอยู่ตรงนี้ พยายามปัองกันกระบวนการ วิธีการต่าง ๆ ที่ไม่ชอบเข้ามาอยู่ตรงนี้ นั่นก็คือการมี กกต. เสร็จแล้วเมื่อเข้ามาอยู่ตรงนี้ แล้วก็มีองค์กรอิสระอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึน ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญอะไรก็แล้วแต่ทําหน้าที่ คอยตรวจสอบควบคุมอีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อว่าคนที่เข้ามาอยู่ตรงนี้แล้วต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เห็นประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเปึนใหญ่ หลักการนี้ถูกต้องครับ แต่ว่ากระบวนการสรรหานั้นที่กําหนดไว้ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีปัญหา ทําให้กรณีเกิดขึ้นหลายต่อหลายอย่างที่ชัดเจน อย่างเช่น กกต. ที่ถูกกรณีจนกระทั่งถูกศาล สั่งลงโทษ ซึ่งเปึนที่ทราบกันดีอยู่แล้วผมไม่อยากจะพูดให้ชัดเจนก็ทราบกันดีอยู่แล้ว นั่นก็คือ กระบวนการสรรหามีปัญหาทําให้ไม่สามารถเลือกคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์ และมีความเปึนกลางทางการเมืองมาทําหน้าที่ กกต. ทําให้เกิดกรณีที่ท่านประธาน คงทราบอยู่แล้วเช่นเดียวกัน แม้แต่องค์กร ป.ป.ช. ก็เช่นเดียวกัน ทําให้ ป.ป.ช. ชุดหนึ่ง จะต้องออกจากตําแหน่งไป สิ่งเหล่านี้เปึนต้น นั่นเปึนเพราะความล้มเหลวของกระบวนการ สรรหาองค์กรอิสระเหล่านั้น เหตุที่ล้มเหลวก็เพราะว่าการสรรหาคนเหล่านั้นที่ผมเรียน ประธานตั้งแต่ต้นแล้วว่า มีองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อให้ทําหน้าที่เปึนกลาง มีความซื่อสัตย์ สุจริตเปึนที่ประจักษ์ ทําหน้าที่สกรีนคนเข้ามาอยู่ในเวทีการเมือง ในขณะเดียวกัน เมื่อเข้ามาอยู่ในเวทีการเมืองแล้วก็มีองค์กรหนึ่งทําหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองเหล่านี้ แต่ก็ปรากฏว่าให้พรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการสรรหา และมิหนําซ้ํา เมื่อมีการแก้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ครั้งหนึ่งให้กลายเปึนว่า การสรรหานั้นก็มีวิธี การเปลี่ยนแปลงไป องค์ประกอบของผู้สรรหาอย่างนี้เปึนต้น ซึ่งการที่เอาคนที่ต้องถูกตรวจสอบเข้ามาเปึนผู้สรรหานั้นทําให้เกิดปัญหาที่ผมเรียนไปแล้วว่า ทั้ง ป.ป.ช. ก็ดี ทั้ง กกต. ก็ดีมีปัญหาต้องถูกลงโทษไป นั่นก็เปึนจุดอ่อนประการสําคัญของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งกระผมถือว่าเปึนจุดอ่อนที่จําเปึนจะต้องมีการแก้ไขเปึนอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วเจตนารมณ์ของการที่ตั้งเปัาหมายหลักเมื่อป้ ๒๕๔๐ ก็ต้องเปลี่ยนไป ผมย้ํา อีกครั้งหนึ่งว่าเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ประการหนึ่งที่สําคัญคือว่าทําอย่างไร คนที่เข้ามาอยู่เวทีตรงนี้เข้ามาด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมในการเลือกตั้งและเมื่อมา อยู่แล้วก็ทํางานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นี่คือประการสําคัญ
อีกอันหนึ่งที่คิดว่าเปึนจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือว่า ไม่ได้ กําหนดเอาไว้ชัดเจนว่าในเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง ว่าเมื่อมาเปึนนักการเมือง มีสภาพเปึนนักการเมืองแล้วนั้นจะต้องวางตัวอย่างไรเพื่อให้มีจริยธรรมของนักการเมือง เหมือนที่พี่น้องประชาชนต้องการ มี ๒-๓ เรื่องซึ่งเปึนเรื่องที่ไม่มีใครพูดกันมากนักก็คือ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ อันหนึ่งที่กระผมคิดว่ายังไม่มีสมาชิกท่านใดได้พูดถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในประเด็นที่เกี่ยวกับสภาเกษตรกร ซึ่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า จะให้มีเมื่อไรอย่างไร แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้นได้บัญญัติอย่างชัดเจนว่าเราจําเปึน จะต้องมีสภาเกษตรกร ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เปึนเพราะว่าประเทศเรานั้น เกษตรกรมีจํานวนเปึน ๑๐ ล้านคนขึ้นไป แต่เราก็ยังไม่มีองค์กรที่เปึนเอกภาพจริง ๆ ของพี่น้องชาวเกษตรกร เพราะฉะนั้นผมพยายามมองรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับแล้วก็มานั่ง พิจารณากันด้วยความเปึนธรรมว่าแต่ละฉบับนั้นมีทั้งจุดอ่อน จุดด้อย และก็จุดเด่น การที่เรา มาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาพิจารณากันนั้น กระผมถือว่าเปึนเรื่อง ที่ถูกต้องแล้ว แต่ในขณะเดียวกันในการพิจารณาเราก็ต้องวางตัวเปึนกลาง รัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีทั้งดีมีทั้งเสีย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีงามที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน อย่างแท้จริงก็คือว่า ส่วนไหนที่เปึนส่วนดีของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับก็นํามาใช้ แต่ในขณะเดียวกัน ส่วนที่ดีส่วนที่เหมาะสมนั้นต้องอย่าเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่าเอาพรรคการเมือง ของตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง จะต้องมองถึงอนาคตของประเทศชาติ มองถึงลูกหลานในอนาคต ข้างหน้าว่าเราจะต้องสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์อนาคตของประเทศชาติ มิฉะนั้นแล้ว คณะกรรมาธิการก็จะมองแต่ว่าอะไรก็ตามที่ตัวเองไม่ชอบแล้ว ในที่สุดเราก็จะไม่ได้ รัฐธรรมนูญที่ดีอีกต่อไป ผมได้ฟังท่านสมาชิกเกือบจะทุกท่านได้พูดเปึนแนวเดียวกันว่า เมืองไทยเรานั้นมีรัฐธรรมนูญหลายฉบับเหลือเกิน รัฐธรรมนูญอยู่ไม่ได้ เพราะว่ามีการฉีก มีการปฏิวัติรัฐประหารเปึนวัฏจักรที่ค่อนข้างจะเลวร้ายมากสําหรับการเมืองของเมืองไทย เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไรก็ตามที่รัฐสภาหรือสภาแห่งนี้ได้มีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญแล้วมองตัวเอง เปึนหลัก มองพรรคการเมืองตัวเองเปึนหลัก มองกลุ่มผลประโยชน์เปึนหลัก แล้วมาแก้ รัฐธรรมนูญผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะต้องถูกฉีกอีกแน่นอน เพราะฉะนั้นผมขอสรุป ตรงนี้ครับท่านประธานว่า การพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเราต้องพิจารณาด้วยใจเปึนธรรมจริง ๆ ด้วยการมองถึง อนาคตของประเทศชาติ อย่ามองผลประโยชน์ของตัวเอง ของพรรคการเมือง ของกลุ่มผลประโยชน์ จะต้องมองว่าเราจะทําอย่างไรให้รัฐธรรมนูญของเรานั้นมีความมั่นคง ยั่งยืน ซึ่งก็แน่นอนละครับ รัฐธรรมนูญนั้นเมื่อโลกาภิวัตน์มันเปลี่ยนไปเรื่อย เราอาจจะ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอนาคตบ้าง แต่ว่าไม่ใช่การฉีกทําลาย เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีส่วนดีก็มาก ป้ ๒๕๕๐ มีส่วนดีก็มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนสามารถฟัองศาลได้เมื่อมี การละเมิดสิทธิ อันนี้ผมคิดว่าเปึนสิ่งที่ดี ประชาชนสามารถตรวจสอบ ควบคุม นักการเมืองได้ก็เปึนสิ่งที่ดี สภานิติบัญญัติแห่งชาติสามารถตรวจสอบฝ์ายบริหารได้ แล้วก็เปึนรัฐธรรมนูญที่มุ่งเน้นถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน กระผมเรียน ท่านประธานว่าการเมืองต่อไปนี้เปึนการเมืองที่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เปึน การเมืองของนักการเมืองเท่านั้น อันนี้เปึนเรื่องที่ล้าสมัยแล้ว ผมไม่อยากให้นักการเมือง คิดว่าเมื่อเลือกตั้งมาแล้วคนอื่นไม่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ผมอยากให้คิดว่าเมื่อเลือกตั้งมาแล้วนั้น จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรก็ตามที่มีผลกระทบกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนมีโอกาส ตรวจสอบนักการเมืองมากยิ่งขึ้น ง่ายยิ่งขึ้น เปึนสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเปึนประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ