สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑

จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการสร้างจริยธรรมและมาตรฐานการทำงานสำหรับองค์กรอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่ตั้งขึ้นภายใต้ของคณะกรรมการกิจการพลเรือน และเรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบและพิจารณาในหมวด ๔ จริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ..... และขอให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ..... รวมถึงร่าง พ.ร.บ. สํานักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ..... ให้อยู่ด้วยกัน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ เพราะสิ่งที่ ผมกําลังอภิปรายอยู่นั้น เมื่อผมเห็นว่าองค์กรนี้สามารถหาทางออกกับสังคมในบางเรื่องได้ บางเรื่องก็ต้องสร้างความกระจ่างกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ประวัติศาสตร์ เปึนประวัติศาสตร์วันยังค่ํา แต่ผมอธิบายความกับท่านประธานว่าเมื่อประวัติศาสตร์เรา ต้องถือเปึนบทเรียนสําหรับปัจจุบัน และเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตนั้น อย่างน้อยองค์กรนี้ จะมีช่องทางที่จะเยียวยากันอย่างไร เพราะวันนี้กล่าวหากันเหลือเกิน กําลังจะทําเหมือนกับ ประเทศนี้จะต้องไปเสียดินแดนกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ เมื่อองค์กร ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอํานาจหน้าที่ที่จะเปึนตัวกลางสามารถกระทําได้ ถ้าโดยตาม มาตรา ๑๔ ต่อมาตรา ๑๕ นั้นมันก็จะเปึนประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง หลายเรื่อง ในสภาผู้แทนราษฎร เช่น หมวด ๔ จริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมเชื่อว่าทุกวันนี้องค์กรมีหน้าที่จะต้องไปร่างข้อบังคับที่ว่าด้วยจริยธรรม ไม่ว่าจะเปึน หน่วยงานของรัฐ มีทั้งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี มีทั้งกระทรวงต่าง ๆ ก็แยกไป แม้กระทั่งกองทัพผมต้องไปค้นมาว่าแต่ละองค์กรเขาดําเนินการกันอย่างไร แต่ทว่า องค์กรอิสระเองไม่มี คือหมายความว่ามันไม่มีเรื่องนี้ ผมไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงมีหรือไม่ เพราะว่าถ้าไม่มีหรือมี เวลาที่จะมีการพิจารณาตามหมวด ๔ นั้น ทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็สามารถพิจารณา เช่นว่า ข้าราชการสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปคัดก็ได้ รู้ว่ามีจริยธรรมระเบียบปฏิบัติเหมือนระเบียบประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ไปล้อกันมา ก็จะรู้ว่าจะพิจารณาตามระเบียบของอันไหน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าแล้วองค์กรอิสระ องค์กรที่ตั้งขึ้นภายใต้ของ คมช. เองมีเรื่องนี้หรือไม่ เพราะว่าถ้าองค์กรดังกล่าวไม่มี จริยธรรมของตัวเอง ส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่สามารถหยิบยกมาพิจารณากันได้ เพราะในหมวด ๔ ระบุอย่างชัดเจนว่า เพื่อประโยชน์แห่งการดําเนินการตามหมวดนี้ ให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่นส่งประมวล จริยธรรมที่จัดทําขึ้นไปยังสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินภายในหกสิบวันนับแต่ที่จัดทํา ประมวลจริยธรรมดังกล่าวเสร็จ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่า คําว่า จริยธรรม จริง ๆ นั้นมันเปึนอาวุธที่ร้ายกาจ แม้นว่าคําว่า จริยธรรม จะเปึนนามธรรม แต่เมื่อกล่าวหา ใครนั้นมันต้องมีคุณสมบัติ มีเนื้อหา มีมาตรฐานที่จะดําเนินการ ผมจึงเรียนท่านประธาน ไปยังคณะกรรมการว่าทุกกระบวนการ เมื่อองค์กรนี้จัดตั้งขึ้นก็ควรที่จะตรวจด้วย ความเสมอภาคกัน อย่างน้อยที่สุดองค์กรนี้จะมีทางออกหนึ่งของสังคมที่บอกว่า เปึนองค์กรที่มีทางเปึนคุณมากกว่าเปึนโทษ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมจึงเห็นว่ามีความสําคัญ

ส่วนเรื่องร่างพระราชบัญญัติสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... ผมจึงมี ความเห็นอยู่ข้อเดียวแหละครับว่า คณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นเรามีบทเรียน ของสภาในการเลือกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปร่าง ระเบียบปฏิบัติวิธีการสรรหา วิธีการคัดเลือก แล้ววันดีคืนดีก็คือว่าเมื่อร่างระเบียบกําหนด คุณสมบัติของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คนที่เปึนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ไป ร่างระเบียบอยู่ด้วยนั้นดันลาออกมาสมัครเปึนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จนกระทั่ง เกิดปัญหาเสนอ ๓ คนให้ ส.ว. ความจริงให้เสนอคนเดียว กลายเปึนปัญหาไม่จบสิ้น เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งให้ อํานาจคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินเปึนผู้เลือกนั้น จะร่างระเบียบอย่างไรก็ตาม อย่าให้เกิดปัญหาเหมือนกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ระเบียบปฏิบัติ เพราะเรา เคยมีปัญหา ปัญหาเวลาจะเอามาตรฐานทางกฎหมายมันก็ไปแก้ไขกับทุกคนไม่ได้ บางคนใช้มาตรฐานทางกฎหมายไปแก้ได้ บางคนมีมาตรฐานเหนือกว่ากฎหมายก็ไป แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่านี่จะเปึนบทเรียนที่สําคัญ

ประเด็นที่ผมฝากเปึนประเด็นสุดท้ายก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... รวมกระทั่งร่าง พ.ร.บ. สํานักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. .... นั้น ความจริงน่าจะอยู่ด้วยกัน แต่ว่าทั้ง ๒ ส่วนนี้จะเปึน ประโยชน์ และขณะเดียวกันอย่างที่ผมบอกว่าโดยเนื้อหาสาระมีประโยชน์มากกว่า ที่จะเปึนโทษกับใคร เพราะองค์กรนี้มันเปึนเรื่องของคนที่จะเกิดขึ้นกับประโยชน์ แต่หลาย ๆ บางมาตรานั้นก็คงจะต้องไปแปรญัตติกันในขั้นของกรรมาธิการ โดยเฉพาะ อย่างที่ผมบอกว่าในมาตรา ๑๗ ผมไม่อยากให้มี จะเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับใดที่จะไปละเว้นให้กับผู้ปฏิบัติ เพราะผมเชื่อว่าถ้าผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ปฏิบัติ และปฏิบัติชอบ ไม่จําเปึนจะต้องมีมาตรานี้เลย ขอขอบพระคุณมากครับท่านประธาน