ธนา ชีรวินิจ โต้แย้งว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรให้อำนาจและหน้าที่ของผู้ไต่สวนอิสระเทียบเท่ากับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และควรปรับปรุงกระบวนการพิจารณาเพื่อให้เร็วขึ้น โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินการของศาลฎีกา
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองได้ฟังคําอภิปรายของท่านผู้มีเกียรติตั้งแต่เช้า ซึ่งในประเด็น ที่ได้พูดจากันทั้งหมดนั้นก็ด้วยความเปึนห่วงเปึนใย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานในเบื้องต้นก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นผมอยากที่จะดูถึงเจตนารมณ์ ในการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีการออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่ามีเจตนาที่ค่อนข้างที่จะ พิเศษในเรื่องของการตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ถ้าท่านประธานได้อ่านรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๗๕ ซึ่งได้ระบุอยู่แล้วครับว่า ในกรณีผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเปึนท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นถูกกล่าวหาว่า ร่ํารวยผิดปกติหรือกระทําความผิดต่อหน้าที่ แต่ทําไมครับท่านประธานในมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ ถึงต้องระบุแยกออกมาว่า บุคคลอีก ๔ กลุ่ม คือ ๓๘ ท่านอย่างที่คุณหมอวรงค์ ได้เอ่ยถึงถึงจะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นมาใช้บังคับโดยเฉพาะ ก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ในความคิดเห็นของผม และผมเชื่อว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสําคัญว่าบุคคลที่ดํารงตําแหน่งทั้ง ๔ กลุ่ม เปึนบุคคลที่มีอํานาจ มีบริวาร และมีเครื่องไม้เครื่องมือ ในกรณีที่กระทําให้เกิดความเสียหายนั้น จะกระทบต่อผลรวมของคนในชาติหรือประเทศได้ ซึ่งต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เพราะฉะนั้น จึงให้มีช่องทางในการที่จะดําเนินการเพื่อสอบสวนหรือลงโทษผู้กระทําความผิดเพิ่มเติม อีกทางหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติบุคคลที่มีความสําคัญ เปึนอย่างมากขึ้นตามมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ ผมก็พยายามดูในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งถ้าท่านประธานได้ดูจนกระทั่งจบ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นท้ายที่สุดจะไม่สร้างผล ที่ก่อให้เกิดความแตกต่างหรือความเห็นที่จะให้ประชาชนได้มีความรู้สึกว่ากฎหมาย ที่ออกไปนั้นแม้จะเปึนกฎหมายที่ดีแต่อาจจะมีผลหรืออุปสรรคในการบังคับใช้ที่ผมจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่า เมื่อได้มีการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาซึ่งมีกระบวนการ ยื่นอยู่ ๒ ทางคือ ผู้เสียหายยื่นโดยตรงต่อศาลหรือในกรณียื่นต่อ ป.ป.ช. ในการบัญญัติ ของกฎหมายนั้นท่านประธานจะได้ดูในมาตราต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ให้อํานาจและหน้าที่ผู้ไต่สวนอิสระค่อนข้างที่จะมีความสําคัญเทียบเท่ากับ ป.ป.ช. มีอยู่ตอนหนึ่งครับท่านประธาน ในกรณีที่ผู้เสียหายไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ไว้ และมีเหตุที่ ดําเนินการโดย ป.ป.ช. ไม่รับการไต่สวน ดําเนินการล่าช้าเกินสมควร หรือดําเนินการไต่สวนแล้ว เห็นว่าไม่มีมูลผู้เสียหายสามารถไปยื่นร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีการจัดตั้งผู้ไต่สวนอิสระได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๔๔/๗ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกว่าให้ความสําคัญ กับผู้ไต่สวนอิสระเทียบเท่ากับ ป.ป.ช. ก็คือ เมื่อไรก็ตามที่ผู้เสียหายยื่นคําร้องต่อศาล โดยอ้างเหตุ ๓ ประการที่ผมกราบเรียนแล้ว ป.ป.ช. จะไม่มีสิทธิดําเนินคดีในเรื่องนั้นทันทีครับ ต้องส่งเรื่องทั้งหมดให้กับศาลฎีกาเพื่อให้คณะผู้ไต่สวนอิสระดําเนินการต่อไป นั่นแสดง ให้เห็นว่าคณะผู้ไต่สวนอิสระนั้นมีความสําคัญเปึนอย่างยิ่งเทียบเท่ากับ ป.ป.ช. แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือ เมื่อคณะผู้ไต่สวนอิสระได้ดําเนินการไต่สวนแล้วพบว่ามีมูล ตรงนี้ละครับท่านประธานที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประชาชนจะไม่เห็นผลของ การออกกฎหมายฉบับนี้เลย สิ่งที่ผมกราบเรียนก็คือผู้มีอํานาจสูงสุดของประเทศที่ได้ กราบเรียนใน ๔ กลุ่มดังกล่าวแล้วนั้นเปึนคนมีความสําคัญครับ เพราะมีหน้าที่ ในการบริหารประเทศต้องได้รับความเชื่อมั่นและศรัทธาไม่อย่างนั้นไม่สามารถนําพา ประเทศหรือองค์กรที่บริหารอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการพิจารณาตัดสินนั้นกระผมกราบเรียนว่า ถึงต้องแยกมาเปึนมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ แล้วผมยังมองว่าการที่แยกออกมานั้น เพื่อให้กระบวนการพิจารณานั้นรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะถ้าให้คนเปึนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรมีข้อครหาในเรื่องทุจริต ประเทศชาติ ไปไม่ได้หรอกครับ แล้วถ้าให้กระบวนการไต่สวนใช้เวลาเนิ่นนาน ซึ่งร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไม่ได้กําหนดระยะเวลาไว้เลย และโดยปกติของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็มีช่วงเวลาที่จํากัด เพราะฉะนั้นเมื่อกฎหมายออกมาแล้วไม่สามารถมีผลบังคับที่จะ ปกปัองความเสียหายในการทําหน้าที่ของผู้ดํารงตําแหน่งนั้น ๆ ผมเชื่อว่าท้ายที่สุด การบังคับของกฎหมายก็จะไม่เปึนที่พึงพอใจ แล้วประชาชนก็จะไม่มีความรู้สึกว่า ได้ผลประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ในมาตรา ๔๔/๑๐ ในกรณีที่ผู้ไต่สวนอิสระซึ่งแต่งตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกล่าวหามีมูล ท่านประธานที่เคารพครับ ๑. ส่งรายการและเอกสารทั้งหลาย พร้อมความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดําเนินการถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าส่งไปวุฒิสภาแล้วเขาไม่ถอดถอนละครับ ก็จะเกิดความเห็น ที่แตกต่างทันทีของ ๒ องค์กร และคนที่กระทบมากที่สุดก็คือผู้ดํารงตําแหน่งทั้ง ๔ กลุ่ม ที่ผมได้กราบเรียน ส่วนที่ ๒ ก็คือส่งสํานวนและความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นฟัองคดี ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ระบุความเห็นของการทําสํานวนของผู้ไต่สวนอิสระและ ป.ป.ช. ไว้ชัดเจนครับว่า ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญารับฟังสํานวนของผู้ไต่สวนอิสระและ ป.ป.ช. เปึนหลัก ถ้าระบุไว้อย่างนั้นแล้วทําไมถึงจะต้องผ่านไปยังกระบวนการของอัยการ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่ออยากจะให้ตัวแทนของศาลฎีกาได้รับทราบครับว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเปึนกฎหมายที่ประชาชนหวังพึ่งและใช้เปึนหลักในการดูแล คุ้มครองสิทธิของประชาชน กฎหมายอย่างอื่นที่จะออกมาเพื่อใช้บังคับตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ถ้าออกมาแล้วประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้ประโยชน์สูงสุดมันก็จะเกิดความเสียหาย ในการที่เห็นว่าไม่สามารถใช้กฎหมายในการที่จะบังคับเพื่อปกปัองสิทธิหรือความเสียหาย ของประชาชนได้ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือศาลฎีกามีความสําคัญครับวันนี้ ความเห็น ของท่านในทางวิชาการและโดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบันที่มีความเห็นเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งเปึนเรื่องสําคัญ แน่นอนครับศาลฎีกาปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องเปึนหนึ่งในองค์กร ที่จะต้องแสดงความเห็นในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญต่อหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่อไป สิ่งที่ผมกราบเรียนผมเข้าใจครับว่ารัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติไว้แล้ว จํากัดกรอบของท่านในการที่จะต้องเดิน ในการที่ท่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ผมต้อง กราบเรียนท่านในฐานะตัวแทนของประชาชนเพื่อให้ท่านได้แสดงความคิดเห็นต่อองค์กร ที่เกี่ยวข้องต่อไปครับว่า ในลักษณะอย่างนี้เมื่อพิจารณาแล้วมีมูล ผู้ไต่สวนอิสระในกรณี อย่างนี้แล้วเมื่อยื่นคําร้องต่อศาล ถ้าศาลรับคําร้องผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตาม มาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ น่าจะต้องยุติบทบาทเหมือนกรณีเดียวกับที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่เกิดประโยชน์เลยครับ จะไม่สามารถปกปัองความเสียหาย อันจะเกิดจากการบริหารราชการซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าทุจริตลงได้ เพราะไม่อย่างนั้นผมเชื่อว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงไม่บัญญัติ มาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ เพิ่มเติมจากที่บัญญัติในวรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าช่วยกันดูเถิดครับ สิ่งไหนที่จะเกิดการแก้ไขแล้ว ให้เปึนประโยชน์กับประชาชน สิ่งหนึ่งที่ผมเปึนห่วงมากที่สุดก็คือ กระบวนการตาม รัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านกําลังทําให้สํานวนและเอกสารของผู้ไต่สวนอิสระ และ ป.ป.ช. ตกไปอยู่ในมือของบุคคลและองค์กรมากเกินไปครับ ซึ่งนั่นไม่เกิดผลดีกับประเทศ และไม่เกิดผลดีกับการดําเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่ง ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายซึ่งผมเองจะต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือ ผู้เสียหายครับ ท่านประธาน กฎหมายฉบับนี้ได้เน้นคําว่า ผู้เสียหายที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เมื่อเช้านี้มีผู้ทรงเกียรติหลายท่านอภิปรายถึงผู้เสียหาย ผมอยากให้ คณะกรรมการแล้วก็ทางตัวแทนของศาลนี่ได้ระบุคําว่า ผู้เสียหาย ให้ชัดเจนว่าหมายถึงใคร วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่าประชาชนมีสิทธิและมีหน้าที่มากมาย การเขียนกฎหมาย บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจกฎหมายเขาไม่ทราบหรอกครับว่าเขาจะมีสิทธิหน้าที่อย่างไร เพราะภาษากฎหมายเปึนภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจยาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมาย และคําว่า ผู้เสียหาย ตามกฎหมายนั้นมันตีความได้กว้างขวางมากมาย ถึงแม้จะมีการพูดกันแล้ว ว่าในคดีอาญานั้นชัดเจนว่าผู้เสียหายคือใคร ในคดีแพ่งคือใคร แต่ในความผิดหนึ่ง ที่ท่าน ส.ส. พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้พูดไว้ซึ่งน่าสนใจก็คือในเรื่องของการร่ํารวยผิดปกตินั้น มันเปึนเรื่องที่ไกลมากในการที่จะพิสูจน์ว่าใครคือผู้เสียหายตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าเปึนไปได้ท่านระบุได้ไหมว่าผู้เสียหายตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้หมายถึงใคร ในขณะที่ผู้เสียหายยื่นคําร้องต่อศาลตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะได้ไม่ต้องตีความกันอีก ว่าใครคือผู้เสียหาย เปึนผู้เสียหายหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่อยากจะ ฝากเปึนข้อสังเกตด้วยความเปึนห่วงครับ เพราะการดําเนินการตามร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นั้นดําเนินการกับผู้มีอํานาจสูงสุดของประเทศ ในส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ผมเข้าใจว่าในการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มุ่งเน้นให้การดําเนินการนั้นเปึนไปด้วย ความเร่งด่วนเพื่อให้เกิด การดําเนินการไม่ให้ประเทศเสียหาย เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ให้อํานาจผู้เสียหายในกรณี ที่ไปร้องกับ ป.ป.ช. ไว้แล้ว และ ป.ป.ช. ไม่รับดําเนินการไต่สวน หรือดําเนินการไต่สวนแล้ว เห็นว่าไม่มีมูล ผมไม่ติดใจตรงนี้ครับท่านประธาน แต่ผมติดใจตรงที่ว่าถ้าในกรณี ที่ ป.ป.ช. ดําเนินการล่าช้าเกินสมควร ผู้เสียหายสามารถยื่นคําร้องต่อศาลเพื่อขอให้ตั้ง ผู้ไต่สวนอิสระได้ ผมเปึนห่วงตรงนี้ครับท่านประธาน เปึนห่วงว่าในกรณีของผู้เสียหาย ซึ่งแน่นอนก็เปึนประชาชนหรือคนธรรมดาที่ใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญร้องต่อ ผู้มีอํานาจสูงสุดของรัฐ วันนี้ต้องยอมรับครับว่าอํานาจต่าง ๆ นั้นมันมีมากมาย ถ้ายื่น ไปแล้ว แล้วกระบวนการเข้าสู่ ป.ป.ช. ไปในระดับหนึ่งแล้วเกิดมีความพยายามที่จะให้ กระบวนการล่าช้าออกไปอีกโดยผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ดีหรือบุคคลใดก็ดีไปดําเนินการ เพื่อที่จะให้ผู้เสียหายไปยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมา สิ่งที่ผมเกรง ก็คือว่าเมื่อมีการร้องแล้วกฎหมายไม่ได้เขียนให้ชัดครับว่าเมื่อมีการร้องแล้วจะต้องมี การไต่สวนอย่างไร ท่านเขียนไว้ว่าเมื่อมีการร้องแล้วให้มีการดําเนินการ เมื่อที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาได้พิจารณาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระแล้วให้แจ้งการแต่งตั้งดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ให้ส่งสํานวนและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปยังศาลฎีกา ในการนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดําเนินการกับเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมกลัวว่าการที่เราอยากจะให้มันรวดเร็วยิ่งขึ้น กลับกลายเปึนทําให้เวลาเนิ่นช้าไปอีกหรือไม่ อันนี้ต้องฝากเปึนข้อสังเกตครับท่านประธาน เพราะว่าในกระบวนการที่ผ่านมากฎหมายมักจะมีช่องโหว่ แล้วถ้าเกิดกฎหมายมีช่องโหว่ การดําเนินการต่าง ๆ ก็ไม่สามารถดําเนินการให้เปึนไปตามวัตถุประสงค์ของเจตนารมณ์ ของกฎหมายได้
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือท่านกําหนดเวลาได้ไหม ในกรณีเรื่องนี้ว่าเมื่อคดีเข้าสู่ศาลฎีกาแล้ว ผู้ไต่สวนอิสระจะต้องดําเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จ ภายในกี่วัน เพราะการไต่สวนเรื่องนี้เปึนการไต่สวนผู้มีอํานาจสูงสุดของประเทศ ซึ่งจําเปึนจะต้องได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ จากนักลงทุน จากประชาชนในการที่จะ แก้ไขปัญหาของประเทศ ถ้าผู้นํายังอยู่ในคดีถูกกล่าวหา ผมเชื่อว่าไม่มีใคร แล้วก็ประเทศชาติ ก็จะเกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อผู้มีอํานาจทางการเมืองไม่ผิด ก็ต้องรีบดําเนินการประกาศเพื่อที่จะให้เขาได้ดําเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ต่อไป แต่ถ้าปรากฏว่ามีความผิดจะต้องมีมาตรการเพื่อระงับความเสียหายที่จะเกิดกับ ประเทศชาติ เพราะผู้นั้นยังมีอํานาจ นั่นก็คือกระบวนการที่จะต้องให้ยุติการทําหน้าที่ทันที เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือ สิ่งที่ได้กราบเรียนไปว่า เมื่อวันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ทุกคนก็จําเปึนจะต้องเดินไปข้างหน้า วันนี้สภานิติบัญญัติแห่งนี้ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงครับ กระบวนการเปลี่ยนแปลง ในการตรวจสอบฝ์ายการเมืองนั้นมันมาแล้วมีประวัติศาสตร์ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ กันมามากมาย เพราะฉะนั้นเราแม้จะเปึนฝ์ายถูกตรวจสอบก็ต้องยอมรับครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมฝากข้อสังเกต ๔-๕ ประการที่ฝากท่านประธานผ่านไปยังตัวแทนของทาง ศาลฎีกาเพื่อรับไว้ และผมเชื่อว่าความเห็นของท่านนั้นจะได้ใช้ในการแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อ ๆ ไปในอนาคตครับ ขอบคุณครับ