อลงกรณ พลบุตร ยื่นญัตติอภิปรายปัญหาความเดือดร้อนจากสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตการณ์นี้ ผู้พูดเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแข่งขันทางการค้าที่เสรีและเป็นธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาการผูกขาดตัดตอนและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมทั้งเสนอให้บูรณาการการทำงานระหว่างหลายกระทรวงเพื่อลดต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ กระผมและคณะได้ยื่นญัตติด่วน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนจากกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะน้ํามันและก๊าซมีราคาแพงนั้น ขอให้ท่านประธานได้ถือว่าการอภิปรายจากนี้ไปเปึนเสียงความทุกข์ของประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐบาลในหลายกระทรวงคงไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน แต่เกี่ยวข้องกับอีก ๕-๖ กระทรวง ปัญหาของแพงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่า เปึนปัญหาความเดือดร้อนที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน สะท้อน ได้จากดัชนีราคาหมวดสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มซึ่งได้เพิ่มสูงขึ้นถึง ๗.๙ เปอร์เซ็นต์ นับว่าสูงที่สุดในรอบ ๕ ป้ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันดัชนีราคาสินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหาร และเครื่องดื่มก็ได้เพิ่มสูงขึ้นในรอบป้กว่าที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟัอในเดือนกุมภาพันธ์ ของป้นี้ที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟัอของป้ที่แล้วได้เพิ่มสูงขึ้นถึง ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ หรือสูงสุดในรอบ ๒๐ เดือน แน่นอนที่สุดว่าปัญหาสินค้ามีราคาแพงนั้นคงไม่ใช่เปึนปัญหาเฉพาะหน้าที่จะมีการแก้ไข ด้วยมาตรการเฉพาะครั้งเฉพาะคราว แต่เปึนปัญหาเชิงโครงสร้าง ผมและเพื่อนสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์จะได้นําเสนออย่างครบถ้วนรอบด้าน วันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเปึนการ ซ้ําเติมรัฐมนตรีหรือรัฐบาลที่รับผิดชอบ เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาเยียวยา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจที่จะนําเสนอ ประเด็นของข้อเท็จจริงที่เปึนความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนเพื่อชาวไร่ ชาวนา ชาวประมง ชาวสวน เกษตรกรผู้ใช้แรงงาน คนยากคนจน ผู้ผลิต พ่อค้า ผู้ส่งออก โรงงาน สถานประกอบการและรวมไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ วันนี้จึงจะเปึน การอภิปรายเพื่อนําเสนอแนวทางเพื่อเติมให้เต็มในมาตรการและนโยบายของรัฐบาล นั่นก็คือมุ่งความเดือดร้อนของประชาชนเปึนที่ตั้ง ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ในท่ามกลาง ปัญหาของค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างแสนสาหัสอยู่ในยุคชักหน้าไม่ถึงหลัง ในยุคข้าวยาก หมากแพง ได้เกิดผลกระทบซ้ําสองเมื่อเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ประเทศของเรานั้นได้รับ ความบอบช้ําและอ่อนแอจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานมากว่า ๒ ป้ และส่ง ผลกระทบไปถึงการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ประกอบกับ สถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศจากปัญหาซับไพรม (Subprime : สินเชื่อด้อย คุณภาพ) ก็ดี ปัญหาการอ่อนตัวของเงินดอลลาร์ของสหรัฐก็ดี การทะยานขึ้นของ ราคาน้ํามันก็ดี ได้ทําให้ปัญหานั้นทวีคูณในความทุกข์ของประชาชน จากการสํารวจ ของสวนดุสิต โพลล์ (Poll) ถึงความเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์สินค้า ราคาแพงนั้น มี ๑๐ สินค้าที่ประชาชนทั่วทั้งประเทศเห็นว่ามีผลกระทบโดยตรง ๑. ก็คือน้ํามัน ๒. น้ํามันพืช ๓. เนื้อสัตว์ ๔. ก๊าซหุงต้ม ๕. ผงซักฟอก ๖. เครื่องปรุงรส ๗. บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป นี่คืออาหารคนจนผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ ความเห็น ของประชาชนในแนวคิด ๑๐ แนวทาง ว่าจะทําอย่างไรในทรรศนะของประชาชน อย่างที่ ผมเรียนว่าพวกเราคือเสียงของประชาชน ๑. ก็คือควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน ๒. เพิ่มเงินเดือน ขึ้นค่าแรง คือการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายนั่นเอง ๓. ลดราคาสินค้าทุกประเภทให้ถูกลง ๔. ลดราคาน้ํามัน ๕. ลดภาษีสินค้า ๖. ประชาชน ต้องประหยัด อดออม เลือกซื้อสินค้าเท่าที่จําเปึน ๗. มีการตรวจสอบและปัองกัน การกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกําไร ๘. ผลิตสินค้าให้มีจํานวนมากกว่าความต้องการของตลาด ๙. รับซื้อสินค้าทางการเกษตรไว้ทั้งหมดแล้วนํามาจําหน่ายในราคาถูก และ ๑๐. คือ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ควบคุมค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนตัว ในท่ามกลาง ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่แบกความทุกข์ไว้บนบ่าและแบกภาระของครอบครัว และสถานประกอบการไว้ในความรับผิดชอบของตัวนั้น ในท่ามกลางปัญหาที่รุนแรง อย่างนี้ ความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลย่อมสูงเปึนธรรมดา หวังว่ามีรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วอย่างน้อยจะบรรเทาความเดือดเนื้อร้อนใจ โดยเฉพาะ ค่าครองชีพและรายจ่ายของประชาชนได้ แต่ท่าทีของผู้นํารัฐบาลโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นและเอาจริงเอาจังอย่างเพียงพอต่อ ดีกรี (Degree : ระดับ) ของปัญหาที่เกิดขึ้นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นอยู่ ๒-๓ ครั้งครับ บอกว่าสินค้าแพงจะแก้ก็ใช้ เศษสตางค์ทอน นั่นทฤษฎีของท่าน และอีกครั้งหนึ่งเมื่อราคาหมูแพงขึ้นท่านก็บอกว่า ไปกินไก่เสีย ดีว่าท่านไม่พูดอีกประโยคหนึ่งซึ่งท่านเคยพูดมาในอดีตนั่นก็คือว่า ถ้าสินค้าแพง อาหารแพง ก็ไปกินซี่โครงไก่ต้มฟัก หลังจากนั้นก็ไม่เห็นท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีในการมาเปึน ผู้นําในการที่จะบรรเทาความทุกข์ร้อนของประชาชนในเรื่องของสินค้าราคาแพง ผมต้อง เรียนว่าเปึนปัญหาวิกฤติ มันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะครั้งเฉพาะคราวที่จะปัดเป์าได้ เราอาจจะ สามารถลดราคาสินค้าได้ ๓ เดือน ๖ เดือน แต่ว่าปัญหานี้จะวนเวียนกลับมาอีก ถ้าเรา ไม่ไปแก้ที่โครงสร้าง และการจะแก้ปัญหาระดับโครงสร้างมันต้องการนโยบายของรัฐบาล ที่ชัดเจนมีทิศทาง และผู้นํารัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเปึนผู้นําในเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ทบวง กรมด้วยกัน หรือแม้แต่กระทรวงที่รับผิดชอบ ก็กินเกาเหลากัน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ฟังแล้วหดหู่ใจในความรู้สึกของประชาชนครับ ต้องเรียน ท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความเห็นที่ไม่ตรงกัน แทนที่จะร่วมมือกันและแก้ไขปัญหา หันหน้าเข้าคุยกัน หาทางกําหนดมาตรการและ จัดการปัญหาร่วมกัน แต่ภาพที่ออกมาต่อประชาชนก็คือภาพของความไม่ลงรอยกัน ผมไม่อยากเห็นภาพอย่างนั้น เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาดังกล่าวนั้นยังถูกซ้ําเติมไปด้วย ภารกิจการจัดลําดับความสําคัญของการบริหาร และการจัดลําดับการแก้ไขปัญหาของ ประเทศและของประชาชน ข่าวสารที่ออกมาไม่ได้สร้างให้เกิดขวัญกําลังใจต่อพี่น้อง ประชาชน มีการโยกย้ายข้าราชการเปึนจํานวนมาก บางรายการก็ถูกตั้งข้อกังขาว่า ไปเกี่ยวข้องกับอํานาจเก่า ไปช่วยเอื้อคดีทุจริตที่เกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่ก่อให้เกิด การตั้งกระทู้ถามวันนี้ โดยท่าน ส.ส. องอาจ คล้ามไพบูลย์ แต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาล จะต้องมีสติ นายกรัฐมนตรีต้องมีสติในการลําดับปัญหาความเดือดร้อน โดยเฉพาะเรื่อง สินค้าแพง น้ํามันแพง ก๊าซมีราคาสูงเปึนลําดับต้น และต้องแสดงความจริงจัง จริงใจ และกระตือรือร้นต่อการแก้ไขปัญหามากกว่านี้ ความจริงแล้วที่ผมเรียนว่ามาตรการ ที่ทางรัฐบาลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องของการขอความร่วมมือผู้ประกอบการ โดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ ๑ มีนาคมที่ผ่านมาในการลดราคาสินค้า บางรายการ จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ได้สะท้อนว่า มาตรการดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ทั่วถึง เปึนธรรม กระจายไปสู่ประชาชน และได้ผล ต่อมาตรการดังกล่าวเปึนอย่างไร และรวมไปถึงมาตรการอื่น ๆ รวมถึงเรื่องของการจะลด ราคาน้ํามันด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่กระผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาล ก็ได้เห็นว่าเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาครั้งนี้ แล้วก็พยายามอย่าให้วนเวียนกลับมา อีกครั้งหนึ่ง วงจรของสินค้าราคาแพงครั้งนี้แตกต่างจากในอดีต ครั้งนี้เปึนที่ยอมรับ โดยทั่วไปว่าเปึนปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะโครงสร้างด้านพลังงานของเรา เพราะโครงสร้าง ในเรื่องของการค้าของเรา เพราะโครงสร้างในเรื่องของภาษีของเราและอื่น ๆ นั่นคือ การสะท้อนให้เห็นว่ามันเปึนปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วมันเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ทบวง กรม ถ้าเรียกว่ากระทรวงที่จะต้องรับผิดชอบดูแลในเรื่องเหล่านี้ ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ต้นน้ําก็คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน เปึนต้น กลางน้ําก็คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม ปลายน้ําก็คือ กระทรวงพาณิชย์ ก่อนที่จะถึงมือของผู้บริโภค ปัญหาโครงสร้างเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึน
เรื่องของประสิทธิภาพการผลิตของเราซึ่งยังอ่อนแอ โดยเฉพาะจากการ จัดอันดับดัชนีชี้วัดของไอเอ็มดี (IMD) ในป้ล่าสุดและป้ก่อนหน้านี้
๒. คือ โครงสร้างขนส่งโลจิสติก (Logistic) ของเราอ่อนแอ ต้นทุนสูงร่วม ๒๐ เดือนของจีดีพีหรือประมาณ ๑.๖๖ ล้านล้านบาทที่เปึนต้นทุนของขนส่งโลจิสติก จําเปึนจะต้องปฏิรูป
๓. คือ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างวัตถุดิบและภาษีของวัตถุดิบที่เรา ไม่สามารถผลิตได้และต้องนําเข้า เหมือนอย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างในเรื่องของเส้นหมี่ กึ่งสําเร็จรูป มีการใช้วัตถุดิบและมีการใช้น้ํามันพืช โครงสร้างของภาษีเปึนเรื่องสําคัญ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องที่เราจะละเลยคือต้องส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบเพื่อทดแทนการนําเข้า ซึ่งมีการพูดถึงการเตรียมการจะมีการลดภาษีการนําเข้ากากถั่วเหลืองให้เหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เปึนมาตรการที่ถูกต้อง แล้วความจริงควรต้องเร็วกว่านี้ด้วยซ้ําไป เพราะนั่นคือต้นทุนที่ส่งไปถึงเนื้อสัตว์ หมู เห็ด เปึด ไก่ทั้งหลาย แต่ว่าก็ยังไม่ได้ประกาศ ออกมา เปึนเพียงข้อเสนอแล้วก็เตรียมการ แต่ว่ากากถั่วเหลืองก็เปึนเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของการเปึนวัตถุดิบในการใช้ผลิตอาหารสัตว์ทั้งประเทศ ยังมีวัตถุดิบทางเลือกอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าไปแตะต้อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค การประหยัดอดออม สะท้อนได้จากความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเอง ก็เปึนอีกส่วนหนึ่งที่รัฐบาลเองก็ควร ที่จะต้องรณรงค์ในเรื่องเหล่านี้
แต่สิ่งสําคัญก็คือว่า ในข้อที่ ๖ การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ให้เกิด การแข่งขันอย่างเปึนธรรมเสรี ให้สินค้าทั้งหลายนั้นมีการแข่งขัน มีทางเลือก พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้าและตราออกมาในป้ ๒๕๔๒ มีเรื่องของอํานาจเหนือตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาการผูกขาดตัดตอนหรือกึ่งผูกขาดในการที่ ผู้ผลิตนั้นจะเอารัดเอาเปรียบต่อผู้บริโภค เสียดายว่า ๕-๖ ป้มานี้อาจจะกล่าวได้ว่า ไม่มีการใช้มาตรการกลไกดังกล่าวในการแก้ไขตรงนี้ ก็จะมีสมาชิกของพรรคที่จะลง รายละเอียดเปึนตัวอย่างเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีและทางรัฐบาลได้นําไปใช้เปึนกลไกในการ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องของสินค้าแพง
สุดท้ายในข้อที่ ๗ ก็คือในเรื่องของน้ํามันและก๊าซ ผมได้นําเสนอประเด็น เหล่านี้เพื่อที่จะสะท้อนถึงญัตติด่วนดังกล่าว แต่แน่นอนที่สุดครับ ท่านประธานครับ จําเปึนเหลือเกินที่จะต้องนําเสนอแนวนโยบายแนวทางเพื่อประกอบการให้ทางรัฐบาล ได้นําไปปรับปรุงแก้ไข ความจริงต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพงนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องที่กระทบต่อประชาชนครับ แต่มันกระทบต่อการส่งออกของประเทศ ประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการส่งออกไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ของประเทศไทย เมื่อสินค้าแพง ไม่ใช่เฉพาะแพงต่อผู้บริโภค แต่แพงต่อการส่งออก ของเราด้วย ผมถึงบอกว่ามันเปึนปัญหาเชิงโครงสร้าง และปัญหานี้เปึนวงจรที่ต้อง สร้างนโยบายมาตรการที่สมดุล ถ้าหากว่าเราไม่มีมาตรการที่สมดุลแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ท้ายที่สุดอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราจะเกิดการขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า คราวนี้ ปัญหาจะเปลี่ยนจากอุปสงค์เปึนไปอุปทาน เราแก้ที่ ดีมานด์ ไซส์ (Demand size) แล้วก็ ปัญหากลับมาที่ ซัพพลาย ไซส์ (Supply size) ดังนั้นมาตรการแต่ละเรื่องถึงบอกว่าไม่ใช่ เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องลงมาเปึนหัวหน้าทีมในเรื่องนี้ และลงมาแก้ไขต้องแก้ไขเชิงโครงสร้างพร้อมกันไปด้วย ต้องยอมรับว่าป้นี้เปึนป้ทอง ของบริษัทน้ํามัน โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ํามันเปึนช่วงขาขึ้น บริษัทเอ็กซ์ซอน (Exxon) ยักษ์ใหญ่ของโลก ป้ที่ผ่านมากําไรเท่าไรรู้ไหมครับท่านประธาน ๔๐,๐๐๐ ล้านล้านเหรียญ เชฟรอน (Chevron) ที่มาลงทุนในประเทศไทยก็เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านล้านเหรียญ ๑ บาร์เรล ที่กลั่นได้ค่ากลั่น ๘ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ทุกดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ํามันจะมีผล ต่อการขึ้นของราคาน้ํามันขายปลีกในประเทศ ๒๐ สตางค์ต่อลิตร ปัญหาดังกล่าวจึงเปึน ปัญหาที่ใหญ่หลวงมากครับ สถานการณ์ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ๑๐ ป้ที่ผ่านมา ถ้าท่านประธานเห็นถึงโครงสร้างของประเทศแล้วน่าตกใจ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึนป้ที่เกิด วิกฤติการณ์ต้มยํากุ้ง เชื่อไหมครับว่าตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรรวมกันทั้งหมด ของประเทศ ๕,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่ามากกว่าการนําเข้าน้ํามัน แต่ป้ ๒๕๔๙ ๑๐ ป้ให้หลัง ตัวเลขการนําเข้าน้ํามันคิดเปึนมูลค่าสูงกว่ามูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งหมดของเรา ๒.๕ เท่า นี่คือภาพรวมที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาในเรื่องของน้ํามัน และพลังงานนั้นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเรื่องการตรึงราคา ลดราคาเพียงเท่านั้น แต่ต้องแก้กัน ที่โครงสร้าง วันนี้ราคาน้ํามันในตลาดโลกแตะที่ ๑๑๐ เหรียญต่อบาร์เรลสําหรับราคา น้ํามันเวสท์ เท็กซัส (West Texas) ราคาน้ํามันดูไบซึ่งประเทศไทยนําเข้าจากตะวันออก กลางมากที่สุดกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ๙๗ เหรียญ ราคาน้ํามันสําเร็จรูปที่สิงคโปร์ที่เราใช้อ้างอิง น้ํามันเบนซินบาร์เรลละ ๑๑๒ เหรียญ ดีเซลขึ้นไป ๑๒๗ เหรียญ แรงกดดันดังกล่าวนั้น ก็มาปูดที่ราคาสินค้า มาปูดที่ต้นทุนของการผลิต มาปูดที่ต้นทุนของการขนส่งและ โลจิสติก แต่เมื่อมาดูโครงสร้างของประเทศของเรา ต้นทุนโลจิสติกของเราโดยตัวเลข ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อ้างอิงโดยสมาพันธ์โลจิสติกแห่งประเทศไทย เมื่อป้ที่แล้วเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นั่นคือตัวเลขประมาณ ๑.๖ ล้านล้านบาท ตัวเลขของการใช้พลังงานมูลค่าที่เราต้องนําเข้าทั้งน้ํามันและอื่น ๆ ใกล้เคียงกัน ๑.๖ ล้านล้านบาท ๑๙-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นี่คือภาระที่หนักอึ้ง ผมเรียน ท่านประธานว่าแล้วเราจะแก้ไขอย่างไรในฐานะที่สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นความเดือดร้อน ทั้งประชาชน ทั้งผู้ประกอบการแล้วก็ประเทศของเราว่าขีดความสามารถในการแข่งขัน ในการส่งออก หรือเงินที่จะซื้ออาหารในแต่ละวันแบบชักหน้าไม่ถึงหลังของประชาชนนั้น เราจะแก้อย่างไร ถ้าจะแก้แบบปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหานี้คงไม่จบสิ้นครับ แต่ถ้าเราไม่เริ่ม แต่วันนี้เราจะเสียโอกาสในวันหน้า ความจริงทิศทางที่ชัดเจนและเปึนเรื่องที่ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพราะท่านพยายามสร้างความชัดเจน แต่ถามว่า พอหรือไม่ต่อการแก้ไขปัญหานี้ในเรื่องของน้ํามัน ไม่พอครับ ถึงอย่างไรก็ตามการพยากรณ์ ของโกลด์แมน แซคส์ (Goldman sachs) ที่บอกว่าราคาน้ํามันจะขึ้นไปที่ ๑๒๐ เหรียญต่อบาร์เรล เมื่ออาทิตย์ที่แล้วทุกคนยังคิดว่าไม่น่าจะเปึนอย่างนั้น แต่เมื่อวานซืนเมื่อราคาซื้อขาย ล่วงหน้าเดือนเมษายนขึ้นไปแตะที่ ๑๑๐ เหรียญต่อบาร์เรล แล้วราคาน้ํามันสําเร็จรูป ที่สิงคโปร์ขยับขึ้นไปสูงขณะนี้ ๑๒๐ เหรียญต่อบาร์เรล ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินกว่าคาดคิด ไปได้ นั่นคือโครงสร้างที่เราพึ่งพาการนําเข้าถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตัวเลขมันถึงปรากฏ ครับว่า เมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้วมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรทั้งประเทศที่ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง ผู้ประกอบการแปรรูปทั้งหลายได้ส่งออกสินค้าไปยังมากกว่ามูลค่าการนําเข้า น้ํามันเล็กน้อย แต่วันนี้มูลค่าการนําเข้าน้ํามันสูงกว่าการส่งออกสินค้าเกษตร นี่คือปัญหา โครงสร้าง ท่านประธานทราบไหมครับว่าเนื้อน้ํามันที่เราซื้อน้ํามันดิบเข้ามากลั่น หน้าโรงกลั่น นี่เนื้อน้ํามันของเบนซินอยู่ที่ ๒๒ บาทต่อลิตร เช่นเดียวกันน้ํามันดีเซลหมุนเร็วก็อยู่ที่ ๒๖ บาทโดยประมาณ ราคาน้ํามันขายปลีก ณ วันนี้ น้ํามันเบนซิน ๙๕ ไป ๓๔ บาท ดีเซลเกิน ๓๐ บาทแล้ว แล้วเราจะต้องเจอราคาน้ํามันที่ ๔๐ บาทต่อลิตรในอีกไม่กี่เดือน ข้างหน้า แล้วเศรษฐกิจเราจะทําอย่างไร ประชาชนจะอยู่ได้อย่างไร ท่านประธาน คงทราบว่าเมื่อป้ ๒๕๔๖ เมื่อ ๕ ป้มานี้เองครับ หรือ ๔ ป้มานี้เอง ราคาน้ํามันดีเซลอยู่ที่ ลิตรละ ๑๔-๑๕ บาทครับ ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกไม่ถึง ๒๐ เหรียญต่อบาร์เรล ป้ ๒๕๔๗ ราคาน้ํามันดิบขึ้นไป ๓๓ เหรียญต่อบาร์เรล ๓๓ เหรียญต่อบาร์เรล แล้วเรา ก็คาดการณ์ว่าราคาที่เปึนราคายุทธศาสตร์ที่โอเปก (OPEC) กําหนดตอนนั้นอยู่ที่ ๒๐ แล้วขยับมาเปึน ๒๕ เหรียญต่อบาร์เรลนับว่าสูงมากแล้วในขณะนั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ เจอที่ ๑๐๐ เหรียญต่อบาร์เรล ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านถึงรัฐบาลว่า รัฐบาล กล้าไหมที่จะปรับโครงสร้างน้ํามันของประเทศ ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เปึนการปฏิวัติ โครงสร้างน้ํามันของประเทศ ราคาน้ํามันเอทานอล (Ethanol) ซึ่งเราผลิตได้เองในประเทศ หน้าโรงงานอยู่ที่ ๑๗ บาท นี่คือราคาอ้างอิงราคาเซาท์ เปาโล ซีไอเอฟ (South Paulo CIF) คือราคาเอทานอลบราซิลบวกด้วยค่าขนส่งประกันมาถึงที่กรุงเทพมหานคร ๑๗ บาท เนื้อน้ํามันที่ซื้อน้ํามันดิบเข้ามากลั่นหน้าโรงกลั่นของ ๖-๗ โรงกลั่นในประเทศ ซึ่งรวมถึง ปตท. บางจาก ไทย ออยล์ (Thai oil) และบริษัทน้ํามันต่างชาตินั้น ดีเซล ๒๖ เบนซิน ๒๒ วันนี้น้ํามันที่เราผลิตได้ในประเทศเองจากพืชผลทางการเกษตรไม่ว่าจะเปึน มันสําปะหลัง อ้อยอยู่ที่ ๑๗ บาทและล้นตลาด ค้างสต็อกอยู่ในสต็อกขายไม่ออกอยู่อีก ๑๑ ล้านลิตร มีโรงงานที่เราส่งเสริมเมื่อปลายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เปึนนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการเอทานอลเปึนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของรัฐบาลไทย จนกระทั่งมีโครงการนี้เกิดขึ้นบีโอไอ (BOI) ได้รับนโยบายให้ไปส่งเสริม การลงทุนต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมา เปึนรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ตั้งแต่เดือนกันยายน ป้ ๒๕๔๓ จุดเปลี่ยนของศตวรรษที่ ๒๐ ไปสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แต่วันนี้มีโรงงานผลิตเอทานอลสร้างเสร็จแล้วผลิตแล้ว ๙ โรงด้วยกัน มีกําลังผลิต ๑.๓ ล้านลิตร แต่ว่าสามารถที่จะจําหน่ายได้เพียงแค่ ๗ แสนลิตร ก็คือตัวเลข การจําหน่ายแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ที่ ๗ ล้านลิตรต่อวัน เพราะเอาเอทานอล ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปผสม มีอีก ๒ โรงงานที่สร้างเสร็จแล้วอยู่ระหว่าง เทสท์ รัน (Test run) พร้อมจําหน่ายอีก ๓ แสนลิตร รวมกันชุดแรก ๑๑ โรง ณ วันนี้พร้อมแล้วที่จะผลิต ๑.๖ ล้านลิตร ด้วยราคาหน้าโรงกลั่น ๑๗ บาท แต่เราเลือกที่จะนําเข้าน้ํามันแล้วมากลั่นด้วยราคา ๒๒ บาท และ ๒๖ บาท นี่ยังไม่รวมภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เอาเนื้อน้ํามันวัดกันหน้าโรงกลั่น ขณะเดียวกัน ภายในป้นี้จะมีโรงงานเอทานอลที่จะสร้างเสร็จอีก ๗ โรง และจะมีกําลังการผลิตอีก ๑.๒ ล้านล้านลิตร ประทานโทษ ๑.๒ ล้านลิตร รวมกันทั้งหมดในป้นี้เราจะมีกําลัง การผลิตร่วม ๓ ล้านลิตร วันนี้เราใช้น้ํามันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ เราใช้รวมกันทั้งหมด สําหรับรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ๒๐ ล้านลิตร ท่านคิดสิว่าในขณะที่ความไม่ชัดเจน ของนโยบายในรัฐบาลที่ผ่านมาและผมต้องการทิศทางที่ชัดเจนมากกว่านี้ และการขับเคลื่อน นโยบายนี้ในลักษณะยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนเรื่องน้ํามัน เพราะมันไม่มีทาง แก้ไขได้เลยจะแก้ได้อย่างไรนําเข้า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ น้ํามันขึ้นไปเท่าไรก็ต้องซื้อแพงขึ้น เท่านั้น แล้วประชาชนก็เดือดร้อน แต่หน้าที่ของรัฐบาลคือจะต้องสร้างทิศทางใหม่ ผมจําเปึนต้องยกตัวอย่างเรื่องนี้เพราะว่ายังมีโรงงานผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต พร้อมที่จะลงทุนอีก ๓๒ โรงงาน โดยใช้ทั้งอ้อย มันสําปะหลัง และพืชพลังงานมาใช้ ในการผลิต รวมแล้วไม่ต่ํากว่า ๑๒ ล้านลิตร คิดเปึน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของการใช้น้ํามัน เบนซินทั้งประเทศ ถ้าเราเริ่มต้นเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อป้ ๒๕๑๖ ป้ ๒๕๑๗ พร้อมกับบราซิล แน่นอนที่สุดครับท่านประธาน วันนี้ผลกระทบที่มีต่อต้นทุนสินค้าจะไม่สูงอย่างนี้ ต้นทุน ที่มีต่อการขนส่งโลจิสติกจะไม่สูงอย่างนี้ และเศรษฐกิจจะกระจายตัวไปสู่เกษตรกร ซึ่งจะลืมตาอ้าปากได้ ไม่ว่าในอีสานที่ยากจนลืมตาอ้าปากได้ ขอเพียงอย่างเดียวว่า รัฐบาลประกาศเลยว่าจะแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน และมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และมีผลกระทบต่อสหภาพการส่งออกของเรา ด้วยการประกาศยุทธศาสตร์เอทานอล ยุทธศาสตร์นี้เท่านั้นที่จะกอบกู้ชาติบ้านเมือง ทั้งปัจจุบันและอนาคต ต้องการน้ํามันลิตรละ ๑๗ บาท หรือ ๒๒ บาท ๒๖ บาท ๓๐ บาท และท่านไปบีบคอโอเปกได้ไหม การประชุมโอเปกเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม บอกว่า จะไม่เพิ่มการผลิต ก็คือตรึงเพดานการผลิต ไปห้ามพวกเฮดจ์ ฟันด์ (Hedge fund) กองทุนเก็งกําไรทั้งหลายได้หรือไม่ในยามที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามองไปข้างหน้า โพล้เพล้เต็มที ค่าเงินบาทผูกค่าเอาไว้ เงินดอลลาร์อ่อน เงินบาทแข็ง ปัจจัยหลายอย่าง ที่เราไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ แต่ปัจจัยที่เราปรับได้คือการปรับโครงสร้างพลังงาน ของประเทศเสียใหม่ด้วยทิศทางใหม่ หลายคนบอกว่าถ้าหากว่าส่งเสริมพลังงานทดแทน แล้วจะมีผลกระทบต่อพืชอาหาร ความจริงแล้วปัญหานี้ถ้าจัดการอย่างบูรณาการแก้ไขได้ ท่านประธานคงจําได้ว่ามีการพูดถึงราคาน้ํามันพืช วันนี้ขวดหนึ่ง ๔๐-๕๐ บาท จาก ๒๐ กว่าบาท เดือดร้อนไปทั่ว เรามีปาล์มน้ํามัน เรามีน้ํามันมะพร้าวมาผลิตเปึนน้ํามันพืช รัฐบาลชุด พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ขานรับนโยบายเรื่องพลังงานทดแทน บอกจะผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel) ๘.๕ ล้านลิตร แล้วก็ถูกต้องที่สุดผมเห็นด้วยสนับสนุน เพราะผมไปนั่งคุยกับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในตอนนั้น แต่ว่าทําแขนขวา ข้างเดียว แขนซ้ายไม่เคยทํางาน ก็คือเปัาหมายการผลิตปาล์มที่จะเปึนวัตถุดิบในการที่ จะสนองตอบสําหรับการผลิตไบโอดีเซลในประเทศให้ได้เปัาหมาย ๘.๕ ล้านลิตร หรือประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของการใช้น้ํามันดีเซลทั้งประเทศนั้น ตั้งเปัาหมาย จะปลูกปาล์มน้ํามันให้อีก ๔ ล้านไร่ ปรับปรุงปาล์มน้ํามันเก่าอีก ๑ ล้านไร่ เปึน ๕ ล้านไร่ และไปปลูกปาล์มน้ํามันในประเทศ เพื่อนบ้าน พม่า ลาว เขมรอีก ๑ ล้านไร่ วันนี้ไปแค่ระดับแสนไร่ครับ แต่ว่ากระทรวงพลังงาน เดินหน้าไปแล้ว จะมีบี ๒ (B ๒) บี ๕ (B ๕) วันนี้ผลกระทบเกิดขึ้นแน่นอน ผมได้เพียรพยายาม นําเสนอประเด็นเหล่านี้ในนามของพรรคประชาธิปัตย์มาหลายครั้งหลายหน เสียดายว่า ท่านไม่ได้ทํางานด้วย ๒ มือ และไม่ได้บูรณาการ ปัญหานี้เช่นกันกําลังเกิดขึ้นในขณะนี้ สําหรับเรื่องไบโอดีเซล และเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้สําหรับการต้องนําเข้าปาล์มน้ํามัน จากมาเลเซียหรืออินโดนีเซียเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ถึงบอกว่ามันมีทั้งต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา เช่นเดียวกับเรื่องของเอทานอลเหมือนกัน ถ้ามีความชัดเจนและประกาศเปัาหมายว่าประเทศไทยจะแก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องน้ํามันเชื้อเพลิงด้วยการให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางการผลิตเอทานอล ของเอเชียแปซิฟ่ก ประกาศเปัาหมายจะสร้างตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ ดีทรอยท์ ออฟ เอเชีย (Detroit of Asia) เปึน ๒ ตลาด ตลาดหนึ่งคือตลาดสากล อีกตลาดหนึ่งผลิต เอนาทอล คาร์ (Ethanol car) พร้อมกันนั้นกําหนดพื้นที่โซนนิ่ง (Zoning) ของการปลูก พืชน้ํามันแยกออกจากพืชอาหารให้ชัดเจน เหมือนอย่างในยุโรปที่ทํากัน สหภาพยุโรป เปึนประเทศซึ่งมีการผลิตไบโอดีเซลมากที่สุด บราซิล สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา เปึนอันดับ ๑ ของการผลิตเอทานอล บราซิลเปึนประเทศอันดับ ๒ ของการผลิตเอทานอล ขณะนี้ไปแล้ว เขาใช้นโยบายเซ็ท อะไซด์ แลนด์ โพลิซี (Set aside land policy) แยกการใช้ ที่ดินในการปลูกพืชน้ํามัน พืชอาหารออกจากกันตามเปัาหมายของการผลิต เพื่อไม่ให้ ผลกระทบต่อผู้บริโภคและการส่งออก และขณะเดียวกันทดแทนการนําเข้าน้ํามันได้ เมื่อขับเคลื่อนอย่างนี้เปึนเปัาหมาย แน่นอนที่สุดครับ แทนที่จะแก้ปัญหาหนึ่งแล้วไป สร้างปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง ก็เปึนการแก้ปัญหาหนึ่งและเปึนการแก้ปัญหาระยะยาว ตามนโยบายวิน วิน (Win win) คือได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ์าย ประเทศก็ได้ประโยชน์ ชาวไร่ ชาวนา พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ และเม็ดเงินลงทุนนับแสนล้านบาท ก็จะมาลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมเอทานอล คาร์ ซึ่งผมต้องเรียน ท่านประธานว่า วันนี้ถ้าหากว่าเราจะมาในทิศทางใหม่ในเรื่องการแก้ไขปัญหา ราคาน้ํามันแพง ถ้าเราแก้ด้วยการลดกองทุนน้ํามัน ซึ่งก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานที่ใช้กลไกที่เหลือน้อยนิดละครับ กองทุนน้ํามัน กองทุนอนุรักษ์พลังงาน กระเบียดกระเสียรได้ ๒๐ สตางค์ ๔๐ สตางค์ต่อลิตร ถ้าราคาขยับไปอีกบาร์เรลละ ดอลลาร์สองดอลลาร์ ไม่มีผลนะครับ และวันนี้ประกาศได้แค่ตามบัญชีเท่านั้น วันพรุ่งนี้ ของจริง ราคาขายปลีกไม่มีการปรับลดครับ ค่าการตลาดมันติดลบอยู่ นี่คือของจริง และการค้าการขายไม่ใช่เรื่องของการกุศลครับ บริษัทน้ํามันทั้งหลายยากที่จะดําเนิน นโยบายภายใต้ต้นทุนที่นําเข้าอย่างชัดเจน เมื่อเข้ามาค่ากลั่นตั้ง ๘ เหรียญ เพราะฉะนั้น ยังเปึนเรื่องซึ่งผมคิดว่าเราต้องตั้งใจ กล้าหาญที่จะนําประเทศไปสู่ทิศทางใหม่อย่างแท้จริง เรื่องของความเดือดร้อนของน้ํามันแพงที่มีต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ท่านประธานก็ขับรถนะครับ และท่านก็คงทราบว่าบรรดาแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถ บขส. คนขับรถบรรทุก คนหาเช้ากินค่ําเหล่านี้ แม้แต่รถซาเล้งที่ไปเก็บขยะเอามาขาย ชาวประมงซึ่งรอน้ํามัน สีม่วง น้ํามันสีเขียวอยู่ขณะนี้ ยังเห็นเปึนข่าว แต่นั่นคือสิ่งที่ท้าทายต่อความเร็วในการ แก้ไขปัญหา การส่งเสริมขณะนี้ท่านประธานคงทราบว่าเราให้รถยนต์เติมอี ๑๐ (E ๑๐) ก็คือแก๊สโซฮอล์ ทั้ง ๙๑ และ ๙๕ เอาเอทานอล ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปผสม แล้วเราก็บอกว่าตอนนี้ถ้าจําไม่ผิด วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราจะเริ่มบี ๒ ใช่ไหม แล้วเราก็จะส่งเสริมในเรื่องของ อี ๒๐ (E ๒๐) ตัวเลขการขายอี ๒๐ นั้นอยู่แสนลิตรต่อวัน ขยับน้อยมาก แต่ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลว่า เมื่อ ๑๒ ป้ที่แล้ว รถยนต์อี ๘๕ (E ๘๕) เขาขาย ฟอร์ด โฟกัส (Ford Focus) เมื่อครั้งผมเปึนประธานโครงการ เอทานอล ประชุมเอทานอลโลกที่สตอกโฮล์ม เปึนป้แรกที่บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาเป่ดตัว รถยนต์ฟอร์ด โฟกัส อี ๘๕ รถเอฟเอฟวี (FFV) นี่เราตามหลังเขาไปถึง ๑๒ ป้ เทคโนโลยี การผลิตรถอี ๘๕ ที่สามารถใช้เอทานอล ๘๕ เปอร์เซ็นต์ผสมเบนซิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์นั้น ๑๕ ป้ก่อนหน้านี้แล้วครับ ทุกบริษัทมีเทคโนโลยีพร้อมผลิตทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะทุบโต๊ะ ฟันธง และสร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ใหม่ในประเทศไทยให้เปึนศูนย์กลาง ของการผลิตเอฟเอฟวีหรือไม่ อย่าต้วมเตี้ยมไปที่อี ๒๐ เลยครับ รถรุ่นใหม่ใช้ได้หมดเลย อี ๒๐ แต่แนวโน้มของโลกขณะนี้ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งนี่คือแปลงวิกฤติ เปึนโอกาสให้กับประเทศไทยเปึนฐานของการผลิต เราเปึนดีทรอยท์ ออฟ เอเชียนั้นจริง แต่เราสามารถจะเปึนดีทรอยท์ ออฟ เอเชียทางด้านผลิตเอทานอล คาร์ ไม่ใช่เฉพาะ อี ๘๕ ซึ่งผลิตมาแล้วเมื่อ ๑๕ ป้ก่อน ผมอยากเห็น อี ๙๕ (E ๙๕) ครับ อี ๙๕ คือรถซึ่งผลิต มาแล้ว ๓๐ ป้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์เหมือนรถปกติทุกประการ เปลี่ยนแปลงเพียงแค่ในเรื่อง ของหัวฉีด วัสดุนิดหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็สมองกลในการสั่งจ่ายใช้เอทานอลได้ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีอยู่ ๔-๕ ล้านคันในบราซิล ขายมาแล้ว ๓๐ ป้ ท่านลองจินตนาการสิครับว่าถ้าประเทศไทยในอีก ๑๐ ป้ข้างหน้าเรามีโรงงานเอทานอล กระจายอยู่ในภาคอีสาน ๑๙ จังหวัด ในภาคเหนืออีกประมาณ ๗ จังหวัด ในภาคกลาง อีกประมาณ ๑๕ จังหวัด ภาคใต้บางจังหวัด โรงงานเหล่านี้ผลิตเอทานอลเปึนน้ํามัน สามารถเติมได้กับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมอเตอร์ไซค์มีอยู่ ๒๐ ล้านคัน เติมได้ที่ ปัูมหน้าโรงกลั่นในแต่ละจังหวัด โดยใช้รถอี ๙๕ มอเตอร์ไซค์เติมได้หมดเหมือนกัน นั่นหมายความว่าการนําเข้าน้ํามันของเราจะลดลงฮวบฮาบครับ แต่วันนี้ถ้าไปอีก ๑๐ ป้ ข้างหน้า แล้วน้ํามันอยู่ที่ ๒๐๐ เหรียญต่อบาร์เรล ไม่มีทางอื่นที่คนไทยจะต้องใช้ม้า และวัวครับ เศรษฐกิจของเราล่มสลายทันที เช่นเดียวกับเรื่องแก๊ส เรื่องแก๊สต้องเรียน ท่านประธานว่าเมื่อเรามีน้ํามันในการจําหน่าย เราก็มีทางเลือก ขอให้ใช้ว่า พลังงานทางเลือก อย่าใช้ว่า พลังงานทดแทน นะครับ แก๊สธรรมชาติไม่ใช่พลังงานทดแทน เพราะมันใช้แล้ว หมดไปครับ พลังงานทดแทนนั้นมันพวกพลังงานชีวภาพ ไบโอแก๊ส (Biogas) นี่ใช่ แต่ว่า แก๊สไม่ว่าจะเปึนก๊าซหุงต้ม ที่เราเรียกว่า แอลพีจี (LPG) หรือว่าก๊าซธรรมชาติที่ใช้เติมรถยนต์ ซึ่งก็เรียกกันผิด ๆ ความจริงต้องเรียกว่า ซีเอ็นจี (CNG) ไม่ใช่ เอ็นจีวี (NGV) เอ็นจีวีนั้น เขาเรียกว่ารถเอ็นจีวี เนเชอรัล แก๊ส วีฮิเคิล (Natural Gas Vehicle) แต่เอาเถอะเมื่อเราเลือก ที่จะต้องมีแก๊สเปึนพลังงานทางเลือกสําหรับภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่สําคัญมากก็คือว่าในเรื่องของแอลพีจี ผมทราบดีว่าในรัฐบาล ชุดที่แล้วมีบันได ๕-๖ ขั้นจะลอยตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าเราใช้ก๊าซแอลพีจีในครัวเรือน เพื่อการหุงต้มเปึนก๊าซหุงต้ม ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมดในความต้องการที่เราใช้ ป้ละ ๔ ล้านตันโดยประมาณ ก็หมายความว่า ๒ ล้านตันนี่ไปในภาคของครัวเรือน และขณะเดียวกันไปในภาคการขนส่ง แล้วก็ไปในภาคของอุตสาหกรรม ตัวเลขน่าตกใจ มากครับ น่าตกใจตรงที่ว่าตัวเลขการเพิ่มของการใช้แอลพีจีนั้นสําหรับภาคขนส่ง เพิ่มขึ้น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรมใช้ถึง ๑๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ภาคครัวเรือน กระโจนขึ้นเปึน ๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเปึนผลพวงจากการลักลอบนําก๊าซหุงต้มถังขนาด ๑๕ กิโลกรัมออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตรงนี้ต้องให้ความเปึนธรรมกับทางกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์เหมือนกัน เพราะว่าโครงสร้างราคาของเรานั้นมันต่างกับเขาครับ ถ้าพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามชายแดนไม่ช่วยกันปัองกัน อันนี้คือผลประโยชน์ที่กระทบ ทุกคน ราคาก๊าซหุงต้มของประเทศไทยอยู่ที่ ๑๘ บาทต่อกิโลกรัม เขมร ๓๘ บาท ลาว ๓๓ บาท เวียดนาม ๓๖ บาท พม่า ๒๖ บาท มันจูงใจพอที่จะให้มีการลักลอบออกไป เพราะฉะนั้นตัวเลขของการเพิ่มการใช้แอลพีจี ซึ่งสิ้นไตรมาสนี้ถ้าหากว่าเรายังไม่สามารถ ที่จะปรับโครงสร้างด้วยมาตรการทางการเงิน การคลัง ภาษีและอื่น ๆ ได้ เราต้องนําเข้า แอลพีจี อย่างน้อย ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ตัน และท่านประธานครับราคาแอลพีจีในตลาดโลก มันพุ่งขึ้นไปที่กว่า ๘๐๐ เหรียญต่อตันแล้ว ในขณะที่ในประเทศเราอยู่ที่ ๓๐๐ และจะต้อง ชดเชยกันอีกเท่าไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทางรัฐบาลบอกว่าจะแยกตลาดและราคาของแอลพีจี เปึน ๒ ตลาด ผมเห็นว่าควรเปึน ๓ ตลาด อย่าแยกเฉพาะครัวเรือนและตลาดที่ ๒ คือ ตลาดราคาสําหรับขนส่งและอุตสาหกรรม แยกเปึน ๓ ตลาดนะครับ ความแตกต่างกันมี ตลาดที่ ๑ ก็คือ ตลาดครัวเรือนที่ตามครัวเรือนทั่วทั้งประเทศใช้อยู่ หรือตามพ่อค้าแม่ขาย ตามตลาดสด ตลาดนัด หาบเร่ แผงลอยใช้กันอยู่ขณะนี้ นั่นคือตลาดที่ ๑ ซึ่งเราต้องดูแล แต่ว่าตลาดขนส่งควรจะเปึนตลาดที่แยกออกมา วันนี้ที่ใช้เติมสําหรับรถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก หรือแม้แต่รถส่วนบุคคลใช้กันมากเพราะไม่มีทางเลือกครับ กิโลกรัมละ ๑๑-๑๒ บาท ยิ่งไปต่างจังหวัดก็เพิ่มขึ้นตามค่าขนส่ง แต่ว่าตรงนี้จะต้องมีระดับราคาที่ ๒ ยังต้องดูแล ระดับหนึ่ง จนกว่าเราจะเปลี่ยนไปสู่เรื่องของซีเอ็นจีได้ หรือเอ็นจีวี ตลาดที่ ๓ คืออุตสาหกรรม ไม่ควรเลยครับ ไม่ควรเลยที่จะเข้าไปสู่การเปึนเชื้อเพลิงของอุตสาหกรรม และตัวเลข เพิ่มขึ้น ๑๗.๘ เปอร์เซ็นต์ น่าตกใจมาก แต่ถามว่าเปึนความผิดผู้ประกอบการไหม ไม่มี ทางเลือกครับ เพราะเชื้อเพลิงอื่น ๆ น้ํามันเตาก็ขึ้นตามราคาน้ํามัน เชื้อเพลิงชีวภาพต่าง ๆ กะลาปาล์ม ขี้เลื่อยจากโรงไม้ จากแทบไม่มีราคาให้ไปขนฟรีได้เลย คิดกันตันละ ๕๐ บาท วันนี้พันกว่าบาทครับ ขวนขวายถึงกับไปอินโดนีเซีย ไปมาเลเซีย ไปกว้านหาซื้อกะลา ปาล์มจากประเทศเหล่านั้นเพื่อมาปัอนโรงงาน ตรงนี้ต้องเปึนตลาดที่ ๓ ครับ ขยายตัว ไม่ได้แล้วต้องลด และต้องเข้าไปแทนที่ด้วยซีเอ็นจีเท่านั้น หรือเนเชอรัล แก๊ส (Natural gas) เรื่องของซีเอ็นจีผมเข้าใจว่าวันนี้เราไปช้ามากครับ ต้องมีตัวเลขมากกว่านี้ วันนี้เราใช้ ก๊าซธรรมชาติประมาณ ๓,๒๐๐ ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต นําเข้าจากพม่าประมาณ ๑,๐๐๐ ล้าน ที่เหลือก็ของเรา แต่ว่าเมื่อมาดูภาคการขนส่งเราใช้อยู่แค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ใช้ไปผลิตไฟฟัาครับ ไปเบิร์น (Burn) ทิ้ง แต่ว่าสิ่งที่สําคัญ คือเราจะต้องเร่งรัด วันนี้บริษัทผู้ผลิตจําหน่ายแก๊สจะต้องหาพันธมิตรร่วมกับบริษัท ผู้ค้าก๊าซและสถานีจําหน่ายเพื่อการเพิ่มปริมาณของสถานีก๊าซให้มากขึ้นโดยเร็ว และรวมไปถึงการลดภาษีเกี่ยวข้องทั้งหลาย แม้แต่ในเรื่องของรถบรรทุกที่ใช้ซีเอ็นจี ก๊าซธรรมชาติเหล่านี้ ทําไมล่ะครับ ภาษีสรรพสามิต ท่านไม่ยกเว้นสัก ๑ ป้ละครับ ให้เปึนป้ทองของการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนโครงสร้างของ การใช้ดีเซล ๓๐ เหรียญนี่บริษัททางด้านโลจิสติกขนส่งก็ดี ทั้งรายใหญ่ รายเล็ก รายย่อย ชาวไร่อ้อย ชาวนา ชาวไร่มันสําปะหลัง ผู้ประกอบการทั้งหลายนั้นสู้ไม่ไหวแล้วครับ ขนส่ง ในขณะที่จะเปึนขนส่งระบบรางก็มีสัดส่วนแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งทั้งประเทศก็ต้อง ใช้ทางถนน แต่เจอราคาน้ํามันอย่างนี้ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นถ้าป้นี้เปึนป้ของการเปลี่ยนแปลง ผมมาดูรัฐบาลจะมีการลดในเรื่องของภาษีสรรพสามิตสําหรับการเปลี่ยนเครื่องยนต์เก่า นี่ครับ เขาเรียกว่า รีโทรฟ่ท (Retrofit) เปลี่ยนเครื่องยนต์เก่านี่ใช้ต้นทุนประมาณ ๔ แสนบาท ๕ แสนบาท ๖ แสนบาท ๗ แสนบาท แล้วแต่ขนาดของเครื่องยนต์ ตรงนี้ละครับที่จําเปึน จะต้อง อย่าไปลดเลยครับ จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๐ เปอร์เซ็นต์ไปเลย เพื่ออะไร เพื่อให้โครงสร้างของการใช้รถบรรทุกนี่หันมาสู่การใช้ก๊าซธรรมชาติ ต้นทุน เขาลดทันทีสําหรับ ๑ ใน ๓ สําหรับน้ํามันเชื้อเพลิงครับ ผมได้คุยกับสมาพันธ์โลจิสติก ได้คุยกับสมาคมขนส่งบรรทุกในฐานะที่ ประทานโทษ เปึนรองนายกรัฐมนตรีเงา ดูแล ในเรื่องของขนส่งโลจิสติกพลังงานก็ได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วันนี้คิดเอง ไม่ได้ วันนี้ต้องเป่ดหูให้กว้าง เป่ดสายตาให้กว้างเพื่อรับรู้รับฟังแล้วก็นําเสนอแนวทาง เหล่านี้ ผมอยากเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญ
สรุปในท้ายที่สุดของประเด็นของญัตติด่วนที่กระผมเสนอก็คือว่า ปัญหา เรื่องสินค้าราคาแพง สินค้าอุปโภค บริโภคนั้นอย่าได้มองเฉพาะเปึนเรื่องของความเดือดร้อน ในเรื่องค่าครองชีพเท่านั้น แล้วอย่าได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ๓ เดือน ๖ เดือน แต่ว่าต้องใช้ ความรอบคอบสุขุมและทํางานอย่างบูรณาการกับหลายกระทรวง โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องลงมาเปึนแม่ทัพ ถือโอกาสนี้ปรับโครงสร้าง เพราะว่ามันไปกระทบต่อการส่งออก ของประเทศ ถ้าต้นทุนการผลิตต้นทุนสินค้าเราแพง มันไม่ใช่กินกันที่นี่ครับ เราพึ่งพา ผลิตเกินและส่งออกเปึนรายได้ถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมของทั้งประเทศ วันนี้ การแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างจึงมีความจําเปึนเหลือเกิน และโครงสร้างเหล่านี้เผอิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอยู่ก็เลย พูดเฉพาะในส่วนนี้ แต่ว่าอยากให้ทางรัฐบาลที่ได้ฟังการประชุมสภานั้นได้ส่งรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องท่านอื่น ๆ มาเถอะครับ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน ประทานโทษกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องกับภาษี เพราะจะมีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้มีการพูด รวมไปถึงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ดูเรื่อง กฎหมาย มันมีหลายมิติที่เกี่ยวข้องครับ แล้ววันนี้ผมคิดว่าไม่ใช่เวลาที่จะต้องมา พะวักพะวนว่า เปึนญัตติที่พรรคประชาธิปัตย์จะถือโอกาสกระหน่ําซ้ําเติมรัฐบาล ไม่ใช่ แต่ต้องการที่จะมาร่วมกับรัฐบาลในการเยียวยาแก้ไข ซับน้ําตาให้พี่น้องประชาชน และไม่ใช่ซับน้ําตาเช่นนี้ตลอดไป แต่ต้องการแก้ไขเพื่อให้ประชาชนยืนได้ ให้เศรษฐกิจ ของเราเข้มแข็ง และไม่ต้องเสนอญัตติอีกในทุก ๆ ป้ ขอบคุณท่านประธานครับ