ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หารือเรื่องการใช้งบประมาณตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน ระยะ 4 ปี และยืนยันว่ากระทรวงการคลังมีการดำเนินงานที่จะควบคุมการใช้งบประมาณและไม่ให้ภาระหนี้เกิน 50% GDP และ 15% ของรายจ่าย
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้มาตอบกระทู้ถามเรื่องการใช้งบประมาณตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน ระยะ ๔ ป้ ซึ่งนําเสนอกระทู้ถามโดย นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ท่านประธานที่เคารพ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ ผมเข้าใจถึงความรู้สึก ของท่านเพื่อนสมาชิก ท่านสรรเสริญ สมะลาภา ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ในฐานะที่เปึน นักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องมีความกังวลถึงตัวเลขการขาดดุลงบประมาณ หนี้สินของประเทศ ที่รัฐบาลมีแผนที่จะนําเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณเข้ามาพัฒนากระตุ้น เศรษฐกิจในสภาวะปัจจุบันครับ ก่อนอื่นครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าสภาวะ ปัจจุบันตลอดระยะเวลา ๒-๓ ป้ที่ผ่านมา ปัญหาความเชื่อมั่น ปัญหาการจับจ่ายใช้สอย ของพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งภาคเอกชนติดลบและไม่มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มาโดยตลอด พี่น้องประชาชนไม่จับจ่ายใช้สอย ผมคิดว่ามีความจําเปึนที่รัฐบาลจะต้อง เริ่มเดินหน้าใช้เงินลงทุนหรือลงทุนภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน โดยรัฐบาลจะต้อง เปึนผู้นํา เมื่อรัฐบาลนํามาตรการที่รัฐบาลนํามาใช้ไม่ว่าจะเปึนมาตรการภาษีที่ได้ประกาศ มาเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม และมาตรการอื่น ๆ ที่กําลังจะนําเสนอเข้ามานั้นเปึนสิ่งที่รัฐบาล เดินหน้าก่อน เมื่อเกิดการจับจ่ายใช้สอย เมื่อเกิดความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนรวมทั้ง ภาคเอกชน ร้านค้าเริ่มจับจ่ายใช้สอยแล้วเศรษฐกิจก็จะเจริญเติบโต นักลงทุนต่างชาติ ก็จะมีความเชื่อมั่นจะเริ่มกลับมาลงทุนในประเทศของเรา ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าผมเข้าใจถึงความเปึนห่วง แต่ผมยืนยัน นะครับว่ามีความจําเปึนที่รัฐบาลจะต้องเริ่มลงมือก่อน ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มลงมือผมคิดว่า ลําบาก ซึ่งผมคิดว่าท่านเพื่อนสมาชิกคงจะเห็นด้วยในประเด็นนี้นะครับ
ในประเด็นต่อไป สําหรับแผนบริหารราชการแผ่นดินที่ได้เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีนั้นเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกมีความตกใจนะครับ แต่อยากจะทําความเข้าใจ ก่อนว่า แผนที่เกิดขึ้นมานั้นเปึนแผนที่หน่วยราชการต่าง ๆ ได้นําเสนอขึ้นมาเพื่อให้เปึนไป ตามนโยบายของรัฐบาล ฉะนั้นจะสังเกตได้ครับท่านประธาน ยกตัวอย่างงบประมาณ ประจําป้ต่าง ๆ นั้นหน่วยราชการต่าง ๆ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จะเสนอแผนการใช้ งบประมาณมาอย่างเต็มที่ และหลังจากนั้นเราก็มาตัดทอนกันให้เหลือในกรอบวงเงิน ที่สามารถจะรับได้และไม่เปึนขีดอันตรายต่อภาวะการเงินของประเทศชาติ ฉะนั้นจะเห็น ได้ว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ออกมานั้นอยากจะให้ทําความเข้าใจว่าเปึนเพียงแค่ กรอบครับ ไม่ใช่หมายความว่าเราจะตัดไม่ได้เลย เปึนเพียงแค่กรอบนะครับ เลยอยากจะ เรียนฝากท่านประธานผ่านไปถึงเพื่อนสมาชิกว่า เมื่อเราคิดว่าตัวเลขมันบวมและเพิ่มขึ้น มากมายก็มีความจําเปึนที่จะต้องมาดู ฉะนั้นขอเรียนท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิกไว้ว่า ตัวเลขที่เกิดขึ้นนี้เปึนแผน เปึนแนวทางเท่านั้นในเดือนเมษายน เดือนหน้าจะมีการปรับ แผนทุกกระทรวง ทบวง กรมจะต้องมานั่งพูดคุยกันว่า แผนนี้จะลดตรงไหน จะปรับ ตรงไหน ผมเข้าใจเห็นตัวเลขเปึนประมาณร้อยเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแล้วไม่มี ประเทศไหนเขาทํากันนี่ จริงครับ ผมยอมรับตามที่เพื่อนสมาชิกพูดนี่ถูก แต่ตัวเลข ตามแผนนั้นปรับได้ครับ และขอยืนยันว่าทางกระทรวงการคลังมีการดําเนินงานที่จะต้อง ทําอะไร หรือมีมาตรการอะไรแล้วจะต้องคํานึงถึงวินัยการเงินการคลังเปึนหลัก โดยที่ ยอดหนี้คงค้างต่อจีดีพี (GDP) นั้นจะไม่ให้เกินร้อยละ ๕๐ ส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ รายจ่ายจะไม่จ่ายเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมดูสถิติย้อนหลังไป ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ การขาดดุลงบประมาณนั้นอย่าไปคิดว่าเราขาดดุลงบประมาณแล้ว จะเกิดปัญหา การขาดดุลงบประมาณนั้นเปึนการขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจ ย้อนยุคไปถึงยุควิกฤติเศรษฐกิจสมัยท่านรัฐมนตรีสมหมาย เราขาดดุล งบประมาณตั้งแต่ป้ ๒๕๒๗ ป้ ๒๕๒๘ ป้ ๒๕๒๙ มาตลอด ป้ ๒๕๓๓ ป้ ๒๕๓๔ ก็ยังขาดดุลงบประมาณ ช่วงนั้นถึงแม้ว่าอยู่ในยุคโชติช่วงชัชวาล เราคงจําได้นะครับว่า ประเทศไทยมีต่างประเทศมาลงทุนมากมาย อยู่ในช่วงนั้นก็ยังขาดดุลงบประมาณ ในป้ ๒๕๔๒-๒๕๔๗ ก็ใช้งบประมาณขาดดุล ป้ ๒๕๔๕ ป้ ๒๕๔๖ ป้ ๒๕๔๗ ก็ขาดดุล งบประมาณ เริ่มมาสมดุลเมื่อป้ ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ฉะนั้นการขาดดุลงบประมาณขอให้เรา อย่าได้ตกใจ ผมเข้าใจว่าท่านเพื่อนสมาชิกซึ่งเปึนนักเศรษฐศาสตร์ก็มีหลักทฤษฎี ซึ่งผม เห็นด้วยครับ แต่คิดว่าการดําเนินการของเรานั้นเรามีแผนและมีวินัยการเงินการคลังที่จะ มาดําเนินการไม่ให้มันเปึนภาระหนี้ของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ