สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

อนันต์ ศรีพันธุ์ หารือเรื่องปุิยอินทรีย์ เคมี และปัญหาในการใช้ปุิย โดยเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ปุิยที่เหมาะสมกับพืชชนิดนั้น ๆ และการลดต้นทุนในการผลิตด้านการเกษตร

นายอนันต์ ศรีพันธุ์ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส. อุดรธานี เขต ๑ พรรคพลังประชาชน จากที่ท่านสมาชิกที่เคารพ ได้ชี้แจงเรื่องปุิยอินทรีย์นั้นหรือปุิยเคมีที่ผ่านมานั้นก็ถือว่าได้เปึนประโยชน์มากมายกับ สภาแห่งนี้ แต่ผมนั้นผมก็ได้ฟัง ก็อธิบายถูกบ้าง ผิดบ้างก็เปึนเรื่องธรรมดา เพราะผมนั้น เปึนเกษตรจังหวัดเก่านะครับ แล้วก็เปึน ผอ. เขตที่ดูเรื่องเกษตรนี้มาตลอดระยะเวลา เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องของปุิยที่ราคาแพงนั้นมันก็สาเหตุมาจากภายนอก ก็คือเรื่องของ มันต้องมาจากพวกป่โตรเลียมที่จะต้องใช้ ถ้าน้ํามันแพงปุิยมันก็ต้องแพง อันนั้นเปึนเรื่อง ของที่เราแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะแก้ได้นั้นคือเราจะต้องมาช่วยให้เกษตรกรนั้น มีความเข้าใจในการใช้ปุิยว่าดินแต่ละชนิดนั้น พืชแต่ละชนิดที่ปลูกนั้นเขาเหมาะสมกับปุิย ชนิดไหน นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องทําความเข้าใจให้กับเกษตรกร แล้วทีนี้เครื่องมือที่จะไป วัดดินนั้นว่าดินนั้นจะมี เอ็น พี เค เท่าไร มีธาตุดินชนิดไหนที่เหมาะกับพืชชนิดไหนนั้น จะต้องใช้เครื่องมือวัดตัวอย่างดิน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินหรือกรมวิชาการนั้นมีอยู่แล้ว แต่ว่า เรายังขาดตัวนี้ครับว่าทําอย่างไรเราจะให้เกษตรกรนั้นมีความเข้าใจว่าดินเขานั้น เหมาะสมกับพืชชนิดไหน จะต้องขาดปุิยชนิดไหน นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องมาแก้ปัญหา ตรงนั้น ไม่ใช่ว่าราคาแพงแล้วเราจะต้องแก้อย่างนั้นอย่างนี้นั่นก็คือส่วนหนึ่งละ แต่สิ่งที่ ทําความเข้าใจกับเกษตรกรนั้นก็คือเราจะต้องให้เกษตรกรนั้นมีความรู้เรื่องนี้เสียก่อน แล้วก็กรมวิชาการหรือกรมส่งเสริมการเกษตรหรือกรมพัฒนาที่ดินจะต้องเข้าไปให้ความรู้ ตรงนี้ ให้เขาเก็บตัวอย่างดินมาลองวัดดินว่าดินนี้ปลูกพืชชนิดนี้แล้วเหมาะกับดินชนิดไหน แล้วก็ขาดธาตุอาหารชนิดไหนบ้างเราก็จะเซฟ (Save) หรือลดต้นทุนในการผลิตในการใช้ปุิย ลงมาด้วยอันนั้นคือวิธีการที่จะต้องให้ลดต้นทุนในการผลิตด้านการเกษตร อันที่ ๒ นั้นนะครับ คือขณะนี้นั้นเกษตรกรนั้นทําปุิยอินทรีย์อยู่แล้ว แต่ว่าปุิยเคมีก็มีความจําเปึนนะครับ เพราะว่าปุิยเคมีนั้นก็เปึนส่วนที่ทําให้พืชหรือสิ่งที่เราใส่ลงไปนั้นมันเจริญเติบโตเร่งด่วน และเร็วขึ้น แต่ปุิยอินทรีย์นั้นจะเปึนการอนุรักษ์ดินให้ดินนั้นมีความชุ่มชื้นและ มีการร่วนซุย เพราะดินก็ต้องมีชีวิต เพราะดินนั้นมีอินทรีย์วัตถุอยู่ในดิน ถ้าหากว่าไม่มีสิ่ง ที่มีชีวิตในนั้นเราก็ปลูกพืชไม่งาม ไม่เจริญเติบโต อันนั้นคือสิ่งที่เปึนวัฏจักรของทางเคมี ของดินนะครับ แล้วก็อีกสิ่งสําคัญที่สุดนั้นก็คือเรื่องของเกษตรกรในขณะนี้นั้นเราทําลาย ทรัพยากรไปมาก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการเผาฟาง ท่านเชื่อไหมครับว่าเผาฟางป้หนึ่งนั้น ดินนั้นได้เสื่อมคุณภาพไปมากมาย อันนี้เราต้องรณรงค์ในเรื่องของการไม่เผาฟางให้ เกษตรกรเข้าใจ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วนะครับทิ้งสักระยะหนึ่งแนะนําให้เกษตรกรนั้นไถกลบ ตอซังครับ ท่านเชื่อไหมครับว่าตอซัง ๑ ไร่ สามารถที่จะเปึนปุิยอินทรีย์ได้ ๑๕๐–๒๕๐ กิโลกรัม อันนั้นคือส่วนที่ลดต้นทุนในการผลิตของเกษตรกร เราต้องให้เกษตรกรได้ความรู้ ตรงนี้ครับเพื่อจะแก้ปัญหาตรงนั้นได้ อันที่ ๒ นั้นก็ต้องใช้ปุิยพืชสด ซึ่งท่านเชื่อไหมครับ ท่านประธานว่าปุิยพืชสดเราใช้ถั่วเหลืองไร่หนึ่งประมาณ ๑๕–๒๐ กิโลกรัม นี่สามารถได้ ปุิยพืชสดหรือปุิยอินทรีย์ประมาณเกือบ ๕๐๐ กิโลกรัมถึง ๑ ตัน อันนี้ก็จะเปึนการเซฟ ในการที่เราจะต้องมาใช้ปุิยเคมีลงนะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งถ้าหากว่าเปึนนาข้าวเราก็ใช้ พวกโสนแอฟริกัน อันนี้ก็จะเปึนสิ่งที่จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตของเกษตรกร แล้วก็ ไม่ต้องใช้ปุิยเคมีเลย ป้ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ความร่วนซุยของดินนั้นก็จะยังอยู่ อันนั้นคือ การแก้ปัญหาของพืชไร่หรือนาข้าวนะครับ หรืออีกอันหนึ่งท่านประธานครับ ก็คือเรื่องของ การใช้ปลูกพืชหลังนาหรือหลังเก็บเกี่ยว หลาย ๆ พื้นที่ไม่ว่าจะเปึนเหนือ อีสานหรือใต้ ถ้าหากว่านาของใครหลังเก็บเกี่ยวแล้วนี่นะครับ ถ้าเราใช้ปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืช ตระกูลถั่วลงไป แล้วต่อไปในฤดูนาป้ต่อไปจะไม่ต้องไปใช้ปุิยเลย อันนี้คือสิ่งที่ปรากฏชัด ในทางวิชาการ แล้วก็จะเพิ่มผลผลิตไร่หนึ่งก็ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อันนี้คือสิ่งที่ พิสูจน์จากทางด้านวิชาการมาแล้ว เพราะฉะนั้นอีกอันหนึ่งที่ในขณะนี้นั้นนะครับ ก็มีเรื่องของโรงปุิยอินทรีย์ที่ท่านผู้นําอภิปรายบางท่านนั้นได้อภิปรายไปแล้วก็คือ โรงปุิยอินทรีย์ที่อยู่ใน อบต. มีอยู่แล้วมากมายซึ่งเปึนอนุสาวรีย์อยู่ในขณะนี้ ถ้าหากว่า เราไปปัดฝุ์นให้เจ้าหน้าที่เกษตรตําบล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องไปสํารวจ ที่ว่าในแต่ละ อบต. ที่มีอยู่นั้นมันเหลือเท่าไร แล้วก็นํามาปัดฝุ์นซึ่งโรงหนึ่งประมาณ ล้านกว่าบาทที่สร้างไว้ แล้วก็เปึนอนุสาวรีย์อยู่ ณ ขณะนี้ หลาย ๆ จังหวัดก็คงจะเปึน เหมือนกับอุดรธานี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไปแนะนําให้ความรู้แล้วก็เพิ่มปัจจัย เข้าไปนิดหนึ่ง ในการดําเนินการนี้ก็จะทําให้ได้ปุิยอินทรีย์มากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่อยากจะ ฝากหรือว่าให้แนวทางในการที่จะนําไปสู่การพัฒนาในเรื่องของปุิย อีกอันหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าเราทําอย่างนี้ได้นั้นก็จะทําให้นโยบายของเราที่ประกาศไปหรือของรัฐบาล ที่ประกาศไปนั้นว่าเราจะเปึนครัวของโลกนั้น ซึ่งครัวของโลกนั้นจะต้องปลอดเรื่องของ อาหารที่ปนจากสารปนเปุ๋อนหรือจากสารตกค้างในอาหาร ถ้าเราส่งอาหารหรือพืชผัก ผลไม้ที่มีสารตกค้างเข้าไปต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเปึนญี่ปุ์นหรือเปึนยุโรป เขาจะไม่รับรอง เพราะเขาจะส่งกลับ เรื่องของอาหารโลกก็คือของเอฟซีโอ (FCO) นี่เอง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าเราใช้สารที่ไม่มีตกค้างหรือว่าใช้ปุิยอินทรีย์จะทําให้ พืชของเรานั้นปลอดภัย แล้วเราก็สามารถที่จะประกาศเปึนครัวของโลกได้โดยสมบูรณ์ อันนั้นก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเสนอท่านประธานหรือว่าเสนอไปทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ สิ่งสําคัญนั้นก็คือเรื่องของนโยบายของรัฐ ที่จะต้องทําอย่างไรที่จะเร่งรัดหรือส่งเสริมทําความเข้าใจให้เกษตรกรนั้นหันจากการใช้ ปุิยเคมีนั้นมาใช้ปุิยอินทรีย์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ใกล้เคียงเรา โดยเฉพาะ เรื่องปุิยเคมีหรือว่าเรื่องสารเคมี อินเดียหรือว่าทางอินโดนีเซียเขาจะใช้นโยบายของรัฐ ในการที่จะไม่สั่งสารเคมีเข้าประเทศเรา ซึ่งปุิยเคมีก็คือสารเคมีนั่นเองนะครับ มีส่วนประกอบของสารเคมี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราใช้นโยบายของรัฐลดต้นทุน ในการที่จะนําเข้าก็จะเปึนสิ่งที่ดี แล้วค่อยมาเน้นเรื่องของนโยบายของการใช้ปุิยอินทรีย์ ให้มากขึ้น ก็คงจะเสนอทางท่านประธานไว้เพียงคร่าว ๆ แค่นี้ ขอบคุณมากครับ