อิสิ มะหะมัดยังกี หารือเรื่องปัญหาปุิยยางพารา ปุิยปาล์ม และปุิยผลไม้ที่ราคาขึ้นมาก ทำให้ชาวสวนไม่คุ้มที่จะปลูก และขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนและจัดโซนนิ่งในการปลูกพืช และตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการปลูกพืชในบางพื้นที่
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี ผู้แทน ประชาธิปัตย์ จังหวัดสตูล หลายคนสงสัยว่า เปึนแพทย์แล้วจะรู้เรื่องปุิยอย่างไรครับ ความจริงแล้วคนกับพืชก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร ถ้าเปึนคนหลายคนว่าเปึนปัจจัยสี่ที่คนต้องการคือ กิน ขี้ ปุ้ นอน แต่พืชมันกินเหมือนกันครับ แล้วมันก็มีการผสมพันธุ์กัน คล้าย ๆ กันครับ แล้วผมเอง พ่อก็เปึนชาวสวน แล้วผมเองถึงเปึนแพทย์ก็ทําสวนยางพารา สวนผลไม้อยู่ ก็พอทราบ ปัญหานี้เหมือนกัน ก็ไม่มากมายอะไรหรอกประมาณ ๒๐–๓๐ ไร่เท่านั้นเอง ที่บ้านผม จังหวัดสตูลนี่ พืชเศรษฐกิจก็คือยางพาราแล้วก็ปาล์มนะครับ ผลไม้ก็มีหลายชนิด เช่น กระท้อน ทุเรียน ลองกอง เงาะ มังคุด แต่ว่าตอนนี้มีปัญหามาก สําหรับสะตอมันไม่ใช่ พืชเศรษฐกิจของชาวใต้ แต่เปึนสัญลักษณ์ของชาวใต้เท่านั้นเองครับสะตอนี่ สําหรับ มังคุดตอนนี้หลายต่อหลายสวนได้โค่นมังคุดไป เนื่องจากว่าปลูกไปแล้วมันไม่คุ้ม กิโลกรัมละ ๒–๓ บาทเท่านั้นเอง สมัยก่อนตอนที่เศรษฐกิจมีปัญหาฟองสบู่แตก หลายคน บอกว่ามีโฉนดที่ดินมีค่าไม่เท่ากับมีมาม่า ๑ ห่อ ตอนนี้มันใกล้จะถึงแบบนั้นแล้วครับ เขาก็เลยไปโค่นมังคุดกันหมดเลย เพราะว่ากิโลกรัมละ ๒–๓ บาท นี่มันไม่คุ้ม ก็เลยต้อง โค่นด้วยความรักและความแค้น รักต้นไม้ครับ แต่แค้นรัฐบาล รัฐบาลบางชุดที่ให้มังคุด กิโลกรัมละ ๒–๓ บาท เพราะฉะนั้นผมหวังว่ารัฐบาลในชุดนี้อย่าให้มังคุดกิโลกรัม ๒–๓ บาท นะครับ ลองกองกิโลกรัม ๑๐–๒๐ บาทมันไม่คุ้มครับ ขอให้ราคาขึ้นมาอย่างเปึนธรรม นะครับ เพราะไม่อย่างนั้นก็มีการโค่นแล้วก็แช่งไปพลาง ๆ แช่งใครผมก็ไม่ทราบครับ ผมจะพูดถึงปุิยยางพารา การขึ้นราคาของปุิยยางพารา ในสูตรยางพาราเล็ก ๒๐–๘–๒๐ นี่ราคาขึ้นจาก ๖๒๐ บาท ถึง ๘๕๐ บาทครับ ช่วงเวลาไม่กี่เดือนจากเดือนพฤศจิกายน ธันวาคมปลายป้ที่แล้วมาถึงกุมภาพันธ์นี้ขึ้นถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ซึ่งมันสูงมากในเวลา แค่ ๒–๓ เดือนเท่านั้นเอง ปุิยยางพาราใหญ่สูตร ๑๕–๗–๑๘ ขึ้นจาก ๖๕๐ บาท ไปถึง ๙๐๐–๑,๐๐๐ บาท ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วปุิยยางพาราใหญ่ต้องใส่ ๑ กิโลกรัมต่อต้น ต่อป้ ไม่อย่างนั้นยางพาราก็ได้ผลไม่เต็มที่ ให้น้ํายางไม่เต็มที่ครับ ถ้าใส่น้อยมันก็ใส่ได้ แต่ว่ายางมันออกไม่ดีเท่าที่ควร ปุิยปาล์ม ปาล์มนี้ชัดเจนที่สุด ถ้าไม่ใส่ปุิยมันไม่ยอม ออกลูกครับ มันไม่ได้กิน มันก็ไม่ปุ้ แล้วมันก็ไม่ออกลูกครับ นี่เปึนเรื่องจริงครับ เปึนเรื่อง ที่รู้กันโดยทั่วไป สูตรปาล์มเล็ก ๑๖–๑๑–๑๔ ขึ้นจาก ๗๐๐ บาท ไปเปึน ๑,๒๐๐ บาท ปาล์มใหญ่ ๑๔–๑๓–๑๐ ก็เหมือนกัน จาก ๗๐๐ บาท เปึน ๑,๒๐๐ บาทในช่วงเวลา ๒–๓ เดือนเท่านั้นเองขึ้นมาถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มากทีเดียวครับ มากมายเหลือเกิน ปาล์ม นี่ถ้าไม่ใส่ปุิยไม่ได้ผลเลยครับ อันนี้สําคัญมากครับเรื่องปาล์ม แต่มีทางออกของชาวสวน ยางอยู่อย่างหนึ่งคือถ้าปุิยเคมีเราไม่ไปซื้อปุิยสําเร็จรูปเราสามารถเอาแม่ปุิย แม่ปุิยนี่ต้อง สั่งมาจากต่างประเทศ สามารถมาผสมตามคําแนะนําของกรมวิชาการเกษตรก็สามารถ ทําให้ลดต้นทุนลงได้ แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือแม่ปุิยขาดตลาด ใครกักตัวแม่ปุิยไว้ จับตัวไว้ กรุณาปล่อยออกมาเถอะครับ เพราะว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนครับ ผมพูดถึงไม่ได้หมายถึง นางสาวปุิย นางปุิย ไม่ใช่นะครับ แต่เปึนแม่ปุิยสําเร็จรูปจากต่างประเทศ มีการกักตุน นะครับ นี่เปึนเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน อย่างมาก เพราะไม่มีทางเลือกครับ ทางเลือกอีกทางคือเอาแม่ปุิยมาผสมเองก็ทําไม่ได้ เพราะขาดตลาดขอให้ทางผู้ที่รับผิดชอบกรุณาดําเนินการเรื่องนี้ด่วนครับ ปุิยผลไม้ ผมพูดหรือไม่พูดก็แทบจะไม่มีผลอะไรที่บ้านผม ปุิยสูตร ๑๕–๑๕–๑๕ จาก ๘๐๐ มาเปึน ๑,๒๐๐ บาท แต่เขาไม่ใส่กันมาตั้งนานแล้วครับ ที่ไม่ใส่เพราะว่ามันไม่คุ้มครับ ผมเอง มีสวนผลไม้อยู่ ๑๐–๒๐ ไร่ จ้างคนก็ไม่คุ้ม ใส่ปุิยก็ไม่คุ้ม ก็ปล่อยให้มันเปึนไปตาม ยถากรรม มีลูกเท่าไรก็เอาแค่นั้น มีลิง มีค่างกินไปก็ถือว่าทําบุญให้ลิงให้ค่างไป นี่คือ เรื่องจริงครับ มันไม่คุ้มจริง ๆ มันเปึนนโยบายตามยถากรรม ในเมื่อรัฐบาลปล่อยให้เปึนไป ตามยถากรรม ผมก็ปล่อยให้มันเปึนไปตามยถากรรมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอ อยู่ ๒–๓ ข้อนะครับ ในเมื่อบริษัทปุิยแห่งชาติได้ถูกขายไปแล้วในสมัยรัฐบาลทักษิณ มีทางเลือกอีกทางคือสั่งแม่ปุิยจากต่างประเทศเพื่อให้ชาวบ้านได้ผสมเอง เพื่อให้ต้นทุน ถูกลง อันนี้ต้องรีบทําอย่างเร่งด่วน
ประการที่ ๒ ส่งเสริมการใช้ปุิยชีวภาพร่วมกับปุิยเคมีอย่างจริงจัง เพื่อให้ ลดการใช้ปุิยเคมีลง อันนี้ทําได้ครับ ต้องใช้ร่วมกัน จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งผมคิดว่า คงไม่ได้ผล แต่ใช้ร่วมกันได้ผลดีมาก
อันที่ ๓ นโยบายเรื่องการส่งเสริมปลูกพืชให้ชัดเจนจัดโซนนิ่ง ลองกอง ถ้าปลูกได้ดอยอ่างขางคงปลูกไปแล้วครับ แต่โชคดีที่มันปลูกไม่ขึ้น ไม่มีการจัดโซนนิ่งกัน เลยครับ ภาคใต้ปลูกลองกองได้ผลดีก็ให้ปลูกไปครับ อย่าไปปลูกถึงเชียงใหม่ นี่ภาคกลางก็เต็มไปหมดครับลองกอง แล้วดีมานด์ ซัพพลาย มันอยู่ที่ไหนครับ ดีมานด์ ไม่เยอะเลยมันก็มีเท่าเดิม แต่ซัพพลายเต็มไปหมด มันไม่มีทางที่จะขายได้ราคาหรอกครับ เพราะฉะนั้นต้องจัดโซนนิ่งภาคใต้จะปลูกอะไร ภาคเหนือจะปลูกอะไร เตรียมการตลาด ให้ชัดเจน นี่คือสิ่งที่เราต้องทําครับ ผู้รับผิดชอบ ผู้บริหารของชาติบ้านเมืองต้องทํา อย่าใช้ นโยบายของพ่อขุนรามคําแหงนะครับ นโยบายที่ใช้อยู่ตอนนี้ใช้มาตั้งแต่สมัย พ่อขุนรามคําแหง ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า มันไม่ใช่แล้วครับ ต่อไปถ้าจะปลูก ลองกองต้องปลูกภาคใต้ ปลูกลิ้นจี่ปลูกภาคเหนือ ภาคกลางจะปลูกอะไรก็กําหนดให้ ชัดเจน ผมได้ทราบจากท่านอาคม เอ่งฉ้วน ว่าที่ประเทศอิสราเอลเขากําหนดน้ําให้เลย ว่าคุณต้องปลูกเท่านี้ห้ามปลูกเกินเพราะว่าจะมีปัญหาเรื่องการตลาดราคาจะตกต่ํา จํากัดปริมาณน้ํา ของเราอีกไกลครับ ไม่รู้ชาติไหนชาตินี้ไม่เห็นแน่นอนครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้มีความซื่อสัตย์ ผมก็เชื่อว่าอย่างนั้นครับที่เรามาพูด กันตรงนี้เราก็เชื่ออย่างนั้น ทําประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชนครับ เพราะผมเชื่อ ว่าทุกคนถ้าเราไม่ทําตอนเรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้เวลาที่เราจะทําประโยชน์ให้ประชาชนก็คือ ตอนที่เราตายกลายเปึนปุิยชีวภาพไปแล้วครับ ขอบคุณครับ