ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีที่แตกต่างกัน โดยการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรใช้วิธีการลงคะแนนลับ ในขณะที่การเลือกนายกรัฐมนตรีใช้วิธีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบโดยเปิดเผย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้รับฟัง รายงานของท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่ามีประเด็นที่สําคัญอยู่เรื่องหนึ่งที่จําเปึนจะต้องอภิปรายเพื่อให้เกิดการปรับปรุง แก้ไขที่จะตามมาในอนาคต ผมเข้าใจว่าการร่างข้อบังคับนั้น หลักที่สําคัญที่สุดก็ต้อง อยู่ตรงที่ว่า ต้องให้เปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ความข้อนี้จะเปึนข้อสําคัญ และสามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้อย่างถูกต้อง ท่านประธานครับในการเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ๒ เรื่องนี้รัฐธรรมนูญยุคใหม่ คือตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ ถึงป้ ๒๕๕๐ ได้เขียนบทบัญญัติเรื่องนี้ไว้ และในสภาผู้แทนราษฎร เรามีข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งและต้องโต้เถียงกันตลอดเมื่อจะมีการเลือกประธาน สภาผู้แทนราษฎรหรือการเลือกนายกรัฐมนตรี ข้อความที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้มี สภาผู้แทนราษฎร ให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตท่านประธานยกข้อความ ในรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ครับ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ละสภา มีประธานสภา คนหนึ่งและรองประธานสภาคนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ ตามมติของสภา บทบัญญัติ มาตรานี้เพื่อกําหนดการมีประธานและรองประธาน และรัฐธรรมนูญกําหนดสถานะของ ประธาน รองประธานไว้อย่างชัดแจ้งไว้ว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้ทําหน้าที่แทนต้องวางตนเปึนกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อความนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ได้ทําให้ไปกําหนดการได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎรว่า เราควรใช้วิธีการอย่างไรจึงจะได้ ประธานสภาที่ทําหน้าที่ที่เปึนกลางของการประชุม เขาเปึนตัวแทนของรัฐสภา ในอดีตเรา ไม่เคยให้มีการพูดจาใด ๆ ครับ เมื่อมีการเลือกประธานสภาแล้วต้องให้ลงคะแนนเปึนลับ ด้วย เหตุที่ต้องให้ลงลับก็คือว่าหลังจากที่ท่านเปึนประธานสภาแล้วท่านเปึนประธานสภา ของทุกคน ท่านเปึนประธานของรัฐสภาด้วย เพราะฉะนั้นการดําเนินการเลือก ประธานสภาในอดีตจึงไม่เปึนปัญหา ครั้งที่ผ่านมามีการเสนอชื่อแล้วไปลงคะแนนเปึน ความลับ แล้วก็นับคะแนนแล้วก็ประกาศ ประธานสภาก็กลับมาทําหน้าที่ที่เปึนกลาง เขาไม่ประสงค์ให้ใครรู้เลยท่านประธานครับว่าใครเปึนผู้เลือกใคร เพราะคํานึงถึงความ เปึนกลางของประธานสภาและรองประธานสภา ความข้อนี้บังเอิญพอไปร่างเปึนข้อบังคับ ก็ดูเหมือนว่าจะมีความก้าวหน้าขึ้นเล็กน้อยก็ตรงที่ว่า เป่ดโอกาสให้ประธานสภาทําหน้าที่ แสดงวิสัยทัศน์ ท่านประธานครับตรงนี้ดูเหมือนว่ามีความก้าวหน้า แต่ผมเรียน ท่านประธานเลยครับว่า นี่เปึนความไม่จําเปึนอะไรเลยสําหรับคนที่ถูกเสนอชื่อให้เปึน ประธานสภาว่าต้องแสดงวิสัยทัศน์ เพราะในความเปึนจริงของระบบรัฐสภาที่มีเสียง ข้างมากเขามักจะเปึนผู้ที่จะต้องได้รับการคัดเลือกให้ดํารงตําแหน่งทําหน้าที่นั้น อยู่แล้ว และการลงคะแนนก็แน่นอนครับ ถ้ามีการเสนอชื่อ ๑ คนก็ไม่ต้อง ถ้ามีเสนอชื่อ ๒ คนก็ต้องลงคะแนน เพราะฉะนั้นการไปกําหนดดูเหมือนว่ามีความก้าวหน้า ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันเปึนความก้าวหน้าที่ใหม่กว่าปกติแต่ไม่ยังประโยชน์อะไร เลย แต่ในทางกลับกันท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ความข้อนี้เปึนเรื่อง ใหญ่ เปึนความสําคัญและสภาผู้แทนราษฎรของเราถกเถียงกันมาตลอด ตั้งแต่ การเลือกตั้งเมื่อป้ ๒๕๔๔ ๒๕๔๘ และมาการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีเมื่อป้ ๒๕๕๑ นั่นก็คือว่ารัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนอีกเหมือนกัน จงใจเขียนให้แตกต่างจากการเลือก ประธานสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญเขียนบอกว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเปึน นายกรัฐมนตรี ใช้คําว่า ให้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ในขณะที่เลือกประธานสภาให้เลือก แล้วคงคะแนนลับ แล้วให้ประธานสภาทําหน้าที่เปึนกลาง ความมุ่งหมาย ๒ มาตรา ๒ เรื่องนี้แตกต่างจากกันแน่นอน เขาประสงค์ที่จะให้สภาพิจารณา พิจารณาเลือก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเขาให้เลือกโดยเป่ดเผยด้วย ให้รู้ด้วยครับว่าใครเลือกใคร และเมื่อเลือกเสร็จก็เปึนนายกรัฐมนตรีของผู้เลือกด้วย ทําหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ในสภา ไม่ใช่เปึนนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกเลือกเสมอไป มีหน้าที่เหมือนกัน พวกฝ์ายค้าน ก็เปึนฝ์ายค้าน รัฐบาลก็เปึนรัฐบาล ตรงนี้ละครับว่าให้พิจารณาเลือก ทีนี้กระบวนการ พิจารณาเลือกเราปกปัองคนที่จะมาเปึนนายกรัฐมนตรีตลอด ท่านประธานครับ ผมกล้า ยืนยันกับเรื่องนี้เพราะว่าผมเปึนคนหนึ่งที่ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นในวันเลือก นายกรัฐมนตรี เราไม่ได้พิจารณาในเรื่องนี้กันอย่างมีความเหมาะสมว่าควรที่จะมีวิธี พิจารณาอย่างไร แต่เรามุ่งหมายที่ปกปัองคนที่จะถูกเสนอชื่อเปึนนายกรัฐมนตรี เรากลัว ไปเองว่าสภาจะไปวิจารณ์อะไรเข้า สภาจะไปตั้งข้อสังเกตอะไรเข้า และทําให้คนนั้นเขา เสียหายก็เลยไม่ให้มีการพูดจาในเรื่องนี้กัน ตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ เปึนโอกาสเดียว ที่เราจะทําเรื่องนี้ไม่ให้เปึนประเด็นในทางการเมือง แต่สภาจะทําหน้าที่นี้ให้เปึนมาตรฐาน ของการกําหนดการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็แน่นอนที่สุดในเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเปึนนายกรัฐมนตรีกระบวนการพิจารณาจะทําอย่างไร สภาผู้แทนราษฎรไม่มีทางทําอย่างอื่นท่านประธานครับ วิธีการพิจารณาของสภาก็คือว่า การเสนอชื่อบุคคล การอภิปรายสนับสนุน การให้แสดงวิสัยทัศน์หรือการอภิปราย แสดงเหตุผลต่าง ๆ ที่ควรหรือไม่ควร การอภิปรายเปึนกระบวนการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในข้อบังคับที่จะเขียนต่อไปนี้จึงไม่มีเหตุผลอย่างอื่นครับ แต่ว่าคณะผู้ร่างได้ไปร่างแล้วก็ซ้ําเหมือนเดิม ไปแก้สิ่งที่ไม่ควรแก้ก็คือเรื่องเลือก ประธานสภา แต่ทีเรื่องของนายกรัฐมนตรีเขาเขียนไว้ให้ชัดว่าให้ไปทํากลับไม่ทํา ผมต้อง อภิปรายกับท่านประธานไว้ตรงนี้เพื่อการแก้ไขในอนาคต จะปรับปรุงให้ละเอียดอย่างไร เดี๋ยวจะตามไปทําในคณะกรรมาธิการ แต่อภิปรายกับท่านประธานครับว่า สิ่งที่เรา กําลังทําอยู่นี้ ๑. ทําให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ ๒. เราจําเปึนต้องสร้างมาตรฐานเสียวันนี้ ในอนาคตโดยไม่ต้องไปติดใจว่าใครมาเปึนหรือไม่มาเปึนนายกรัฐมนตรี ใครเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมอย่างไร นั่นก็เปึนเรื่องที่เราจะต้องติดตามกัน ผมกราบเรียนท่านประธาน เพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อนี้ต่อไปครับ