อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล พ.ศ. 2544 และเรียกร้องการชี้แจงจากรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการดูแลคลื่นความถี่ของวิทยุชุมชน และเรียกร้องการชะลอการจับวิทยุชุมชน เพื่อรอการประชุมหารือระหว่างวิทยุชุมชนและกรมประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าการดูแลบริหารงานวิทยุชุมชนไม่ใช่หน้าที่ของสมชาย ใจดีแล้ว และเรียกร้องให้สมชาย ใจดีส่งชื่ออนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ให้คณะรัฐมนตรีภายในอาทิตย์นี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแทรกแซงของที่ประชุมสภาในการควบคุมสื่อมวลชน และเรียกร้องให้หยุดการแทรกแซงดังกล่าว นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่องการตรวจราชการของรัฐมนตรี และเรียกร้องให้ลดความหรูหราในการตรวจราชการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องทําความเข้าใจ กับข้อเท็จจริงที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาตอบอยู่ ๒-๓ ประเด็นก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ในการออก พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. ๒๕๔๓ ออกในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้มีการจัดตั้งองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ขึ้นมา ๒ ชุดก็คือ กสช. กับ กทช. เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายนี้เสร็จแล้ว ป้ ๒๕๔๔ เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ การตั้งไข่ของ กสช. ตั้งแต่ตอนนั้นมันเริ่มต้นและไม่มีโอกาสเปึนจริงเลยมาจนกระทั่งบัดนี้ ผมไม่ทราบว่าเปึนความผิดพลาดบกพร่องของใคร
ประเด็นที่ ๒ กรณีที่ท่านบอกว่า ท่านไม่สามารถที่จะไปสั่งใครให้จับ หรือไม่จับวิทยุชุมชนที่ไหนนั้นเปึนเรื่องที่จะต้องพิสูจน์กัน มีข้อมูลหลักฐานที่จะต้องมา ยืนยันกันต่อไป แล้วก็เด่นชัดว่าในการดําเนินงานของกรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติที่ทําหน้าที่ในการดูแลคลื่นความถี่ได้ร่วมมือกัน ในการไปจับกุมวิทยุชุมชนตลอดมาไม่มีหน่วยงานอื่นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะไปถึงคําถามที่ ๒ และ ๓ รวบกัน ผมต้องการจะให้รายละเอียดกับท่านประธาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจก็คือว่า แนวคิดที่ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ต้องการจะเข้าไปทําอะไร กับวิทยุชุมชนเพียงแต่ต้องการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะส่งไม้ต่อไปยัง กทช. ผมคิดว่า ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่ต้องทําความเข้าใจเพราะในช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมาท่านมีบทบาท ในการพูดถึงเรื่องวิทยุชุมชนบ่อยครั้ง ผมจะยกตัวอย่าง มีอยู่ ๓ ครั้งที่ท่านเดินทางไปให้ นโยบายเกี่ยวกับสื่อมวลชน ครั้งแรกที่โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ ท่านไปบอกถึง เรื่อง พ.ร.บ. การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ท่านบอกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เปึนปัญหาส่งผลให้วิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นจํานวนมากกลายเปึน วิทยุเถื่อนหลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ประกาศใช้ ขณะนี้กําลังจะส่งหนังสือไปยัง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติให้ชะลอการจับไปก่อน โดยวิทยุชุมชนทั้งหมด จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อรอการประชุมหารือระหว่าง วิทยุชุมชนและกรมประชาสัมพันธ์ถึงการจัดระบบให้เปึนไปในแนวทางเดียวกันเพื่อให้เปึน วิทยุชุมชนที่แท้จริง นี่คือสิ่งที่ท่านให้นโยบายไว้ในที่ประชุมวิทยุชุมชนที่จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งต่อมาที่จังหวัดขอนแก่น วันที่ ๑๙ เมษายน ที่โรงแรมโซฟ่เทลราชาออคิด จังหวัดขอนแก่น ท่านบอกว่าผมไม่ยอมรับว่าวิทยุชุมชนเปึนเรื่องเถื่อน ผู้ที่เข้ามาทําวิทยุชุมชนมีจิตใจดี หวังดีต่อสาธารณะ แต่ พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ออกมาแล้วทําให้เปึนกิจการเถื่อนไปโดยปริยาย ผมจะหาทางออกให้กับ วิทยุชุมชนโดยเสนอ ครม. ให้มีโครงการทดลองพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ท่านบอกว่า ท่านจะให้รัฐบาลขอเวลาวิทยุชุมชนแต่ละคลื่นเข้าร่วมโครงการ สัก ๒-๓ ชั่วโมงเพื่อเปึนสถานีเครือข่ายของรัฐบาล แล้วก็บอกว่าหากวิทยุชุมชนรายใด เข้าร่วมโครงการถือว่าช่วยงานราชการ ทางรัฐบาลก็จะช่วยเหลือเปึนการตอบแทน โดยจะทําข้อตกลงกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าวิทยุชุมชนในโครงการความร่วมมือ ดังกล่าวจะต้องไม่ถูกดําเนินคดีคือห้ามจับ นี่เปึนครั้งที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงวิทยุชุมชน ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๕ เมษายน ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านบอกในทํานองเดียวกันแล้วก็บอกว่า พ.ร.บ. การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ต้องมีการปรับแก้ เพื่อที่จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนานโยบายอะไรตามที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ ลักษณะการออกเดินสายให้ข้อมูลกับวิทยุชุมชนตามจุดต่าง ๆ นี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านออกเดินสายข่มขู่ต่อรองกับวิทยุชุมชน สิ่งนี้ท่านอาจจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับก็ตามแต่ว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว องค์กรวิชาชีพหลายแห่งทั้งสมาคมนักข่าว วิทยุโทรทัศน์ สภาการหนังสือพิมพ์ ผู้ประกอบการทางด้านสื่อสารมวลชนออกมา ตําหนิท่าน ออกมาขอให้ท่านทบทวนเรื่องนี้เพราะมีประเด็นอย่างน้อย ๔ ประการ
๑. เขามองว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นเปึนการเกินขอบเขตอํานาจหน้าที่ของตัวเอง เพราะการดูแลบริหารงานวิทยุชุมชนนั้นไม่ใช่หน้าที่ของท่านอีกต่อไปแล้ว เมื่อมี พ.ร.บ. การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๗๙ ก็ระบุหน้าที่ว่าให้ กทช. เข้ามาดําเนินการ ท่านเองมีหน้าที่เพียงแต่ส่งชื่อ ให้ ครม. แสตมปี (Stamp) รับรองว่าอนุกรรมการที่ กทช. จะจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลกิจการ วิทยุโทรทัศน์ อีก ๖ คนส่งชื่อไปให้เขาเท่านั้นเองท่านก็ยังไม่ทํา ล่าช้า เมื่อวานนี้ กทช. เขามาชี้แจงกับสภาผู้แทนราษฎรครับ ผมมีโอกาสซักถามเรื่องนี้ถามว่าอนุกรรมการ กิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์จะเดินหน้าอย่างไรเมื่อคณะรัฐมนตรียังไม่ส่งชื่อ ไปให้ท่าน เขาบอกว่าเขาถามกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้วสามารถเดินหน้าได้เลย เขาไม่รอ ท่านแล้วครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าอาทิตย์หน้าท่านจะส่งนี่ช้าไปแล้ว แต่ไม่เปึนไรครับ ท่านต้องทําให้อนุกรรมการชุดนี้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมาย
๒. ที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ก็คือว่า การกระทําเช่นนี้เปึนการสุ่มเสี่ยงต่อ การถูกตีความว่าให้ท้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพราะวิทยุชุมชน ถ้ากระทําผิดกฎหมายต้องถูกดําเนินคดี ท่านจะไปต่อรองว่าถ้ามาเผยแพร่ข่าวสาร ของรัฐบาลแล้วไม่ถูกจับกุม จะขอให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติบอกตํารวจไม่ให้จับท่าน ทําไม่ได้ครับ แต่ท่านได้พูดไปแล้ว
๓. อันนี้ค่อนข้างจะหนักหน่วงสักนิดหนึ่ง เขาวิจารณ์ว่าการกระทําเช่นนี้ มันขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ เข้าไปแทรกแซงไม่ได้ เข้าไปบังคับบัญชา ไม่ได้กับสื่อมวลชนที่เขาจะต้องมีอิสระมีเสรีภาพในการกระทําหน้าที่ของเขาภายใต้กรอบ ของกฎหมายอยู่แล้ว ท่านไม่มีหน้าที่ที่จะไปบังคับบัญชาว่าจะต้องเสนอข่าวของรัฐบาล วันละ ๓ ชั่วโมง แบบนี้เปึนการแทรกแซงการทําหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ที่สําคัญคือ ไม่เปึนการส่งเสริมการทําหน้าที่ของสื่อตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ผมได้กราบเรียนกับ ท่านในการตั้งกระทู้ถามสดครั้งที่แล้วว่าสื่อในท้องถิ่นเขาต้องการความอิสระ ต้องการ นําเสนอเรื่องราวภายในท้องถิ่นของเขาเอง ทําไมไม่เป่ดโอกาสตรงนั้น กลับด้านกลายเปึนว่า ท่านต้องการใช้สื่อมวลชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะวิทยุชุมชนมาเปึนเครือข่าย มาเสนอข่าวสาร ในด้านเดียวของรัฐบาล แบบนี้เปึนการแทรกแซงต่อการทําหน้าที่ตามหลักวิชาชีพของเขา และเปึนการผลักนโยบายของท่านเอง ท่านบอกเองว่านโยบายรัฐบาลแถลงต่อสภาบอกว่า จะต้องเผยแพร่ข่าวสารราชการไปอย่างถูกต้องครบถ้วนรอบด้าน ผมเปึนห่วงครับ ท่านไปพูด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมบอกว่า ห้ามสื่อมวลชนของรัฐไปเสนอข่าวสนับสนุน การรัฐประหาร ไม่มีสื่อมวลชนที่ไหนเขาไปเสนอข่าวสนับสนุนการรัฐประหารหรอก มันผิดกฎหมาย มันขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๔ เขามีกรอบของเขาอยู่แล้ว ต่อไปถ้าท่าน คิดจะเอาสื่อมวลชนในท้องถิ่น เอาวิทยุชุมชนมาเปึนเครือข่ายด้วย แล้วบังคับไม่ให้เขา ทําหน้าที่อย่างอิสระอย่างรอบด้าน อย่างเปึนธรรม สังคมจะไม่ยิ่งไปกันใหญ่หรือครับ นี่ต้องการจะให้ท่านเข้าใจเจตนารมณ์ของสื่อมวลชน ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ท่าน ต้องทําก็คือขอให้หยุดในเรื่องการไปต่อรองกับวิทยุชุมชนในลักษณะเช่นนี้ และที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ท่านมากก็คือว่าการออกไปตรวจราชการในต่างจังหวัดแต่ละครั้ง อันนี้ต้องขอฝากด้วยความเปึนห่วงเปึนใยท่านว่ารถนําขบวนให้มันน้อยคันลงหน่อย ไปแต่ละที่นี่ใหญ่กว่านายกรัฐมนตรี ใหญ่กว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสียอีก เปึนไปได้อย่างไรครับ มีรถฉลามบกนํา มีรถตํารวจอีก ๒ คัน มีรถตู้ รถเบนซ์ รถผู้กํากับ รถผู้การ รถตํารวจท้องที่ตามหลัง เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ท่านไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านไปท่านก็ไม่ได้บอกผมถ้าท่านบอกผมก็จะไปต้อนรับท่านด้วยน่าเสียดายครับ คนที่นั่นเขาวิพากษ์วิจารณ์กันนึกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณมาอีกทีหนึ่งครับ ปรากฏว่า เปึนรัฐมนตรีจักรภพก็ให้มันเบา ๆ หน่อยหนึ่งครับ ขอให้ท่านพยายามเข้าใจนะครับ อํานาจเปึนสิ่งชั่วคราวเท่านั้นเอง สักวันหนึ่งก็หมดได้ก็เสื่อมได้ การเข้ามาควบคุมสื่อมวลชน ก็เหมือนกันท่านคิดจะควบคุมสื่อมวลชนนี่ควบคุมได้ชั่วคราวเท่านั้นแหละครับ ประวัติศาสตร์ ของวงการสื่อสารมวลชนในประเทศนี้จารึกไว้แล้วครับ ไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่ควบคุมอํานาจ เหนือสื่อมวลชนได้ตลอดไป ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีต้องทําครับ เรื่องการจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนานโยบายอะไรต่าง ๆ นี้อาจจะจัดตั้งขึ้นมาได้แต่ในเชิงสนับสนุน เพื่อให้สื่อมวลชนในท้องถิ่นพัฒนาไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ตามแนวทางของรัฐบาลได้ แต่ว่าต้องเลิกคิดที่จะเอาเครือข่ายภาคประชาชนมาเปึนเครื่องมือของรัฐบาล เวลานี้สิ่ง ที่ท่านต้องทําก็คือต้องไปกางดูรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๔๕ ถึงมาตรา ๔๘ ไปดู พ.ร.บ. การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้วก็รีบเสนอชื่อ คณะอนุกรรมการเข้าไปตามที่ กทช. ต้องการ
ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งอยู่ในประเด็นคําถามที่ผมจะตั้งก็คือว่า สภาพการทํางานของวิทยุชุมชน ของโทรทัศน์เคเบิลทีวีในท้องถิ่น ของสื่อมวลชนในท้องถิ่น ยังขาดคุณภาพทั้งในแง่มาตรฐานทางวิชาชีพ ทั้งในแง่ของมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์มาก ซึ่งเปึนสิ่งที่วงการสื่อมวลชนเองก็ยอมรับว่าในพื้นที่ ต่างจังหวัดมีคนที่เข้าไปทําสื่อด้านต่างๆ มากมาย แล้วก็ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ที่เหมาะสมเพียงพอก็เข้าไปทําหน้าที่ในการเผยแพร่ข่าวสารให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ก็อาจจะขาดเรื่องความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคนิคในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม และวิชาชีพทางด้านสื่อสารมวลชน องค์กรวิชาชีพในแต่ละแห่งในพื้นที่ต่างจังหวัดอาจจะ ควบคุมดูแลได้ไม่ทั่วถึง สิ่งนี้ทําอย่างไรที่จะให้มีการพัฒนาไปในเชิงสร้างสรรค์ รัฐบาล มีส่วนสนับสนุนได้ในแง่ของการให้แนวความคิด ให้การสนับสนุนผ่านไปยังกลไกของรัฐ ที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุน เช่น การจัดสัมมนา การให้ความรู้ การส่งเสริมให้เขาได้พัฒนา ตัวเอง โดยเฉพาะวิทยุโทรทัศน์ในท้องถิ่นซึ่งอยู่ในการกํากับดูแลของรัฐเอง ต้องส่งเสริม ให้เขาสามารถพัฒนาศักยภาพของเขาในแต่ละพื้นที่ตามที่เขาสามารถพัฒนาได้ ไม่ใช่ เอาคนจากส่วนกลางลงไปทําหรือไม่ใช่ให้ภาคเอกชนเข้ามายึดครองสถานีโทรทัศน์ แล้วให้เนื้อหาสาระที่คนจากภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาทําไปครอบสื่อในส่วนท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เปึนการพัฒนาสื่อมวลชนในท้องถิ่นได้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผม จะต้องซักถามท่านรัฐมนตรีในช่วงนี้ก็คือว่า รัฐบาลจะส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมสามารถเข้าไปเปึนเจ้าของวิทยุชุมชนหรือสื่อท้องถิ่นได้อย่างไร และจะส่งเสริม การพัฒนาคุณภาพการจัดรายการวิทยุชุมชนให้เปึนที่สนองความต้องการของพี่น้อง ประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างไร และอีกคําถามหนึ่งก็คือว่า รัฐบาลจะคุ้มครองผู้บริโภคที่ ได้รับผลกระทบในด้านลบจากสื่อวิทยุชุมชนหรือสื่อท้องถิ่นอย่างไรบ้างครับ