สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๑

อลงกรณ์ พลบุตร เสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะเรื่องของคณะกรรมาธิการที่มีอํานาจหน้าที่ที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายอลงกรณ์ พลบุตร เพชรบุรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีความเห็น ต่อการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของคณะกรรมาธิการซึ่งมีการแก้ไข ในหมวด ๔ กรรมาธิการ ในข้อ ๘๒ ความจริงการปรับปรุงแก้ไขระบบคณะกรรมาธิการ ซึ่งถือว่าเปึนกลไกสําคัญของสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของการไปแก้ไขกรอบอํานาจหน้าที่ตลอดจนกรอบของภารกิจของแต่ละคณะกรรมาธิการ เพราะว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ ตลอดจนภารกิจแล้วก็กรอบอํานาจหน้าที่พร้อมกันไป แต่ว่ามีอยู่คณะกรรมาธิการหนึ่งซึ่งกระผมเห็นว่าอาจจะมีปัญหาต่อการขัดต่อรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือการที่กําหนดให้มีคณะกรรมาธิการใน (๒/๑) ก็คือ คณะกรรมาธิการกิจการองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน การกําหนดกรอบอํานาจหน้าที่ ให้คณะกรรมาธิการชุดใหม่ดังกล่าวที่มีการแก้ไขจากร่างเดิมนั้น คือให้มีอํานาจหน้าที่ กระทํากิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการดําเนินงานของหน่วยงาน ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ความจริงประเด็นดังกล่าวนั้นเปึนเรื่องที่ล่อแหลมมากทีเดียว แล้วก็หมิ่นเหม่ต่อรัฐธรรมนูญว่าสภาของเราได้เขียนให้อํานาจตัวเองเข้าไปคาบเกี่ยว ต่อความเปึนอิสระขององค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ท่านประธานคงจะได้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญ ในหมวด ๑๑ ว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๔ องค์กร ก็คือ ๑. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๓. คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ๔. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนที่ ๒ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ๑. องค์กรอัยการ ๒. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๓. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ผมเปึนห่วงกังวลตรงที่ว่าการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและมีการปรับปรุง เช่นนี้อาจจะถูกยื่นว่ามีความขัดต่อรัฐธรรมนูญ เราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญที่มีการตรา กันไว้แล้วก็มีผลบังคับใช้ในป้ ๒๕๕๐ นั้นได้ดําเนินการในลักษณะการยอมรับต่อหลักการ ของการมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งเปึนฉบับแรกที่ประเทศไทยได้มี การตรารัฐธรรมนูญและมีการบัญญัติในเรื่องขององค์กรอิสระเกิดขึ้น โครงสร้างเดิม ของหลักในระบอบประชาธิปไตยก็คือ การมีอํานาจ ๓ ฝ์าย ฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายบริหาร และฝ์ายตุลาการ แต่การมีองค์กรอิสระนั้นเปรียบเปรยกันว่าเปึนอํานาจที่ ๔ นั่นคือ การออกแบบการปกครองประเทศของเราซึ่งโดยกฎหมายสูงสุดก็คือรัฐธรรมนูญ และเมื่อ มีรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ เราก็ยังมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่นเดิมปรับปรุงบ้างเล็กน้อย และแน่นอนในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญก็ได้มีการกําหนดในเรื่องของการถ่วงดุลและ ตรวจสอบกันและกันไม่ว่าจะเปึนฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายตุลาการ และองค์กรอิสระ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในอีกหลายหมวดในรัฐธรรมนูญจึงได้กําหนดในเรื่องของการสร้างระบบ ของการถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกัน ไม่ได้หมายความว่าองค์กรอิสระนั้นจะอิสระ ไปเสียทั้งหมด เพราะภายใต้การที่ใช้ภาษีที่มาจากประชาชนนั้นทุกคนจะต้องถ่วงดุล และตรวจสอบกันได้ ท่านประธานจะได้เห็นว่าหมวด ๑๒ นั้นจะมีการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐและมีหมวดที่ว่าด้วยการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและตําแหน่งอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลาย ผมจึงเห็นว่าในเรื่องนี้คณะกรรมาธิการ คงจะต้องชี้แจงต่อสภาก่อนที่จะให้มีการลงมติ เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เปึนประเด็นเรื่องจํานวน คณะกรรมาธิการว่าจะมากจะน้อยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยว่า ควรจะมีคณะกรรมาธิการชุดนั้นชุดนี้แต่เปึนเรื่องที่สภากําลังจะกระทําการขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพราะฉะนั้นการที่ทางสภาจะมีการลงมติยกมือสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนนั้นจะต้องเกิดความมั่นใจว่าการลงมติดังกล่าวนั้นไม่ไปสนับสนุน ต่อการกระทําที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเข้าใจว่ากรรมาธิการมีหลายท่านที่มีความเข้าใจ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญและกรอบอํานาจหน้าที่ แต่อยากจะเรียนท่านประธานว่า การกําหนด ในเรื่องดังกล่าวนั้นล่อแหลมมากทีเดียวครับ นั่นคือประเด็นในเรื่องของตัวรัฐธรรมนูญ ๒. อยากจะพูดสั้น ๆ นิดเดียวครับว่า ความข้องใจของการที่มีการกําหนดให้มีคณะกรรมาธิการ ชุดดังกล่าวนั้นอาจจะถูกแปรเจตนาได้ว่าเปึนความพยายามที่จะเข้าไปในการที่จะไป ตรวจสอบ ควบคุมองค์กรอิสระจะด้วยเหตุผลกลใดจากเหตุการณ์ในอดีต ในเรื่องของการที่ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ดี คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบแห่งชาติก็ดี หรือว่าองค์กรอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ดีนั้นได้มี ผลบวก ผลลบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลในอดีตหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในอดีต หรือแม้แต่การเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่เปึนผลดีต่อภาพลักษณ์โดยรวมของ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราถือว่าเปึนสถาบันนิติบัญญัติและเปึนตัวแทนปวงชนชาวไทย จึงขอให้ท่านคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงประเด็นนี้ให้เกิดความกระจ่างนะครับ ก่อนที่ท่านประธานจะให้มีการลงมติครับ