สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องความสับสนในคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ และเรียกร้องการแก้ไขความสับสนระหว่างคณะกรรมาธิการทหารและคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐธรรมนูญ มาตรา 135 ที่บัญญัติไว้สำหรับการเลือกสมาชิกคณะกรรมาธิการ และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของสภา รวมถึงเสนอให้พิจารณาความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการทำงานของสภา
ขอบคุณครับ ในคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ไปยกร่างขึ้นมาใหม่ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการ พอที่จะรู้ว่าเราพูดถึงเรื่องปัญหาตามแนวชายแดนขึ้นมา แล้วอยากมีคณะกรรมาธิการชุดหนึ่ง ที่มาทําเรื่องของแนวชายแดนก็บัญญัติเรื่องคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐนี้ขึ้น เมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกที่สงวนคําแปรญัตติท่านก็บอกว่า ถ้าเกิดเอาคณะกรรมาธิการ เรื่องเกี่ยวกับแนวชายแดนที่ท่านเสนอก็ไปตัดออกจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ในภารกิจ ที่เกี่ยวกับกิจการชายแดนออกเสียก็จะเหลือเฉพาะคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ แล้วก็ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องกิจการชายแดน ประเด็นปัญหาก็คือจะมีความสับสน เรื่องอํานาจหน้าที่แน่นอนระหว่างคณะกรรมาธิการการทหารกับคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐ แล้วแถมมีคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดน อีกด้วย เกิดความสับสนเช่นนี้จะมีปัญหาในทางการปฏิบัติแน่นอนในอนาคต ผมยกตัวอย่าง ให้ดูเพียง ๒ เรื่องเท่านั้น
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าถ้าเอาตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างขึ้นมาใหม่นี่ คณะกรรมาธิการบางชุดจะมีปัญหาข้อกฎหมายครับ ปัญหาข้อกฎหมายอย่างที่ว่าก็คือ ท่านได้บัญญัติเรื่องของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุนขึ้นมา ผมอยู่ในที่ประชุมด้วยตอนที่มีการเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับว่า กลับไปเป่ดดูรายงานการประชุมได้เลย ถ้อยคํา ของการอภิปรายว่าทําไมต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เปึนถ้อยคําที่บ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจ ความไม่ชอบใจ บางท่านผมเชื่อว่ามีอคติด้วยซ้ําไป เมื่อวานนี้ก็มีคนพูดถึงครับ พูดถึงองค์กร ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องมีคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบ เอ่ยถึงองค์กรบางองค์กร ด้วยซ้ําไป เช่น องค์กรนั้นองค์กรนี้ แล้วก็บอกว่ากลัวแทบตายต่อไปนี้ต้องตรวจเสียบ้าง ประเด็นที่เริ่มต้นจากอคติอย่างนี้มันไปไม่ได้ครับ แต่ที่จะเปึนปัญหาข้อกฎหมายก็คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ผมได้ท้วงติงเอาไว้ในคณะกรรมาธิการแล้วแต่ว่าคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ไม่เห็นชอบด้วยผมจึงต้องสงวนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ นี้ บัญญัติไว้ชัดในเรื่องที่บอกว่า คณะกรรมาธิการซึ่งเปึนคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจ เลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเปึนคณะกรรมาธิการสามัญ บอกไว้ในวรรคสองบอกว่า กรรมาธิการมีอํานาจออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคล เรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง แต่เขาบอกว่าไม่ให้ใช้บังคับกับใครบ้าง ส่วนหนึ่งก็บอกว่ากรรมการในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ประเด็นก็มีคนพยายามเลี่ยงบอกว่าก็อย่าไปเชิญตัวกรรมการ แต่เชิญตัว ของคนที่ทําหน้าที่หน่วยงานทางด้านธุรการมา ผมฟังเพื่อนสมาชิกจากพรรคชาติไทย ท่านหนึ่งอภิปรายเรื่องของสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ในกฎหมายชัดอีกว่า มีความเปึนอิสระ ประเด็นจะเปึนอย่างนี้ครับว่า ถ้าเกิดมีคนสงสัยขึ้นมาว่าการบัญญัติ หรือการเขียนเอาไว้ในข้อบังคับของพวกเราอาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เขาสามารถ จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญก่อนที่ข้อบังคับนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยการนําเรื่องดังกล่าวไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยได้ เพราะข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรมีฐานะและสิทธิเช่นเดียวกับข้อที่ว่าด้วยเรื่องของพระราชบัญญัติ ตรงนี้ ก็คือสิ่งที่ท้วงติงเอาไว้ว่าอาจจะเกิดประเด็นปัญหาข้อกฎหมายในทางปฏิบัติ สมมุติไปครับ ถ้าวันนี้เราผ่าน ให้ความเห็นชอบคณะกรรมาธิการชุดนี้ออกไปโดยการลงมติไปแล้ว ในภายภาคหน้าประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ลงนามในหนังสือของสภาไปเรียกหัวหน้า หน่วยธุรการ จะชื่อใดก็แล้วแต่ในองค์กรอิสระองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาตรวจสอบ แล้วมีข้อแย้งว่าเรื่องดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ปัญหาจะเกิดครับ แต่ที่พูดเช่นนี้บางคน อาจจะติงว่าองค์กรอิสระแตะต้องไม่ได้หรืออย่างไร ทําไมจะไปตรวจตรงนั้นตรงนี้ไม่ได้ ประเด็นจะเปึนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ ในวุฒิสภาเขามีคณะกรรมาธิการที่ว่าด้วยเรื่องของ องค์กรอิสระอยู่แล้ว เพียงแต่วุฒิสภามีหน้าที่ตรงเพราะเขามีหน้าที่ทั้งแต่งตั้งและถอดถอน องค์กรอิสระ แต่ทราบว่าเขาระมัดระวังมากว่าคณะกรรมาธิการเขาทําได้มากน้อยแค่ไหน ขนาดวุฒิสภามีอํานาจหน้าที่ตรงเรื่องขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถามว่าสภาผู้แทนราษฎร ของเราภาระหน้าที่ตรงคืออะไรครับ คือ การตรวจสอบฝ์ายบริหารและการแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญมิได้เขียนบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถไปกระทําเรื่อง เช่นที่ว่านี้ได้เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ในส่วนอื่น เช่น เรามีรายงานประจําป้ เราสามารถ ถอดถอนได้ และอีกส่วนหนึ่งคือ การเปึนกรรมาธิการวิสามัญเมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําป้ นั่นเปึนกระบวนการที่เกาะเกี่ยวกันอยู่แล้วมิใช่แตะต้องไม่ได้ แต่เรากําลังเขียนอํานาจหน้าที่คณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อสร้างอํานาจอย่างใหม่ของเรา ให้กลับไปสามารถที่จะตรวจสอบองค์กรอิสระได้ ถ้าตรวจสอบโดยเจตนาบริสุทธิ์ไม่เปึนไรครับ แต่ถ้าจ้องไปเช็คบิลเขา ไม่ชอบเขาอย่างที่หลายคนอภิปรายอาฆาตมาดร้ายเอาไว้นี่อันตรายครับ สภาไม่ควรจะเปึนเครื่องมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อไปเช็คบิลข้าราชการหรือคนในองค์กร อิสระไม่ว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งครับ สภาทําหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชน เรากล่าวคําปฏิญาณนี้ในสภาต่อหน้า พระบรมสาทิสลักษณ์ครับ ผมจึงไม่เห็นด้วย แต่โอเค (OK) ครับ เรื่องขององค์การมหาชน ก็ดี กองทุนก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดีอันนี้เปึนส่วนรับกันได้ แต่ถ้าไปตาม ๓๒ คณะเดิมที่ผม สงวนความเห็นเอาไว้ ถามว่าตกไปไหม ไม่ตกหรอกครับ มันก็ยังอยู่ในคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ เดิมทีก็เปึนเช่นนั้น แต่ผมต้องติงเอาไว้ว่าเรื่องนี้มีโอกาสที่จะเปึนปัญหาในทาง ข้อกฎหมายในอนาคตเราจะเสี่ยงเช่นนั้นไปเพื่ออะไรครับ และหนักยิ่งกว่านั้นถ้าเกิดมี กรรมาธิการชุดนี้คนใดคนหนึ่งจ้องจะเช็คบิลขึ้นมาจริง ๆ ตามไปราวีเขาถึงสํานักงาน จริง ๆ ความเสียหายจะตกอยู่กับฝ์ายนิติบัญญัติเรา ผมติงเอาไว้ครับ
อันที่ ๓ จะมีปัญหาในทางปฏิบัติครับ ทางปฏิบัติจะมีปัญหาในข้อที่ ๑ จริง ๆ ๓๒ คณะนี้จะยุ่งพอสมควรนะครับ ผมกลัวปัญหาเรื่องห้องประชุม ท่านประธานก็คงจะ ทราบว่าปัจจุบันห้องประชุมมันไม่พอครับ ครั้งที่แล้วคณะกรรมาธิการบางคณะกรรมาธิการ ประชุมต้องรออีกชุดหนึ่งเสร็จแทบจะเคาะประตูกันเลยบอกเสร็จได้แล้ว นั่นแค่ ๓๑ คณะ ไม่นับคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถ้าวันนี้มีการลงมติไป ๓๕ คณะนึกสภาพโกลาหลออกได้เลยครับว่า จะเกิดปัญหาอะไร ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหาเรื่องของประสิทธิภาพในการทํางาน จริง ๆ ๓๒ คณะเดิมผมก็กังวลอยู่แล้วเพราะท่านไปยุบคณะกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม ไปรวมกับคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ผมไปอ่านงานวิจัยเรื่องของกรรมาธิการ มีคนทําวิจัยเอาไว้ ประทานโทษเอ่ยนามเพื่อเปึนเกียรติกับท่านคือ คุณอรวรรณ พันธุ์เปรื่อง อยู่ในรัฐสภาสารไปเขียนบทความนี้เอาไว้ศึกษาว่า นับตั้งแต่ป้ ๒๔๗๕ ซึ่งมีพระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวเขาให้มีคณะกรรมาธิการซึ่งเรียกว่า คณะอนุกรรมาธิการ ๒ คณะ ใน ๒ คณะคือ ๑. คณะอนุกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม ก็คือ กรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม แล้วผมดูแล้วมีมาทุกป้ครับ มาถึงชุดนี้เราก็ไปรวม คณะกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุมกับคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร นั่นยุ่งพออยู่แล้วแต่ว่าที่ท่านแก้ใหม่ท่านไปเอาคณะกรรมาธิการติดตามผลการปฏิบัติ ตามมติของสภาผู้แทนราษฎรมารวมเข้าไปด้วยเอา ๓ ยํามาเปึน ๑ ครับ บังเอิญข้อบังคับ เราในข้อ ๒๖ ท่านเขียนเอาไว้ด้วยว่า รายงานการประชุมจะเป่ดเผยได้ต้องผ่านการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม และต่อไปนี้ต้องแถมว่าคณะกรรมาธิการติดตามผลการปฏิบัติตามมติของสภาผู้แทนราษฎร ด้วย ผมบอกได้เลยใครเปึนกรรมาธิการชุดนี้สาหัสครับ ปกติคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎรเรื่องก็เยอะอยู่แล้วครับ คณะกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม นี่ก็หนักหนาสาหัสแถมคณะกรรมาธิการติดตามผลการปฏิบัติตามมติของสภาผู้แทนราษฎรอีก ปัญหาเกิดครับนี่คือประสิทธิภาพ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานมาถึงตรงนี้ว่ามีปัญหา ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนเสนอที่สงวนความเห็นในขั้นตอนสรุปนี้ก็คือว่าเราจะยุติกันอย่างไร ในเวลานี้เรามี ๓ ทางเลือก ทางเลือกที่ ๑ กลับไป ๓๒ คณะเดิมอย่างที่พวกกระผมสงวน อันนี้ก็ลงมติว่าเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติแล้วก็เอาตามที่พวกผมสงวน ๒. ลงมติว่าเห็นด้วย คงร่างของคณะกรรมาธิการเอาไว้ก็จะกลับไปสู่คณะกรรมาธิการ ๓๒ คณะทั้งหมดชุดที่มี การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่งผมก็ชี้ให้เห็นว่ามีปัญหา ๓ ข้อดังกล่าว กับ ๓. ตามที่ ประธานวิปรัฐบาลเสนอคือ ๓๕ คณะอ้ายนี่ยุ่งแน่ เพราะถ้าเอาตาม ๓๕ คณะท่านว่า แล้วก็บวกกับแต่ละคนที่แปรญัตติกันมาเปึนปัญหาข้อปฏิบัติ ผมก็ไม่แน่ใจครับว่า ที่สุดแล้วเราจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญกันเมื่อไร แต่ลงมาจนกระทั่งถึงขั้นนี้แล้ว ช้าก็เปึนเรื่องที่หลีกเลี่ยงยากเสียแล้วแต่ต้องถูกต้อง ผมจึงกราบเรียนว่า เพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้ช่วยกันพิจารณาด้วยความเปึนธรรมเพื่อประสิทธิภาพของสภาแล้วก็ลงมติ อย่างที่มีข้อเสนอครับ ขอบพระคุณครับ