สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๓ เมษายน ๒๕๕๑

ปรีชาพล พงษ์พานิช หารือเรื่องรอยเลื่อนของเปลือกโลกที่อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ และเรียกร้องการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัตินี้ โดยเสนอแผนการป้องกันภัยพิบัติและจัดตั้งกระทรวงเพื่อจัดการภัยพิบัติ และเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณในการศึกษารอยเลื่อนและพัฒนาข้อมูลการป้องกันภัยพิบัติ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชนจากจังหวัดขอนแก่น ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับที่ให้โอกาสกระผมและคณะได้ยื่นญัตติด่วน เพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาถึงผลกระทบและการเตรียมความพร้อมในการรับมือกรณีที่ รอยเลื่อนของเปลือกโลกในประเทศไทยนั้นเคลื่อนตัว ญัตตินี้ได้มีการเลื่อนมาเรื่อย ๆ ครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านแซวผมว่าสงสัยว่าชื่อจะไม่ค่อยเปึนมงคล สิ่งหนึ่งที่ผมถือว่า หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องนี้ นึกว่าเปึนเรื่องไกลตัว แล้วก็อาจจะ ไม่เปึนประเด็นฮอท (Hot) ในสังคมเหมือนกับหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่นเรื่องตัดไข่นะครับ ท่านประธาน แต่ว่าผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า หลังจากการฟังอภิปรายของกระผม ในวันนี้แล้วก็อยากจะเตือนว่าถ้ารอยเลื่อนเหล่านี้นั้นเคลื่อนตัว ไข่นั้นอาจจะไม่เหลือให้ตัด ด้วยซ้ํานะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมให้ความสําคัญและ ให้ความสนใจในเรื่องญัตตินี้เปึนอย่างยิ่ง ก็เพราะว่าเรื่องของรอยเลื่อนของเปลือกโลก ที่เคลื่อนตัวในประเทศไทยนั้นมีความสําคัญ มีความเชื่อมโยงเปึนปัจจัยและสาเหตุสําคัญ ที่จะนําไปสู่การเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหว แม้ว่าการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยนั้น จะเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ไม่ว่าจะเปึนจีน พม่า ญี่ปุ์น อินโดนีเซีย หรือฟ่ลิปป่นส์ แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ก็อาจจะส่งผลกระทบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้อย่างมหาศาล ท่านประธาน ที่เคารพครับ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้นเปึนปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ พูดง่าย ๆ ก็คือเราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดขึ้น เมื่อไร จะเกิดขึ้นที่ไหน และจะมีขนาดความรุนแรงมากน้อยเพียงใด เมื่อเราไม่สามารถยับยั้ง การเกิดของมันได้ สิ่งหนึ่งครับในฐานะที่เราเปึนมนุษย์ที่ยังจะต้องอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ต่อไปก็คือเราสามารถที่จะเตรียมความพร้อมในการรับมือกับมันเพื่อลดผลกระทบและ ความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตครับ ไม่ว่าจะกับตัวเราเองหรือกับในต่างประเทศก็ตาม ถ้าเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนพอจะจําได้ ผมคิดว่ายังคงจําได้ครับ เหตุการณ์ที่ถือว่าเปึนภัยพิบัติ ทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในประเทศไทยครั้งหนึ่งก็คือเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนธันวาคม ป้๒๕๔๗ สึนามิครั้งนั้นทําให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงทั้งชีวิตและ ทรัพย์สินครับท่านประธาน เหตุผลสําคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียครั้งนั้นอย่างมากมาย ก็เพราะว่าไม่มีใครคาดคิดครับว่าเหตุการณ์เหล่านี้นั้นจะเกิดขึ้น ใช่ว่าสึนามินั้นไม่เคยเกิดขึ้น ในประเทศไทยครับท่านประธาน มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ถึงแม้ว่าความถี่ของการเกิดนั้นจะไม่ บ่อยครั้งก็ตาม ครั้งล่าสุดที่เกิดเหตุสึนามินี้ก็คือครั้งเมื่อวันที่ ๒๗ เดือนตุลาคม ป้ ๒๕๐๕ ที่เข้าซัดถล่มแหลมตะลุมพุกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งนั้นมาตรการในการเตรียม ความพร้อม แผนการต่าง ๆ ความรู้ของพี่น้องประชาชนนั้นเทียบเท่าแค่ ๐ ครับ ไม่มีใคร รับรู้รับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์สึนามิ ทําให้เกิดความสูญเสีย พี่น้องประชาชนเสียชีวิต ถึง ๙๐๐ กว่าคน ๔๒ ป้ต่อมาครับ ธันวาคม ป้ ๒๕๔๗ ก็ยังเหมือนเดิมครับ มาตรการ แผนการต่าง ๆ ความรู้พี่น้องประชาชนก็ยังไม่ได้พัฒนาเพิ่มขึ้น แต่ครั้งนี้นะครับส่งผลกระทบ รุนแรงเนื่องจากว่าพื้นที่ประสบภัยนั้นเปึนพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวและพี่น้องประชาชน ทั้งไทยและต่างประเทศอยู่จํานวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นทําให้เกิดความสูญเสีย มีพี่น้อง ประชาชนเสียชีวิตถึง ๘,๐๐๐ กว่าคน บาดเจ็บ ๘,๐๐๐ กว่าคน มีมูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจสูงถึง ๑๗,๔๘๐ ล้านบาท บทเรียนนั้นเจ็บปวดครับท่านประธาน เปึนความสูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่ที่แลกมาด้วยเลือดและน้ําตา ซึ่งกระทบหมดทุกมิติครับ ไม่ว่าจะเปึนมิติของ ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและจิตใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในหลายประเทศเองก็ได้ล้วนแล้วแต่จ่ายบทเรียนราคาแพงสําหรับการปัองกันภัยเกี่ยวกับ สาธารณภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นดินไหว ยกตัวอย่างให้ฟังครับ ประเทศญี่ปุ์นซึ่งเปึน ประเทศที่นานาประเทศนั้นให้การยอมรับว่ามีมาตรการในการรับมือแผ่นดินไหวดีที่สุดในโลก ประเทศหนึ่ง ถึงขนาดว่าคนญี่ปุ์นนั้นพูดว่าญี่ปุ์นนั้นจะเปึนประเทศแรกที่สามารถคาดการณ์ การเกิดแผ่นดินไหวได้ล่วงหน้า ญี่ปุ์นเองเปึนประเทศที่ตั้งอยู่บนที่เราเรียกว่าขอบของเปลือกโลก ก็คือแหล่งกําเนิดแผ่นดินไหว มีเหตุเกิดแผ่นดินไหวค่อนข้างจะบ่อยครั้ง ซึ่งประเทศญี่ปุ์น มีกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาคารเพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งแรก เมื่อป้คริสต์ศักราช ๑๙๑๙ แต่จุดเปลี่ยนสําคัญที่ทําให้ญี่ปุ์นนั้นหันมาให้ความสนใจ จุดเปลี่ยนสําคัญที่ทางรัฐบาลญี่ปุ์นนั้นหันมาทุ่มเทงบประมาณในการปัองกันภัยพิบัติ ทางธรรมชาติในระดับประเทศนั้นก็คือมันเปึนผลพวงจากการเกิดแผ่นดินไหวครับท่านประธาน ในป้ ๑๙๒๓ ที่เราเรียกว่า เดอะ เกรท แคนโต เอิร์ธเควก (The Great Kanto Earthquake) ที่เมืองโตเกียวครั้งนั้นขนาดของความรุนแรงสูงถึง ๗.๙ ริกเตอร์ มีพี่น้องประชาชนเสียชีวิต มากมายถึง ๑๔๒,๐๐๐ กว่าคน บ้านเรือนพังทลาย ๕๗๐,๐๐๐ กว่าหลังคาเรือน พี่น้อง ประชาชนกว่า ๒ ล้านชีวิตไร้ที่อยู่อาศัยต้องอพยพออกจากพื้นที่มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจนั้นสูงถึง ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ นี่คือมูลค่าทางเศรษฐกิจเมื่อ ๘๐ กว่าป้ ที่แล้วนะครับท่านประธาน เจ็บปวดแล้วก็สูญเสียเปึนอย่างมาก ฉะนั้นท่านประธานครับ ผมเองวันนี้ยังต้องกราบเรียนว่าผมอยากจะถามทางรัฐบาลว่าท่านมีมาตรการอย่างไร ในการรับมือในการเตรียมการ เพราะว่าเรื่องนี้นั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป พี่น้องประชาชนต้องรับทราบถึงสถานะความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ที่ผมพูด ประเด็นนี้ในวันนี้นั้นไม่ได้ต้องการให้เกิดการแตกตื่นหรือตื่นตระหนก แต่ผมต้องการให้ พี่น้องประชาชนและเพื่อนสมาชิกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นตระหนักถึงพิษภัยของมัน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก็คงจะได้รับการชี้แจงจาก ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วผมอยากจะทราบว่าท่านมี มาตรการอย่างไร มีความพร้อมแค่ไหนในกรณีที่เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในอนาคต ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เปึนการเพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเรา และเปึนการลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ในอนาคตก็เพื่อปัจจุบันและอนาคตของพวกเราทุกคน ๓ อาทิตย์ที่ผ่านมามีเพื่อนสมาชิก เมื่อทราบว่ากระผมมีคิวจะอภิปรายยื่นญัตติก็ได้ถามกระผมว่าญัตติเรื่องอะไร ผมบอกว่า เปึนเรื่องของรอยเลื่อนของเปลือกโลกหลายคนก็เข้าใจครับ แต่หลาย ๆ คนก็ไม่ค่อยมั่นใจ ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไรว่ามันเปึนเรื่องเกี่ยวกับอะไร อาจจะเปึนเพราะว่าเรื่องรอยเลื่อนของ เปลือกโลกนั้นเปึนเรื่องที่ไม่เคยประสบพบเจอไม่เปึนปัญหาในพื้นที่ วันนี้ผมจึงขออนุญาต ท่านประธานใช้เวลาสภาแห่งนี้ได้พูดเรื่องพื้นเกี่ยวกับรอยเลื่อนสักนิดหนึ่งเพื่อเปึนการให้ ความรู้และเปึนการสร้างความกระจ่างแก่เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน ว่าจริง ๆ แล้วรอยเลื่อนที่กระผมพูดถึงในวันนี้เราพูดถึงรอยแตกหรือรอยแยกที่เกิดจาก การแปรสัณฐานของเปลือกโลก และที่ผมให้ความสําคัญในญัตตินี้เปึนพิเศษก็คือเราพูด ถึงรอยเลื่อนที่มีพลัง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า แอคทีฟ ฟอลต์ส (Active faults) รอยเลื่อน ที่มีพลังนี้ก็คือแนวกลุ่มรอยเลื่อนบนเปลือกโลกที่ยังมีความสามารถในการเคลื่อนที่ หรือเคลื่อนตัวได้ นักธรณีวิทยานั้นบอกว่ารอยเลื่อนที่มีพลังนั้นจะต้องเคลื่อนที่อย่างน้อย ๑ ครั้งภายในระยะเวลา ๑๐,๐๐๐ ป้ พูดง่าย ๆ ก็คือรอยเลื่อนเหล่านี้ที่มีพลังอาจจะก่อให้เกิด แผ่นดินไหวได้ในอนาคต เพียงแต่ว่าเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไรหรือเกิดขึ้นที่ไหน ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตใช้แผนที่ช่วยในการอภิปราย นี่คือแผนที่ประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สํารวจ แล้วก็ระบุพบว่าประเทศไทยของเรานั้นมีรอยเลื่อนที่มีพลังทั้งสิ้นถึง ๑๓ กลุ่มรอยเลื่อน ด้วยกัน เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปบอกว่ามี ๑๔ กลุ่มรอยเลื่อน ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเดาไม่ผิดท่านคงจะได้ข้อมูลมาจากกรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนของกระผมนั้นมาจาก กรมทรัพยากรธรณี ๑๓ กลุ่มรอยเลื่อนนี้แหละครับมันก็มีชื่อ รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนปัว พะเยา เถิน แม่ทา แม่ฮ่องสอน เมย อุตรดิตถ์ ศรีสวัสดิ์ เจดีย์สามองค์ ท่าแขก ระนองและ คลองมะรุ่ย กลุ่มรอยเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่ในประเทศไทยถึง ๒๒ จังหวัดด้วยกัน แบ่งเปึน ภาคเหนือ ๑๑ จังหวัด ตะวันตก ๓ จังหวัด อีสาน ๒ จังหวัด แล้วก็ใต้อีก ๖ จังหวัด ซึ่งทาง ภาคเหนือนั้นก็ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กําแพงเพชร ลําพูน ลําปาง แพร่ พะเยา น่าน และอุตรดิตถ์ รอยเลื่อนทางทิศตะวันตกก็คือครอบคลุมจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรีและอุทัยธานี ทางภาคอีสานก็คือรอยเลื่อนท่าแขกครอบคลุมพื้นที่จังหวัดหนองคาย และนครพนม ส่วนภาคใต้ ๖ จังหวัดก็คือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา แล้วก็สุราษฎร์ธานี ท่านประธานที่เคารพ อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่ารอยเลื่อนที่มีพลัง เหล่านี้เมื่อเคลื่อนตัวนั้นก็จะเปึนสาเหตุสําคัญที่จะนําไปสู่การเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งแผ่นดินไหวในประเทศไทยของเรานั้นมีการตรวจวัดครั้งแรกเมื่อป้ ๒๕๐๖ ที่สถานีตรวจ แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงใหม่ของกรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งยิ่งใหญ่ ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นก็คือแผ่นดินไหวที่อําเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ในป้ ๒๕๒๖ ครั้งนั้นขนาดของความรุนแรงสูงถึง ๕.๙ ริกเตอร์ ท่านประธานครับ แต่ผลกระทบ ที่ได้รับนั้นก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย เพียงแต่รู้สึกได้แล้วก็ในบริเวณของ จุดศูนย์กลางแล้วก็พื้นที่กรุงเทพมหานคร ถ้าจะพูดถึงเรื่องของแผ่นดินไหวเราสามารถ แบ่งระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวได้เปึน ๓ ระดับด้วยกัน ก็คือ เล็ก กลาง แล้วก็ใหญ่ ระดับเล็กเราพูดถึงความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่มีขนาดต่ํากว่า ๕ ริกเตอร์ ขนาดกลางก็คือ ความรุนแรงขนาด ๕-๕.๙ ริกเตอร์ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ก็คือมากกว่า ๖ ริกเตอร์ขึ้นไป ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับพื้นที่ในประเทศไทยนั้นแหล่งกําเนิดแผ่นดินไหวส่วนใหญ่ จะอยู่ทางภาคเหนือแล้วก็ภาคตะวันตกของประเทศซึ่งมีรอยเลื่อนเหล่านี้พาดผ่านอยู่ อีกทั้งทางนักวิชาการเองจากการสํารวจก็พบว่าพื้นที่ ๒ ภาคนี้เปึนพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาดกลางค่อนข้างจะบ่อย แล้วก็มีการคาดการณ์ว่าอาจจะก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ขนาดใหญ่ได้ในอนาคต จากข้อมูลของกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สํารวจแล้วก็จดสถิติการเกิดแผ่นดินไหว ที่มีจุดศูนย์กลางในประเทศไทยตั้งแต่ ป้ ๒๕๑๘-๒๕๕๐ เกิดเหตุแผ่นดินไหวทั้งสิ้นถึง ๑๑๑ ครั้ง ขนาดของความรุนแรงนั้นก็มีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ผมไปคิดค่าเฉลี่ยแล้ว ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในระดับ ๒-๕ ริกเตอร์ ซึ่งผลกระทบที่ได้รับส่วนใหญ่ก็เพียงแค่รู้สึกได้นะครับ ไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงมากมาย แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่แผ่นดินไหวนั้นก่อให้เกิด ความเสียหาย ยกตัวอย่าง เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อําเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๑๑ เดือนกันยายน ป้ ๒๕๓๗ ในครั้งนั้นความเสียหายที่ได้รับขนาดความรุนแรงสูงถึง ๕.๑ ริกเตอร์ ก็ทําให้อาคารบ้านเรือนที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางนั้นได้รับความเสียหาย ซึ่งในกรณีนี้ก็ได้แก่ อาคารคอนกรีต ๒ ชั้นของโรงพยาบาลพาน วัดอีก ๓๐ กว่าแห่ง โรงเรียนอีก ๒๐ กว่าหลัง อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมถือว่าเปึนเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตใจของพี่น้องพุทธศาสนิกชนก็คือเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนพฤษภาคม ป้ ๒๕๕๐ ครั้งนั้นจุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวนั้น อยู่ใกล้ที่ตั้งขององค์พระธาตุจอมกิตติ จังหวัดเชียงราย แน่นอนครับ ผลที่ได้รับนั้น ผลกระทบก็คือองค์พระธาตุเกิดรอยร้าว ยอดพระธาตุหักโค่นลงมาซึ่งเราเองไม่สามารถ ที่จะตีค่า ประเมินค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ เพราะว่าพระธาตุนั้นเปึนบวรสถาน เปึนศาสนสถานที่เปึนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เฉพาะทางภาคเหนือ อันนี้คือข้อมูลโดยรวม ๆ ของการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย แต่สิ่งที่กระผมอยากจะนําเรียน ท่านประธานแล้วก็ให้ความสําคัญเปึนพิเศษก็คือเรื่องของแผ่นดินไหวขนาดกลางแล้วก็ ขนาดใหญ่ ซึ่งแผ่นดินไหวขนาดกลางนั้นเคยเกิดทั้งสิ้นในประเทศไทยถึง ๑๐ ครั้งด้วยกัน จะว่ามี อันตรายก็เปึนอันตรายครับ เพราะว่าแผ่นดินไหวขนาดกลางนั้นมีศักยภาพสามารถขยาย ความรุนแรงในระยะทาง ๑๐-๑๕ กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลาง สําหรับกรณีประเทศไทยนั้น อาจจะไม่ค่อยประจักษ์ถึงความเสียหาย เนื่องจากว่าทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดกลางนี้ ส่วนใหญ่มันจะไม่เกิดในบริเวณชุมชนท่านประธาน มันมักจะไปมีจุดศูนย์กลางของการเกิด แผ่นดินไหวในบริเวณป์า เขา หรือว่าแอ่งน้ํา ทําให้ไม่เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง แต่ในทางกลับกันถ้าเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดกลางนี้ไปเกิดขึ้นในบริเวณที่เปึนชุมชน ยกตัวอย่างครับ เมืองใหญ่ ๆ ที่มีประชากรหนาแน่น มีอาคาร บ้านเรือน สถานที่จํานวนมาก ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวผลลัพธ์ที่จะตามมานั้น คงจะคาดเดาไม่ยากครับ โศกนาฏกรรม ความหายนะ และความสูญเสียเหมือนกับที่เคย เกิดขึ้นกับในหลาย ๆ ประเทศมาแล้ว ยกตัวอย่าง ครั้งนั้นก็ตาย ๑๒,๐๐๐ คนครับ ท่านประธาน เจ็บอีก ๑๒,๐๐๐ คน บ้านเรือนพังยับเยิน อีกครั้งหนึ่งก็ที่ประเทศเยเมน เมื่อป้ ๒๕๒๕ ความรุนแรงวัดได้ ๕.๘ ริกเตอร์ ครั้งนั้นก็ตายไป ๒,๘๐๐ คน แล้วก็บ้านเรือน เสียหายกว่า ๓๐๐ หมู่บ้าน ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือแผ่นดินไหวขนาดกลาง ส่วนแผ่นดินไหวขนาดใหญ่นั้นไม่ปรากฏว่าเคยเกิดขึ้นในประเทศไทยก็จริงครับ แต่ส่วนใหญ่นั้น มักจะเกิดในประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่าง ประเทศจีน ประเทศพม่า แถบ ๆ ทะเลอันดามัน หรือทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ซึ่งแผ่นดินไหวขนาดใหญ่นี้แม้ว่าจะเกิดอยู่รอบนอก ประเทศก็ตาม แต่ก็อาจจะส่งผลกระทบมาถึงพี่น้องประชาชนและบ้านเรือนในประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขออนุญาตท่านประธานใช้บอร์ด (Board) ในการช่วยอภิปรายนะครับ นี่คือ แผนที่ครับ ประเทศไทยคือ สีเหลืองตรงนี้ นี่คือประเทศพม่า รอยต่อพื้นที่ตรงนี้ละครับ มีความสําคัญและน่าเปึนห่วงอย่างยิ่ง เพราะอะไรครับท่านประธาน ถึงแม้ว่าแผ่นดินไหวนั้น จะเกิดขึ้นในประเทศพม่าก็ตาม แต่อาจจะส่งผลกระทบมาถึงกรุงเทพมหานคร พื้นที่ปริมณฑล และหลาย ๆ พื้นที่ในประเทศไทยได้ เนื่องจากว่ามันมีรอยเลื่อนที่มีความเชื่อมต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่ครับตัวแสบครับ รอยเลื่อนสะแกงนี่ละครับมีความสําคัญ เพราะว่า มันมีรอยเชื่อมต่อกันมาทางรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ แผนที่นี้ มันไม่ได้ต่อมานะครับ ถ้าต่อมาตรงนี้จะพาดผ่าน มันมีรอยเลื่อนที่ต่อจากเจดีย์สามองค์ พาดผ่านมาถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร นครปฐม และสมุทรปราการ ซึ่งสถานการณ์ที่น่าเปึนห่วง ก็คือ บริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทําไมผมถึงบอกว่าน่าเปึนห่วง นอกจาก พื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นเปึนพื้นที่เศรษฐกิจแล้ว โดยสภาพธรณีวิทยา กรุงเทพมหานครนั้นมีดินที่มีสภาพเปึนดินอ่อน ท่านประธานอาจจะสงสัยครับว่าดินอ่อน แล้วอย่างไร ดินอ่อนมีคุณสมบัติพิเศษก็คือ สามารถขยายแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่า ๓–๔ เท่า ในดินปกติ ฉะนั้นผมเองต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่า เราเองต้องมีการเตรียมพร้อมในการรับมือ ต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว ไม่ว่าแผ่นดินไหวนั้นจะมีขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ จะเกิดขึ้นบริเวณชุมชน หรือไม่ชุมชนก็ตาม เราต้องเตรียมพร้อมเพื่อความปลอดภัยของ ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลเองก็มีหน่วยงานซึ่งถือว่าเปึนกลไก เปึนแขนขาสําคัญในการรับมือกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวอยู่ประมาณ ๔–๕ หน่วยงานหลัก ๆ ด้วยกัน

หน่วยงานแรกก็คือ กรมทรัพยากรธรณี สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม หน่วยงานนี้ยังมีหน้าที่ในการให้ความรู้ทางด้านวิชาการ ไม่ว่าจะเปึนความรู้ ด้านสัณฐานธรณี วิชาการชั้นหิน ชั้นดิน การชี้โซน และการให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชน

หน่วยงานต่อไปก็คือ กรมปัองกันและบรรเทาสาธารณภัย อันนี้สังกัด กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานนี้มีหน้าที่ในการให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชน ซักซ้อมแผน ไม่ว่าจะเปึนแผนเผชิญเหตุ แผนช่วยเหลือ แผนอพยพ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและ ความวุ่นวายในกรณีที่ต้องเผชิญเหตุการณ์จริง อีกทั้งกรมปัองกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้น ก็มีหน้าที่ในการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาบรรเทา ฟุ๋นฟูให้แก่พี่น้องประชาชนที่ประสบกับ เหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ

หน่วยงานที่ ๓ ก็คือ กรมโยธาธิการและผังเมือง อันนี้สังกัดกระทรวงมหาดไทย เช่นกัน มีหน้าที่ในการควบคุมการออกแบบ ก่อสร้างอาคาร เพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหว ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองนี้ก็มีกฎกระทรวงมหาดไทยรองรับอํานาจ หน้าที่อยู่ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พุทธศักราช ๒๕๒๒ ก็คือควบคุม อาคาร การก่อสร้างอาคารในพื้นที่ ๑๐ จังหวัด กฎกระทรวง ป้ ๒๕๔๐ ควบคุมพื้นที่ ๑๐ จังหวัด ก็ได้แก่พื้นที่ทางภาคเหนือ ๙ จังหวัด และทางภาคตะวันตกอีก ๑ จังหวัดก็คือ กาญจนบุรี ซึ่งต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ป้ ๒๕๕๐ ป้ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยก็มี การประกาศเพิ่มเติม ประกาศเปึนกฎกระทรวง ป้ ๒๕๕๐ เพิ่มเติมพื้นที่อีก ๑๒ จังหวัด ก็คือภาคกลาง ๕ จังหวัด กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กับอีก ๗ จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งเปึนพื้นที่ที่เสี่ยงภัยต่อแผ่นดินไหว ท่านประธานที่เคารพครับ จากประเด็นที่กระผมได้อภิปรายแล้วก็นําเรียนท่านประธาน ไปแล้ว ผมเชื่อว่าท่านประธานเองก็คงจะคิดเหมือนกับผมว่าแม้ว่าเรื่องของภัยพิบัติจาก แผ่นดินไหวนั้นจะไม่ปรากฏความรุนแรงมากนักในประเทศไทย แต่เราเองคงจะรอให้เกิด ความสูญเสีย ความเสียหายก่อนไม่ได้ ผมจึงได้นําปัญหานี้มาพูดในสภาตั้งเปึนญัตติ เพื่อที่จะหามาตรการในเชิงรุกเพื่อแก้ไขบทเรียนแล้วก็จากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทั้งกับประเทศของเราเองและในต่างประเทศ ซึ่งนานาประเทศที่มีการพัฒนาแล้วล้วนแล้วแต่ ให้ความสําคัญเรื่องเกี่ยวกับการปัองกันมากกว่าการบรรเทา ซึ่งจากการศึกษาของหน่วยงาน หลาย ๆ ประเทศนะครับ ผมยกตัวอย่างมาให้ฟัง ๑ ตัวอย่างก็คือ สถาบันเวิลด์ วอช (World watch) ได้ศึกษา ท่านเปรียบเทียบให้ฟังว่าการลงทุนเกี่ยวกับการปัองกันภัยพิบัติ จํานวน ๑ บาทครับท่านประธาน สามารถที่จะลดความสูญเสียและความเสียหายจาก การเกิดภัยพิบัติได้สูงถึง ๘ บาท ไม่ต้องจบเศรษฐศาสตร์ก็คงจะรู้ว่า มันคุ้มค่ากับความที่เราจะต้อง ทุ่มเทในเรื่องของงบประมาณและความเอาใจใส่ ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศนั้น ล้วนแล้วแต่ใช้กลยุทธ์ในเชิงรุกเข้าไปบริหารจัดการเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผมเอง ก็อยากจะให้ประเทศของเรานั้นได้ดําเนินนโยบายดังกล่าวเช่นกัน กระผมเชื่อว่าท่านประธาน ก็คงจะเปึนห่วงเช่นเดียวกับผม ผมจึงอยากจะนําเรียนเสนอแนวทางแล้วข้อเสนอแนะมายัง ท่านประธานเพื่อนําเรียนรัฐบาลต่อไป ซึ่งในระยะยาวนั้นผมเองอยากจะให้มีการนําหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ปฏิบัติการเกี่ยวกับแผ่นดินไหวทั้ง ๕ หน่วยงาน นํามารวมกันจัดตั้งเปึนกระทรวงเสีย จะชื่อเปึนกระทรวงอะไรก็แล้วแต่ไม่สําคัญ ด้วยหลักการและเหตุผลที่ว่าผมอยากให้การทํางาน นั้นมีความเปึนเอกภาพ มีการทํางานที่มีการบริหารงานในเชิงบูรณาการเปึนขั้นเปึนตอน ก็เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปัองกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งเปึน การบํารุงขวัญและกําลังใจให้แก่พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ด้วย ในระยะยาวระหว่างที่รอการจัดตั้งกระทรวงนั้นผมก็อยากจะนําเสนอแผนในระยะสั้น ซึ่งแผนระยะสั้นนั้นก็มีอยู่หลายประการด้วยกัน

ในประการแรกนั้นก็คือ อยากให้เร่งรัดเรื่องของแผนงานต่าง ๆ ผมลิสท์ (List) ออกมาประมาณ ๓ แผนด้วยกัน

แผนแรกก็คือ อยากให้จัดทําเรื่องของแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ ซึ่งจะเปึน การร่วมกัน ร่วมไม้ร่วมมือกันทุก ๆ ฝ์ายจากส่วนกลางถึงภูมิภาค ถึงจังหวัดและอําเภอ

แผนที่สองก็คือ อยากให้เร่งรัดจัดทําแผนปัองกันบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เท่าที่ผมทราบมาตอนนี้อยู่ในระหว่างการดําเนินการ ซึ่งปัจจุบันนี้ ประเทศของเรานั้นแผนที่เราใช้อยู่ก็คือ แผนตัวนี้แผนปัองกันภัยฝ์ายพลเรือนแห่งชาติ ป้ ๒๕๔๘ ซึ่งแน่นอนครับ มันมีความแตกต่างระหว่างแผนเก่าและแผนใหม่ แผนเก่านั้น จะเน้นไปในเรื่องของแผนปฏิบัติการ ก็คือการปฏิบัติตัวก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และ หลังเกิดเหตุ ส่วนแผนใหม่นั้นเปึนแผนที่เปึนทั้งแผนงานและแผนเงินครับท่านประธาน ถือว่าครอบคลุมองค์ประกอบได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของงบประมาณ เรื่องบุคลากร แล้วก็แผนปฏิบัติการ

แผนที่สามก็คือ ผมอยากให้รัฐบาลนั้นเร่งจัดทําแผนแม่บทของประเทศ เกี่ยวกับแผ่นดินไหว ขณะนี้เรายังไม่มีครับท่านประธาน ก่อนป้ ๒๕๔๗ เราก็ไม่มีครับ ท่านประธาน แผนแม่บทเกี่ยวกับสึนามิ เท่าที่ผมทราบมาป้ที่แล้วนี้เพิ่งจัดทําเรียบร้อย แผนแม่บทเกี่ยวกับสึนามิ ผมเองไม่อยากให้แผ่นดินไหวเกิดขึ้นก่อนแล้วเราค่อยมาจัดทํา เปึนสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะว่ามันเหมือนกับวัวหายแล้วล้อมคอก ก็อยากจะฝาก ทางรัฐบาลไป

แผนที่สี่ ผมอยากให้ทางรัฐบาลนั้นเข้มงวดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎกระทรวงมหาดไทยที่มีหน้าที่กําหนดเกี่ยวกับการควบคุมการออกแบบ ก่อสร้างอาคาร ต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ซึ่งในตึกใหญ่ ๆ นั้นผมเองไม่ค่อย วิตกสักเท่าไรครับ เพราะว่าสําหรับในมุมมองของนักลงทุนเจ้าของตึกแล้ว การจ้างวิศวกร แผ่นดินไหว หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสเปกของวัสดุก่อสร้างเพื่อให้มีความแข็งแรง และมั่นคงนั้นก็คุ้มค่ากับการที่เราไม่ต้องสูญเสียตึกหรือความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่น่าเปึนห่วงก็คือตึกขนาดเล็ก อาคารก่อสร้างขนาดเล็ก ขนาด ๓-๔ ชั้นกําลังดีเลย หรืออาคารที่มีการต่อเติม เพราะว่าอาคารเหล่านั้นสําหรับเจ้าของตึก นักลงทุนนั้นดูแล้ว จะไม่ค่อยคุ้มค่า ก็อยากให้ทางกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมโยธาธิการและ ผังเมืองเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดครับท่านประธาน แล้วถ้าเปึนไปได้ผมอยากให้มีการประกาศเพิ่มเติมบังคับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีความเสี่ยง ต่อผลกระทบจากแผ่นดินไหว ซึ่งจากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีระบุว่าพื้นที่ที่เสี่ยงต่อ แผ่นดินไหวนั้นมีทั้งสิ้นจริง ๆ แล้วถึง ๖๑ จังหวัดบวกหนึ่ง คือกรุงเทพมหานคร แน่นอนครับ ในเชิงเทคนิค ๒๒ จังหวัดนั้นเปึนพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนพาดผ่านอยู่ แต่ในเชิงบริหารการบริหาร จัดการเราต้องระวังในวงกว้างเพื่อลดผลกระทบและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

ประการต่อไปครับท่านประธานก็คือ ภารกิจสําคัญอยากให้ภาครัฐนั้น ให้ความสําคัญในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเรื่องคนแล้วก็บุคลากร ไม่ว่าจะเปึน ฝ์ายเจ้าหน้าที่ ทางด้านพี่น้องประชาชน หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิศวกรรมแผ่นดินไหว ซึ่งทางจ้าหน้าที่นั้นครับก็คงจะให้มีการซักซ้อมแผนเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ ให้เกิดทักษะ ให้เคยชินกับกรณีที่ต้องเผชิญเหตุ ส่วนพี่น้องประชาชนนั้นก็คงจะเน้นเรื่องการให้ความรู้ เรื่องของแนวทางปฏิบัติการซักซ้อมแผน และสิ่งหนึ่งสําคัญที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ ผมอยากให้เน้นเรื่องของชุมชนเข้มแข็งครับท่านประธานครับ อยากให้ชุมชนนั้นมีส่วนร่วม สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก่อน ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากทางภาครัฐหรือหน่วยงาน อื่น ๆ ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเกี่ยวกับวิศวกรรมแผ่นดินไหว ผมเห็นว่าเราควร จะต้องมีการสร้างบุคลากรครับท่านประธาน มีการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเพื่อผลิต วิศวกรที่สามารถคํานวณออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวได้ ถามว่าตอนนี้เรามีไหม ตอบว่ามีครับ แต่ว่าเพียงพอหรือไม่นั้นผมคิดว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากว่าหลาย ๆ คนอาจจะ ไม่ได้ให้ความสนใจ เท่าที่ผมทราบมานะครับในคอร์ส เวิร์คของคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิชาเรื่องวิศวกรรมแผ่นดินไหวนี้เปึนเพียงวิชาเลือกครับท่านประธานครับ ถ้าเปึนไปได้ ในอนาคตผมอยากจะให้ฝากเปึนวิชาบังคับเลยนะครับ เพราะว่าต่อไปเราจะต้องรู้เพื่อเปึน การพัฒนาประเทศของเราด้านการก่อสร้างก็ดี พัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตในอนาคต ก็ดี

ท่านประธานที่เคารพครับ ประการต่อไปก็คือ เรื่องการเตรียมความพร้อม ด้านอุปกรณ์ ด้านเครื่องมือสนับสนุน ซึ่งผมอยากให้รัฐบาลนั้นสนับสนุนงบประมาณ มากยิ่งขึ้นเพื่อจัดหาอุปกรณ์ที่มีความสําคัญและความจําเปึน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการติดตั้ง ระบบเตือนภัย เรื่องของเครื่องมือสื่อสารที่เปึนระบบสํารองหรือระบบพลังงานสํารอง ซึ่งสําหรับการติดตั้งระบบเตือนภัยนั้นอยากให้มีการขยายเครือข่ายครับท่านประธาน สถานีตรวจแผ่นดินไหวนี่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยงภัย แต่ก่อนนี้เราเคยใช้ระบบที่เรียกว่า ระบบแอนนะลอก (Analog) ซึ่งใช้คนจดแล้วก็ใช้คนวัด ซึ่งต่อไปครับเมื่อเราติดตั้งในพื้นที่ เสี่ยงต่าง ๆ ก็อยากจะให้มีการติดตั้งเครื่องไม้เครื่องมือที่มีความทันสมัย ซึ่งปัจจุบันนี้เรามี เครื่องไม้เครื่องมือที่เรียกว่าเปึนระบบดิจิตอล (Digital) ซึ่งสามารถรายงานผลได้โดยระบบ ดาวเทียม ในส่วนของเครื่องมือสื่อสารนั้นเหตุการณ์ที่เราเรียนรู้จากสึนามินั้น ครั้งเกิดสึนามิ เมื่อป้ ๒๕๔๗ ระบบวิทยุสื่อสาร ระบบโทรศัพท์มือถือล่มทั้งหมดครับท่านประธานครับ ในครั้งนั้นเราต้องหันมาใช้เครือข่ายวิทยุสมัครเล่น ฉะนั้นมีความจําเปึนอย่างยิ่งที่เราจะต้อง หันมาสร้างระบบสํารองสําหรับการสื่อสาร อีกทั้งเราอาจจะนําเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยกตัวอย่าง เช่น โทรศัพท์ดาวเทียมให้กับผู้ที่มีอํานาจในการสั่งการหรือผู้อํานวยการในกรณี ที่ต้องใช้ในกรณีฉุกเฉิน ในส่วนพลังงานสํารองผมอยากให้มีการเตรียมพร้อมเรื่องของ แบคอัพ เจเนอเรเตอร์ (Backup generator) ก็คือ เครื่องกําเนิดไฟฟัาสํารองที่สามารถใช้ ปัอนให้กับระบบสื่อสารได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อไม่ให้ถูกจํากัดความสามารถในการติดต่อ ประสานงานการปฏิบัติหน้าที่และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

ประการต่อไปครับก็คือ เรื่องของความรู้นะครับ ผมอยากให้ทางรัฐบาล จัดทําคู่มือและแนวทางการปฏิบัติเพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวให้ประชาชน ได้รับทราบ ซึ่งเท่าที่ผมทราบมาจากที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของกรมปัองกันและบรรเทา สาธารณภัย ในป้ ๒๕๕๐ ครับท่านประธาน ขออนุญาตยกขึ้นนะครับ ทางกรมปัองกัน และบรรเทาสาธารณภัยได้จัดพิมพ์เอกสารตัวนี้ครับ เรียกว่าคู่มือประชาชนในการเตรียมตัว ให้รอดปลอดภัยพิบัติ ซึ่งพิมพ์ออกมา ๑๐,๐๐๐ เล่ม แล้วก็แจกไปแล้วในป้ ๒๕๕๐ ปัจจุบันนี้เท่าที่ทราบก็คือกําลังจัดทําอยู่ในป้ ๒๕๕๑ ก็อยากจะเสนอให้มีการแจกจ่าย อย่างทั่วถึงครับ เพื่อเปึนการสร้างองค์ความรู้ให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับทราบถึงภัยพิบัติ และการปฏิบัติตัว ซึ่งในเรื่องขององค์ความรู้นั้นมีความสําคัญครับ ถ้าจํากันได้เหตุการณ์ สึนามิที่ผ่านมานะครับ มีเคส (Case) หนึ่งครับที่มีเด็กฝรั่งชาวอังกฤษอายุขณะนั้น ๘ ขวบ ได้แจ้งเตือนภัยแก่คุณพ่อคุณแม่ แล้วก็นักท่องเที่ยวบางส่วนนะครับ เพราะว่าก่อนที่จะมา ท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นคุณครูที่โรงเรียนได้สอนเกี่ยวกับสึนามิแล้วก็รู้ถึงสัญญาณ ก่อนเกิดเหตุเกิดภัยจึงได้แจ้งเตือนแล้วก็ช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้จํานวนหนึ่ง แต่ถ้าถาม เมืองไทยเราหรือครับอย่าว่าแต่ถามเด็กเลยท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้าถามครูเองครูก็คง จะยังไม่ทราบ หรือแม้กระทั่งในสภาแห่งนี้ก็ตามถ้าถามว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นตอนนี้ เพื่อนสมาชิกทราบหรือไม่ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ฉะนั้นนี่คือความสําคัญเราต้องสร้าง จิตสํานึกในการเรียนรู้ให้ทราบข้อเท็จจริงและการปฏิบัติตัว

ประการสุดท้ายก็คือ ผมอยากจะฝากให้รัฐบาลนั้นสนับสนุนงบประมาณ ในเรื่องของการสํารวจ ในการศึกษารอยเลื่อนที่มีพลังอยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้นปัจจุบันนี้ เราคิดว่ามีอยู่ประมาณ ๑๓-๑๔ รอยเลื่อน แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราทุ่มเทหันมาศึกษาจริง ๆ แล้ว ผมคิดว่ามันน่าจะมีมากกว่านั้น ซึ่งจากการสํารวจของนักวิชาการหลาย ๆ ท่านที่มี ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับแผ่นดินไหว เกี่ยวกับรอยเลื่อน ท่านก็พบว่ารอยเลื่อนมีมากกว่า ๑๓ หรือ๑๔ แน่นอน เพียงแต่ว่าเนื่องจากงบประมาณมีจํานวนจํากัด ผมจึงอยากให้ ทางรัฐบาลนั้นจัดเก็บข้อมูล ศึกษาเสีย แล้วก็ทําฐานข้อมูลให้เปึนปัจจุบัน แล้วถ้าเปึนไปได้ ก็อยากให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์เฝัาระวังต่าง ๆ ของต่างประเทศเพื่อเปึนการสร้าง เครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแล้วก็ช่วยเหลือกันและกันต่อกรกับภัยพิบัติแผ่นดินไหว ในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ จากที่กระผมได้นําเรียนเสนอญัตติเรื่องให้รัฐบาล พิจารณาถึงผลกระทบและการเตรียมความพร้อมในการรับมือกรณีที่รอยเลื่อนของเปลือกโลก ในประเทศไทยนั้นเคลื่อนตัวมายังท่านประธานเพื่อนําเสนอต่อไปทางรัฐบาล ผมเชื่อครับว่า ถ้าทางรัฐบาลให้ความสําคัญในการหามาตรการ หาแนวทางในการปัองกันเพื่อบรรเทา เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างจริงจังและจริงใจ กระผมก็หวังเปึนอย่างยิ่งว่า ข้อมูลที่กระผมได้นําเรียนไปแล้วก็คงจะเปึนประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมก็อยากจะฝากว่าเรื่องของความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน ฉะนั้นก็จงอย่าใช้ชีวิตตั้งอยู่บนความประมาท ธรรมะท่านบอกว่า ความระแวงนั้นคือปัญหา แต่ความระวังนั้นคือปัญญา เพราะเมื่อระวังแล้วก็จะนําไปสู่ การศึกษาเรียนรู้เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้นในอนาคต ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน เปึนอย่างสูงครับ กราบขอบพระคุณครับ