มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พูดเรื่องสถานการณ์ข้าวของประเทศไทย โดยอธิบายว่าประเทศไทยมีข้าวเพียงพอสำหรับการบริโภคและการส่งออก แต่ผลผลิตข้าวของอินเดียและเวียดนามในฤดูกาลที่ผ่านมาลดลง ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมชื่อ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เปึนรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วยนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ผมจะอธิบายสถานการณ์ข้าว แล้วก็คงเปึนข้อมูลที่อยากจะย้ําว่า ครั้งนี้ต้องเป่ดเผยให้เห็น กระบวนทัศน์กับการค้าข้าวตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มต้นก่อนนะครับ ทุกทีจะไม่มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ หรืออาจจะมีแต่ไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะมาบอกรายละเอียดมากแล้วก็ ชัดเจนเท่าที่ท่านบอกเมื่อกี้ เหตุผล ผมไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่าเพราะอะไร แต่สําหรับผมผมชี้แจงได้ เพราะว่าผมมีเหตุผลว่าทําไม เพราะอะไรผมถึงต้องมาบอกว่า ชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าว รอให้ถึงราคาเท่านั้นก่อนแล้วค่อยขายข้าว แล้วทําไมอยู่ ๆ ปุ็บ ผมมาบอกว่าชาวนาขายข้าวเถอะเพราะราคาไปถึงเท่านั้น แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ท่านโปรดฟังดังต่อไปนี้นะครับ ป้หนึ่งโดยเฉลี่ยประเทศไทยจะผลิตข้าวเปลือกทั้งประเทศ โดยประมาณการผมคงไม่ต้องอ้างแบบวิชาการ ผมจะเล่าเรื่องแบบง่าย ๆ ให้ท่านเข้าใจ เรื่องข้าว เราจะมีข้าวเปลือกอยู่ประมาณ ๓๑ ล้านตันต่อป้ เมื่อสีเปึนข้าวสารจะได้อยู่ที่ ประมาณ ๒๐-๒๐.๕ ล้านตันข้าวสารต่อป้ คนไทยมีอยู่ ๖๔ ล้านคน การบริโภคข้าวของคนไทย จะอยู่ที่ประมาณ ๑ คน ๑๐๔ กิโลกรัม (ไม่ว่าท่านจะตัวอ้วน ตัวผอม จะเด็ก จะผู้ใหญ่ ท่านจะสูง จะต่ําจะอย่างไรก็แล้วแต่ถัวเฉลี่ยออกมาอยู่ที่ ๑๐๔ กิโลกรัมต่อป้) เมื่อคิดเปึน ข้าวต่อวันและต่อมื้อ ท่านจะกินข้าวอยู่ประมาณไม่ถึง ๑ ขีด หรือ ๑ ขีดอย่างมาก คราวนี้ผม บอกตรงนี้มา ผมต้องการจะบอกว่าอะไร ผมก็จะบอกว่าคนไทยทั้งประเทศ ๖๔ ล้านคน จะบริโภคข้าวอยู่ทั้งหมดประมาณอยู่ ๖.๖ ล้านตัน ตัวเลขบวกลบอยู่แถวนี้ ๖.๖ ล้านตัน ทีนี้ถ้าเกิดเราผลิตข้าวได้โดยมาตรฐานอยู่ประมาณ ๒๐-๒๐.๕ ล้านตัน แยกลบออกไปด้วย ๖.๖ ล้านตัน ถามว่าอย่างนั้นเราก็เหลือข้าวส่งออกตั้ง ๑๐ กว่าล้านตัน ตลาดท่านต้องแยกเปึน ๒ ตลาด ตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศ มันไม่จบเพียงแค่นั้น บริโภค ๖.๖ ล้านตัน โดยประมาณท่านยังต้องบวกไว้อีกประมาณ ๔ ล้านตัน ๔ ล้านตันเอาไปทําอะไรบ้าง ๑. เอาไปเปึนข้าวต้นพันธุ์ หรือพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์เพื่อปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป ๒. รัฐอาจจะ มีความจําเปึนต้องเก็บสํารองข้าวถ้าคิดว่าข้าวอาจจะต้องไม่พอ เกิดภาวะขาดแคลนหรือ อะไร อย่างเช่น ที่รัฐบาลได้เก็บอยู่ ๒.๑ ล้านตัน ณ วันนี้ แต่ข้อ ๓ อาจจะต้องแบ่งข้าว จํานวนที่ ๓ นี้ไว้ไปเพื่อใช้ในการเกษตร ทําผลิตภัณฑ์อาหาร ทําอาหารสัตว์ หรือทําเส้นก๋วยเตี๋ยว หรืออะไรก็แล้วแต่ สรุปแล้ว ๑ ๒ ๓ จะอยู่ที่อีก ๔ ล้านตัน เพราะฉะนั้นถ้า ๔ ล้านตัน บวกด้วย ๖.๖ มันก็จะตกประมาณ ๑๐-๑๐.๖ ล้านตัน มันจะเหลือข้าวเพื่อการส่งออกโดยประมาณ แถว ๆ บวก ลบ ผมใช้คําว่า บวก ลบ นี่คือปริมาณมันจะยืดหยุ่นตามการใช้งานจริง ๆ อยู่ที่ ประมาณ ๘-๙ ล้านตัน คราวนี้ในสถานการณ์ที่ผ่านมาทุกทีผู้ส่งออกข้าวทั่วโลกปลูกข้าวได้ แล้วก็ส่งออกทั่วโลก มีประเทศใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ใหญ่ในเชิงปริมาณหรือขนาดของประเทศ มีประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก ๓ ประเทศ อันดับ ๑ คือ ประเทศไทยของเรา เรามีข้าวหอมมะลิอย่างดี แล้วเราก็มีข้าวเพื่อการส่งออกเปึนอันดับ ๑ เราครองอัตราส่วนตลาด หรือมาร์เก็ต แชร์ (Market share) อยู่ที่ประมาณ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขป้ที่แล้ว ๓๑.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ผิด เราส่งออกข้าวเปึนอันดับที่ ๑ คราวนี้ใครเปึนอันดับที่ ๒ ที่ ๓ ของโลก อันดับที่ ๒ คือ ประเทศอินเดียประมาณ ๑๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ อันดับที่ ๓ คือประเทศเวียดนาม ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ท่านลองดูตัวเลขดี ๆ ไทย ๓๑ เปอร์เซ็นต์ อินเดียบวกเวียดนามประมาณ ๓๐-๓๑ กว่าเปอร์เซ็นต์เกือบเท่ากัน คราวนี้มันมาเกี่ยวอะไรกับการที่กําลังชี้แจงอยู่นี้ มันเกี่ยวก็คือว่าบังเอิญในป้ฤดูกาลที่ผ่านมาทั้งอินเดียกับเวียดนาม ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวของเขาเสียหายค่อนข้างเยอะ เขาเจอมรสุมด้วย เจออะไรด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออะไรครับ ปริมาณการส่งออกข้าวเขาก็วูบลง ผมขออนุญาตกราบเรียน ล่วงหน้าครับ ถ้าตัวเลขป้ที่แล้วเราอยู่อัตราส่วนการส่งออกข้าวประมาณ ๓๑.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าสถานการณ์ของอินเดียและเวียดนามเลวร้าย หรือไม่ดีเท่ากับป้ที่แล้ว หรือเลวยิ่งกว่า เผลอ ๆ เราอาจจะกลายเปึนผู้ส่งออกข้าว ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เกินกว่า คราวนี้มันก็ไปเกิดประเด็นขึ้นมาว่า เรามีข้าวพันธุ์ดีคือข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือข้าวอย่างอื่น ๆ ในเมื่อเรามีผลิตผลเหลือพอที่จะส่งออกถึง ๙ ล้านกว่าตัน ทุกตลาด ก็มุ่งเข้ามาสู่เรา อันนี้คือประเด็นที่กําลังเปึนสิ่งที่ท่านกําลังถามผมอยู่ ทุกคนวิ่งมาหาเราหมด ตอนที่ผมได้ไปกล่าวเป่ดการประชุมนะครับ พ่อค้าจีนจากโพ้นทะเล ๓๐ กว่าประเทศนี้ ผมก็บอกเขา ตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมไปทําหน้าที่แทน ผมก็บอก ท่านมาจาก ๓๐ กว่าประเทศนี้สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านในฐานะที่ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ด้วยก็คือว่า ถ้ามีโอกาสแล้วให้สั่งข้าวกลับไปด้วยสิ หรือดูผลไม้ไทยด้วยสิ ก็มีคนถามผมบอกว่าท่านคิดว่าราคาข้าวจะไปอยู่ที่เท่าไร ผมก็ตอบบอกว่าจะไปอยู่ที่ ประมาณราคาข้าวส่งออก ซึ่งถ้าคนอยู่ในธุรกิจทั้งหมดหรือคนทั่วไปเขาจะรู้ว่าข้าวส่งออก จะเปึนข้าวสาร ผมก็บอกว่ามันจะแตะอยู่ที่ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ท่านต้องย้อนกลับ ไปดูดี ๆ นะครับ แต่ก่อนนี้ข้าวอยู่ที่ ๖,๕๐๐-๗,๐๐๐ บาทต่อตัน ตอนนี้ก็กลายเปึน ประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อตัน เขาก็ถามผมว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าไร ผมบอกว่า คําตอบของผมนะครับ ไม่แน่ อาจจะเดือนหนึ่ง ๒ เดือน หรืออาจจะ ๓ เดือน เขาก็ถาม บอกว่าถ้าอย่างนี้ต้องการจะบอกว่าอะไร ผมก็บอกว่าถ้าผมเปึนชาวนา ถ้าผมรู้ว่า ราคาข้าวกําลังขึ้นแล้วคนอื่นเขาไม่มีนี่ ถ้าเปึนไปได้ถ้าท่านยังไม่ขายก็อยากให้เก็บเอาไว้ อาจจะประมาณสักแป็บเดียวราคาก็จะขึ้น ผมก็พูดไว้ว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมว่าข้อมูลนี้ ก็ได้ยินกันชัดเจน อันนี้การที่บอกว่าราคาข้าวจะขึ้นไปถึง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ถามว่ามันใช้เวลานานหรือเปล่าครับ อีกประมาณไม่ถึง ๒ อาทิตย์ จากหมื่นเศษ ๆ ขึ้น ๑๔,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๘,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วในที่สุดข้าวหอมมะลิ ก็ขึ้นไปแตะอยู่ที่ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวขาวธรรมดาไปแตะอยู่ที่ ๒๒,๕๐๐ บาทต่อตัน อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ป้นี้น่าจะ เปึนป้ทองแล้วคนไทยน่าจะมีความสุข แล้วโดยเฉพาะชาวนาน่าจะมีความสุขที่สุดในชีวิต ของเขา ๒๒,๐๐๐ บาทต่อตัน นี่คือข้าวขาวนะครับ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อตัน คือข้าวหอมมะลิ ท่านรู้ไหมครับ เวลาผมแจ้งข้อมูลผมไม่ได้บอกชัดเจนผมก็บอกว่า ผมขอชี้แจงผ่าน การแถลงข่าวที่ทําเนียบรัฐบาล เมื่อสัก ๒-๓ วันที่แล้วมานี้ผมบอกว่า ผมขอเปลี่ยนการส่ง สัญญาณ แล้วถามว่าท่านจะบอกว่าอะไร ผมบอกว่าบัดนี้ราคาข้าวที่เราจะรอให้มันมาถึง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อตัน มันได้มาถึงแล้ว ก็ในเมื่อราคาข้าวมาถึงแล้วท่านลองดูนะครับ ถ้า ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ผมก็บอกว่าอย่าเพิ่งขาย แต่ถ้ามัน ๓๐,๐๐๐ บาทแล้ว ผมบอกว่าขายเถอะ ทั้ง ๆ ที่มีหมายเหตุนะครับ คู่แข่งของเราคือข้าวอินเดีย คือข้าวบาสมาติ บาสมาติขึ้นไปถึง ๕๔,๐๐๐ บาทต่อตัน แต่ผมให้ท่านดูข้อมูลเฉย ๆ นะครับ ขายข้าววันนี้ มันอาจจะคนละตลาดครับ ผมขออภัยที่ผมต้องอธิบายด้วยวิธีง่าย ๆ เพื่อให้ชาวนาเข้าใจ แล้วคนทั่วไปเข้าใจว่ามันเหมือนเล่นหุ้นนะครับ ๖,๕๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท แล้วมันก็ขึ้นมา เปึน ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาท จนกระทั่งมาแตะที่ ๓๐,๐๐๐ บาท ผมคิดว่าราคาได้กําไรหรือพออยู่ได้พอสมควรแล้วอย่ารออีกต่อไป เหตุผล ที่ไม่รอมี ๒-๓ เหตุผลครับ ๑. ข้าวฤดูกาลใหม่กําลังจะเก็บเกี่ยว ผมว่าท่านคงได้เห็นข่าว ในโทรทัศน์นะครับ ข้าวบางเจ้าเริ่มสุกแล้ว ออกรวงแล้วก็สุกแล้วคนก็แอบไปขโมยเกี่ยว ซึ่งต้องย้ํานะครับสถานการณ์นี้ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย มีคนเคยถามผม บอกวันนี้มีข้าวอยู่ในนาเหมือนมีทองโรยอยู่ในนานี่ เพราะมันมีคําเปรียบเทียบบอกว่า ข้าว ๑ เกวียน ๑ ตันนี่ขายไปหมดแล้วยังซื้อทองไม่ได้บาทหนึ่งเลย วันนี้มันอาจจะ ไม่ใช่แล้วนะครับ มันอาจจะเปลี่ยนไปกว่านั้นเพราะว่าข้าวราคาสูงขึ้น คราวนี้มันก็ โยงกลับมาเรื่องที่สําคัญคืออะไรครับ ผมย้ํานะครับผมบอกว่า ตอนที่ข้าว ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาทแถวนั้น ผมบอกอย่าเพิ่งรีบขาย พอข้าวถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมันมาเร็วกว่ากําหนดด้วยซ้ําซึ่งมันไม่ต้องรอไปถึง ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ในเมื่อ มันมาถึงกําหนดแล้วผมก็บอกว่าขายเถอะ ขายเถอะเพราะเหตุผล ข้อ ๑ ข้าวฤดูกาลใหม่ กําลังจะออก แล้วไม่ใช่น้อย ๆ นะครับฤดูกาลใหม่จะออกมาเปึนข้าวเปลือกอยู่ที่ ๖.๕ ล้านตัน แล้วเมื่อสีเปึนข้าวสารอาจจะอยู่ที่ประมาณ ๔.๒ ล้านตัน เพราะฉะนั้น แน่นอนถ้าของเก่ายังไม่ขายของใหม่มาสวมทับมันก็เปึนไปได้ว่าราคาอาจจะทรง อาจจะต่ําลงหรือจะอยู่ตรงไหนตอบไม่ได้มันเหมือนการ ตรง ๆ นะครับ เปึนการคาดเดา ล่วงหน้า แต่ข้อ ๒ ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ข้าวอินเดียกับเวียดนามนี่เขาก็กําลังจะออก เหมือนกัน คราวนี้ถ้าเกิดอินเดีย เวียดนามออกมาเยอะล่ะ แน่นอนข้าวไทยก็ต้องตกลง เพราะฉะนั้นผมบอกกับทุกคนบอกว่าขายเถอะ คราวนี้ถามว่าทําไมผมถึงพูดเรื่อง ราคาข้าว ทําไมถึงต้องพูดผมย้ํานะครับ เพราะผมอยากให้มีการเป่ดเผยข้อมูลทุกอย่าง โดยสุจริต โดยโปร่งใส แล้วทุกคนรู้ข้อมูลเท่ากันหมด ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่า มีคน ๓ กลุ่มที่สมควรแล้วพึงรู้ข้อมูลข้าวอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มที่ ๑ แน่นอนพ่อค้า ผู้ส่งออกรู้แน่นอน เขาต้องรู้เพราะไม่เช่นนั้นเขาค้าขายไมได้ในตลาดโลก กลุ่มที่ ๒ ชาวนาจากต้นแหล่งของการปลูกข้าวไปถึงการขายนี่เขาต้องรู้ เขาต้องรู้ว่าราคาขายปลีก นี่เขาเอาไปขายกันส่งออกนี่ถ้า ๓๐,๐๐๐ บาทแล้วเขาควรจะขายที่เท่าไร แต่กลุ่มที่ ๓ ที่ต้องรู้แล้วมีผลกระทบทั้งหมดแม้กระทั่งท่านผู้ทรงเกียรติที่นั่งอยู่ในสภานี้ก็คือประชาน แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านก็คือใครครับ คน ๖๔ ล้านคนต้องรู้ว่ากําลังเกิดอะไรขึ้น ผมขอกราบเรียนผ่านท่านประธานนะครับ ผมได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน คุยกับ ผู้เชี่ยวชาญไม่รู้กี่คน แล้วในที่สุดผมจําเปึนต้องตัดสินใจครับ ตัดสินใจทําอย่างที่ ท่านกําลังถามผมอยู่นี่ ตัดสินใจเพื่อจะเป่ดข้อมูลออกมาเปึนครั้งแรกและอย่างชัดเจน ทุกคน แน่นอนข้อมูลนี้จะก่อให้เกิดการได้ประโยชน์ การเสียประโยชน์ แต่ไม่ว่าจะเกิด อะไรขึ้นก็ตามถ้าสิ่งเหล่านั้นเปึนประโยชน์กับประชาชนคนไทยและบริสุทธิ์ และโปร่งใส ผมพร้อมที่จะทําครับไม่ว่าผมจะโดนตําหนิหรือว่าอย่างไรก็เช่นกัน คราวนี้มาโยงนะครับ เมื่อข้าวถึง ๓๐,๐๐๐ บาทแล้วมันเกิดอะไรขึ้น บอกให้ชาวนาส่งขาย ใครมีโอกาสขาย ถ้าไม่ขายราคาอาจจะเปลี่ยนแปลง มันก็ถามบอกว่า แล้วคนที่จะกินข้าวล่ะ ชาวบ้านล่ะ มีข้าวพอหรือเปล่า เรื่องนี้ถ้าไม่กราบเรียนอธิบายคนก็ไม่ทราบ มีข้าวอยู่ ๒๐ ล้านตัน บริโภคบวกกับที่จะต้องสต็อกอยู่ประมาณ ๑๐-๑๑ ล้านตัน เพราะฉะนั้นเราจะเหลือข้าว อยู่ประมาณ ๙ บวกลบ ผมกําลังอธิบาย ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนถาม ผมจะ อธิบายต่อได้อีกนิดหนึ่งไหมครับ