แวมาฮาดี แวดาโอะ ยืนยันเหตุการณ์การซ้อมทรมานในภาคใต้เป็นความจริง และเรียกร้องให้ใช้กฎหมายที่เหมาะสมในการควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัย และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการซ้อมทรมานในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ และการใช้กฎอัยการศึกและ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในการควบคุมผู้ต้องสงสัย และเรียกร้องการตรวจสอบและถ่วงดุลการควบคุมอย่างมีมาตรฐาน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ จากจังหวัดนราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ประเด็นที่ผม อยากจะเสริมจากเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วคงเน้นหนักในเรื่องของ กระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว วันพุธเราประชุมสภามีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครทราบก็คือ ทางเจ้าหน้าที่รัฐ โดยทหาร หรือกองกําลังอาชีพได้ไปล้อมหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอําเภอรือเสาะ แล้วก็ควบคุม ตัวชาวบ้านประมาณ ๕-๖ คนไปตั้งไว้ที่ ฉก. (หน่วยเฉพาะกิจ) ที่อําเภอรือเสาะ พอวันที่ ๒๐ เปึนวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ยืนยันกับสภาแห่งนี้ว่าจะเดินทางเข้าไป ในพื้นที่ ๓ จังหวัดเพื่อไปดูสถานการณ์และรับข้อเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนในพื้นที่ แต่ปรากฏว่าในวันนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเดินทางไปถึงที่อําเภอหาดใหญ่ หรืออําเภอเมืองจังหวัดสงขลาเท่านั้น พอวันที่ ๒๑ จึงมีการประท้วง คือโดยการตายผิดธรรมชาติของนายยะฟาซึ่งเปึนอิหม่าม ของอําเภอรือเสาะ คงเปึนผลมาจากที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ยอม เดินทางเข้าไปก็เลย ตายไปเสียเลย เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นในวันศุกร์ หลังจากที่ เราป่ดสภาในวันพฤหัสบดีผมยังไม่กลับบ้านครับ มีผู้ช่วย ส.ส. ที่รัฐสภาเปึนคนแจ้ง นี่แหละโทรศัพท์เข้ามาบอกว่ามีการประท้วงหน้า ฉก. ที่อําเภอรือเสาะ เหตุที่ชาวบ้าน ประท้วงนั้นเนื่องมาจากเกิดการตายผิดธรรมชาติของอิหม่ามท่านหนึ่งที่อยู่ในการควบคุม ของทหารที่อยู่ใน ฉก. ที่อําเภอรือเสาะ เจ้าหน้าที่ทุกฝ์ายพยายามที่จะไปคลี่คลาย ผมจึงให้ผู้ช่วย ส.ส. ลงไปสอบหาข้อเท็จจริงจากชาวบ้าน ปรากฏว่าไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะมีด่านสกัดมากมาย จึงสั่งให้ผู้ช่วยใช้รถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในเส้นทางที่ทางลัดในซอยในหมู่บ้านครับ ถนนใหญ่ ไปไม่ได้เพราะเกรงว่าจะมีการประท้วง ถ้ารถยนต์พาผู้คนไปที่อําเภอรือเสาะ ข้อเท็จจริง ที่ได้รับก็ได้ส่วนหนึ่ง ผมจึงโทรศัพท์ไปที่อําเภอรือเสาะ ที่โรงพยาบาลรือเสาะพบกับ แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน แล้วก็เปึนผู้ที่ชันสูตรพลิกศพบอกว่าได้รับแจ้งจากหัวหน้า ฉก. ในขณะนั้นบอกว่ามีผู้ต้องสงสัยครับ ไม่ใช่ผู้ต้องหานะครับ ตายในพื้นที่เขตการควบคุม ของ ฉก. ทางโรงพยาบาลจึงส่งแพทย์ไปตรวจ ปรากฏว่ายืนยันได้เลยว่านายยะฟา อิหม่ามอําเภอรือเสาะนั้นได้เสียชีวิตแล้วในค่าย ฉก. เพราะฉะนั้นข่าวที่ปรากฏจาก หน่วยงานที่ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าผู้ตายตายระหว่างการเคลื่อนย้ายระหว่าง ฉก. ไปยังโรงพยาบาลนั้นไม่เปึนความจริงครับ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแพทย์จึงไปทําการเอกซเรย์ พบกระดูกหัก กระดูกซี่โครงหักหลายซี่ครับ สภาพศพเท่าที่รายงานนั้นมีรอยเขียวตามหน้าอก หัวเข่า และมีรอยแผลที่ใบหน้าครับ เพราะฉะนั้นสภาพศพที่เปึนอยู่ และผลจากการเอกซเรย์ ที่หน้าอกที่นั้น ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากการซ้อมครับ ซ้อมทรมาน นักสิทธิมนุษยชนจาก ยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย จากศูนย์ยุติธรรมเพื่อสันติภาพของมูลนิธิประสานวัฒนธรรม จากกรุงเทพมหานครได้เข้าไปสอบข้อเท็จจริง ในที่สุดให้ความเห็นเหมือนกันว่าการตาย ของอิหม่ามผู้นี้เกิดจากการซ้อมจริงครับ ผมจึงโทรศัพท์ไปยังหมออีกครั้งหนึ่งที่ โรงพยาบาลรือเสาะบอกว่า ทําไมไม่สรุปจากการชันสูตรพลิกศพนั้นได้พบความจริง อะไรบ้าง หมอท่านผู้นี้บอกว่าเกิดความอึดอัดใจอยากจะเขียนตั้งนานแล้ว แต่ว่าได้รับ การกดดันจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเปึนที่มาอยากจะย้ายออกจากพื้นที่ครับ เพราะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพื่อจะให้ความจริงนั้นปรากฏ เพราะเงื่อนไขสําคัญในการแก้ปัญหาภาคใต้นั้นก็คือความจริงต้องปรากฏความเท็จจึงจะ หายไปครับ ตราบใดที่ความจริงไม่ปรากฏไม่มีแนวทางใด ๆ ที่จะหาวิธีการในการ แก้ปัญหาภาคใต้ได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์การซ้อมทรมานนั้นไม่ใช่ เปึนกรณีแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ครับ เกิดการร้องเรียนจากโรงเรียนรุ่งโรจน์ อําเภอจะนะ บอกว่ามีการซ้อมครูของโรงเรียนที่ค่าย ฉก. เช่นกัน แต่โชคดีหน่อยครับ เพราะหัวหน้า ฉก. ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามีการซ้อมจริง โดยการซ้อม ณ สถานที่ย่อย ของ ฉก. ก่อนที่จะนําไปสู่ค่ายอิงคยุทธบริหารที่จังหวัดปัตตานี ในขณะนี้ผู้ที่ซ้อมอยู่ใน ระหว่างการดําเนินคดีของ สภ.อ. นาทวี และ สภ.อ. จะนะ และ สภ.อ. เมืองจังหวัดสงขลา พันเอก อัคร โฆษกกองทัพซึ่งมีบทบาทมากในการแถลงข่าวเกี่ยวกับปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้บอกว่ายอมรับว่ามีการซ้อมทรมานจริงในกรณีครูอามีนุดีน กะจิ ครูโรงเรียนรุ่งโรจน์ อําเภอจะนะ และยอมรับเช่นกันว่ามีการซ้อมทรมานจริง นายชุกคลี อาดัม ผู้ช่วยทนายความที่ช่วยคลี่คลายปัญหาภาคใต้ก่อนหน้านี้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ประเด็นการซ้อมทรมานเราคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามีจริง ถามว่าเพิ่งเกิดไหม เกิดมา นานแล้ว ศูนย์ทนายความมุสลิมซึ่งเปึนองค์กรเอกชน เปึนองค์กรภาคประชาชนที่ทํางาน ในพื้นที่มาตลอด และเคยช่วยคดีตอนที่ผมถูกดําเนินคดีด้วยรายงานว่า ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๘ ถึงป้ ๒๕๕๐ ได้รับการร้องเรียนทั้งหมด ๒๐๐ กว่าเรื่อง ๔๙ เรื่อง เปึนเรื่องของการทรมานครับ แต่ที่น่าสนใจมากก็คือ ป้ ๒๕๕๑ คือเดือนมกราคมและ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ครับ ๒ เดือนแรกของป้นี้ มีการร้องเรียนทั้งหมดเข้าไปที่ศูนย์ ๑๐๒ เรื่อง เกือบทั้งหมดเปึนเรื่องเกี่ยวกับการซ้อมทรมานทั้งสิ้น เปึนตัวเลขที่น่ากลัวมากครับ แถมบอกว่ามีการตาย ๓ คน คือ นายซาการิยา ป็ะโอะมานิ ที่ทหารพราน ๔๑ และ นายอัสอารี สะมะแอ และล่าสุดคือที่ ฉก. ๓๙ รือเสาะ คือ อิหม่ามยะฟา อําเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาสครับ นอกจากนั้นในรายงานฉบับนี้ระบุด้วยนะครับว่าการซ้อมทรมานนั้น เกิดขึ้นที่ใดมากที่สุดครับ ผมไม่อยากจะพูดถึงวิธีการซ้อมทรมาน มีตัวอย่างการซ้อม ทรมานดังนี้ครับ เมื่อมกราคม ๒๕๕๑ นักศึกษาถูกมัดมือไพล่หลัง แล้วก็ถูกต่อยที่หน้า ถูกต่อยบริเวณหน้าท้อง นําไปตากแดด แล้วก็ใช้ของแข็งแล้วก็พันด้วยผ้าทุบตีให้เกิด ความเจ็บปวด เหตุที่ต้องพันผ้าเพราะไม่มีร่องรอยให้เกิดช้ําใน ไม่มีบาดแผลในส่วน ข้างนอก ชันสูตรจะไม่เห็น เว้นแต่ต้องผ่าศพถ้าเกิดกรณีการตายมีการยื่นไต่สวน โดยศูนย์ทนายความมุสลิม ปรากฏว่าก่อนที่จะเริ่มทาง ฉก. ได้ปล่อยนักศึกษาเหล่านั้น ออกจากการควบคุมของ ฉก. ไปแล้วครับ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เดือนที่แล้ว อามีนุดีน กะจิ อยู่ที่โรงเรียนรุ่งโรจน์ อําเภอจะนะ บอกว่าถูกซ้อม มีการตบหู ๒ ข้าง แก้วหูทะลุ สิ่งนี้ยืนยันโดยแพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่บอกว่ามีการทะลุจริง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ กําลังถูกดําเนินคดีครับ มีนาคม ๒๕๕๑ กรณียะฟา กอเซ็ง อิหม่าม อําเภอรือเสาะ อันนี้รุนแรงไปหน่อยถึงขั้นตายครับ ก็คือหลังจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เฉลิม อยู่บํารุง เดินทางกลับไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏว่าการตายของผู้ต้องสงสัยผู้นี้เกิดขึ้น ในค่ายของ ฉก. ที่อําเภอรือเสาะ ผู้ถูกทรมานทั้งหมดทั้ง ๓ กรณีที่ผมพูดนั้นเปึนเพียง ผู้ต้องสงสัย เปึนเพียงผู้ที่ถูกเชิญให้สอบสวน คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสภาพผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อาญา แต่ประการใด แต่การปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องสงสัยเหล่านี้แย่ยิ่งกว่า ผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อาญา คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะพบญาติ คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะพบแพทย์ และคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะพบทนายความ ทุกครั้งที่ฝากขัง ขออนุญาตจากศาลให้ต่อหมาย ฉฉ. ทุก ๗ วันนั้น ผู้ต้องหา ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ ไม่จําเปึนต้องปรากฏต่อหน้าศาล เพียงแต่ เจ้าหน้าที่ไปเล่าให้กับศาลแล้วก็ขออนุญาตให้ควบคุมตัวต่อครับ มันไม่เหมือนกับ ป.วิ.อาญาที่ถูกปฏิบัติซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องให้ผู้ต้องหาปรากฏตัวต่อหน้าศาล และสามารถที่จะให้ทนายความนั้นทักท้วง ท้วงติงหรือยื่นการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่า การขออนุญาตควบคุมตัวนั้นชอบหรือมิชอบโดยกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐาน เพียงพอไหมที่จะให้มีการควบคุมตัว แต่กรณี พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นไม่มีสิ่งเหล่านี้ครับ การซ้อมทรมานนั้นไม่เพียงเพิ่งเกิดครับ ไม่ใช่ตั้งแต่การเกิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.บ. ความมั่นคงเท่านั้น แต่การซ้อมทรมานเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ครับ เมื่อป้ ๒๕๔๗ คงจําได้ครับเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ นั้น ครบ ๔ ป้ของการสูญหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเปึน ทนายความที่ว่าความให้ผมครับ ในป้นั้นมีการซ้อมทรมาน ๕ ผู้ต้องหาที่ สภ.ต. ตันหยง อําเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และค่ายต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ในที่สุดทนายสมชาย นีละไพจิตร จึงยื่นให้มีการไต่สวนเรื่องการทรมานเหล่านี้เพื่อนําไปสู่การดําเนินคดี หลังจากนั้นไม่นาน สมชาย นีละไพจิตร ก็หายตัวไปจนถึงทุกวันนี้ รัฐบาล ๓ รัฐบาลแล้ว ยังไม่สามารถให้คําตอบกับปรากฏการณ์และเหตุการณ์เหล่านี้ได้ครับ เพราะฉะนั้น การซ้อมทรมาน ๕ ผู้ต้องหาที่นราธิวาสนําไปสู่การอุ้มหายของสมชาย นีละไพจิตร นั้น เปึนสิ่งที่ยืนยันว่าการซ้อมทรมานอยู่คู่กับเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ตลอดระยะเวลา ๔–๕ ป้ที่ผ่านมาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คณะทํางาน ยุติธรรมเพื่อสันติภาพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิประสานวัฒนธรรมรายงานว่า ได้ตรวจสอบมีการหายตัวของคน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด ๓๐ รายครับ ยังไม่รู้อยู่ที่ไหน รัฐบาลต้องตอบสิ่งเหล่านี้นะครับว่าคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ยังเปึนคําถาม ที่ไร้คําตอบสําหรับพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลา ๔ ป้ครับ การซ้อมทรมานในอดีตกับปัจจุบันมันมีความแตกต่าง ๒ ประการครับ
ข้อที่ ๑ ในอดีตถ้าเจ้าหน้าที่รัฐจะให้มีการซ้อมทรมานต้องไปอุ้มครับ เพราะการเชิญตัวนั้นไม่ได้ เว้นแต่ไปที่ สภ.อ. การควบคุมตัวได้นั้นต้องขอหมายจับเท่านั้น หมายความว่าต้องยกสถานะผู้ที่เราจะควบคุมนั้นเปึนผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยครับ เพราะฉะนั้นในตอนนั้นถ้าไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ ที่ยืนยันเสนอต่อศาลเพื่อออกหมาย จับนั้นมีทางเดียวครับ คือต้องอุ้ม ผมมีกรณีตัวอย่างที่ถูกอุ้มเมื่อ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ยามเช้าครับ มีเจ้าหน้าที่ประมาณ ๑๐ คน แต่งชุดนอกเครื่องแบบ แล้วก็ในขณะที่ ชายผู้หนึ่งออกจากบ้านกําลังจะสตาร์ท (Start) รถ เจ้าหน้าที่ประมาณ ๕–๖ คนนั้น ไปอุ้มใส่รถ แล้วก็พาหนีไปคุมขังที่ค่าย ตชด. (ค่ายตํารวจตระเวนชายแดน) จังหวัดสงขลา ในระหว่างนั้นมีการใช้ถุงดําครอบศีรษะ รัดคอ มีการทุบตี และมีการซ้อมทรมาน ในเซฟ เฮาส์ (Safe house) ที่อยู่ในค่าย ตชด. ซึ่งเปึนสถานที่ของรัฐ เหตุที่ผมเล่าได้ เพราะผู้นั้นคือผมเองครับ ซึ่งไม่ต้องเล่าให้ยาวว่ามันเกิดอะไรขึ้น อันนั้นคือกรณีตัวอย่าง ที่บอกว่าถ้าเราใช้กฎหมายเดิมที่ไม่ใช่กฎหมายพิเศษที่ใช้ในขณะนี้นั้นการซ้อมทรมาน จะต้องได้มาจากการอุ้มครับ เพราะฉะนั้นสถิติการอุ้มในป้ ๒๕๔๖ ป้ ๒๕๔๗ จะมี มากครับ แต่ป้ ๒๕๔๙ ป้ ๒๕๕๐ เริ่มลดลง เหตุที่ลดลงเพราะท่านสามารถที่จะเชิญตัว โดยใช้หมายฉุกเฉิน ใครก็ได้ไม่จําเปึนต้องเปึนผู้ต้องหาครับ ไม่จําเปึนต้องมีพยาน หลักฐาน เพียงแต่ว่าสงสัย ท่านก็สามารถเชิญตัวไปควบคุมตัวได้ครับ ทุก ๗ วัน ไปขออนุญาตจากศาลโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน (พระราชกําหนดบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘)
ข้อที่ ๒ ความแตกต่างการซ้อมทรมานในอดีตกับปัจจุบันนั้นก็คือ วิธีการซ้อมครับ ในอดีตซ้อมแบบทิ้งร่องรอย มีการจี้ไฟ มีการใช้ของแข็งทุบตี เกิดแผล ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน แต่การซ้อมปัจจุบันนั้นไม่ได้ทิ้งร่องรอยครับ เพราะพัฒนาเทคนิคใหม่ ๆ ผมมีโอกาสถาม ผู้ต้องหาหรือจําเลยที่เคยถูกซ้อม ในอดีตนั้นถ้าไม่อยากจะให้ใช้ให้เกิดร่องรอยครับ โดยการชอร์ต (Short) ไฟอ่อน ๆ ให้แก้ผ้า ขอโทษนะครับท่านประธาน แก้ผ้าพรมน้ําไว้ให้ เป้ยก ๆ แล้วก็เอาอะไรก็ได้มาพันที่หัวแม่เท้า แล้วก็จะชอร์ตไฟเบา ๆ ครับ แต่ที่มือต้องมี กุญแจมือ เพราะมันจะสะดุดนะครับ อันนั้นคือในรูปแบบเดิม ๆ แต่ปัจจุบันไม่ต้องครับ เพราะท่านสามารถเอาผู้ต้องสงสัยหรือผู้ถูกเชิญตัวตามกฎอัยการศึกตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไปอยู่ ณ ค่ายทหารหรือค่ายตํารวจที่กําหนดโดยแม่ทัพภาคที่ ๔ บอกว่าควบคุมได้ครับ ท่านไม่จําเปึนจะต้องไปควบคุมตัวคนเหล่านี้ ณ สถานที่ที่กฎหมายกําหนดว่าต้องเปึน เฉพาะในสถานที่ที่เปึนที่สาธารณะเข้าออกได้ง่าย อย่างเช่น สภ.อ. (สถานีตํารวจภูธร อําเภอ) หรือ สน. (สถานีตํารวจนครบาล) ในกรุงเทพมหานคร แต่สถานที่ควบคุมตัว คนเหล่านี้ไม่จําเปึนอยู่ข้างในก็ได้ แถมมีกฎเหล็กอีกบอกว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดย กฎอัยการศึกนั้นญาติห้ามเยี่ยม ๗ วัน ทนายห้ามพบ เพราะฉะนั้นสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามรัฐธรรมนูญไม่มีนะครับ ๑. ไม่มีสิทธิพบทนาย พบญาติหรือ พบแพทย์ เพียงแค่นี้ก็ถือว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่เปึนไปตามหลักนิติธรรมสากลแล้ว เพราะได้ลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ที่ต้องสงสัยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจาก ๗ วันครบตามกฎอัยการศึก ท่านก็สามารถขอหมายฉุกเฉินอีก ควบคุมตัว ๗ วัน แต่เงื่อนไขออกอีก คําสั่งของ กอ.รมน. (กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ภาค ๔ บอกว่าใน ๓ วันแรกห้ามเยี่ยมอีก ตกลงช่วงเวลาที่ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวสถานที่ เฉพาะนั้น ๑๐ วันไม่ต้องเยี่ยมครับ กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้รายงานว่าการซ้อมทรมาน จะเกิดขึ้นใน ๒ วันแรกครับ เหตุที่ต้องซ้อม ๒ วันแรก เพราะมีเวลาที่จะให้รอยแผลนั้น หายครับ เพราะรอยแผลที่กระทําการซ้อมในช่วงหลังนี้จะไม่มีรอยฉีกขาด เพียงแต่ว่า รอยจ้ํา แล้วก็จะเกิดช้ําในครับ เพราะฉะนั้นใช้เวลาประมาณ ๗ วัน ถ้าไม่หายท่านก็ สามารถไปขอหมายฉุกเฉินต่อควบคุม ๗ วัน โดย ๓ วันแรกนั้นห้ามเยี่ยม เพราะฉะนั้น ใน ๑๐ วันแรกนี้จะเกิดการทรมาน เหตุการณ์เหล่านี้นะครับ จาก ๑๐๒ เรื่องที่ ศูนย์ทนายความมุสลิมรับเรื่องมาที่ศูนย์อํานวยความยุติธรรมของสมาคมยุวมุสลิม แห่งประเทศไทย ที่ศูนย์ยุติธรรมเพื่อสันติภาพของมูลนิธิประสานวัฒนธรรมและ อนุกรรมาธิการรณรงค์เพื่อไม่ให้มีการซ้อมทรมานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ในช่วงปลายป้ ๒๕๕๐ ถึงต้นป้ ๒๕๕๑ นั้น การซ้อมทรมานในลักษณะอย่างนี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้งครับ ดังนั้นอยากจะให้รัฐบาลกรุณาเถอะครับ ยกทีมไปเยี่ยมภาคใต้สักที ไปสัมผัสกับคนเหล่านี้ ไม่ต้องกลัวครับ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐอีกหลายหมื่นคนอยู่ที่นั่น ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกปัองการเสียดินแดนครับ ทหารมีอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าคนครับ ตํารวจมี ๑๐,๐๐๐ กว่าคน อส. (อาสาสมัครรักษาดินแดน) มีอีก ๑๐,๐๐๐ คน ชรบ. มีอีก ๖๐,๐๐๐ คน อรบ. (อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน) มีอีก ๑๐,๐๐๐ คน จําชื่อ ไม่ได้ละครับเพราะมากมายนะครับ ทั้งกองกําลังอาชีพและกองกําลังเสริมหรือกองกําลัง อาสาครับ กรุณาเถอะครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยกทีมไปสักที เหมือนกับยกทีมไปแก้ปัญหาน้ํา แก้ปัญหาลําไยของป้ ๒๕๔๗ ที่ขายไม่ได้มาทํา ปุิยชีวภาพ ยกทีมไปแก้ปัญหาการเสียดินแดนสักครั้งเถอะท่านประธานครับ ข้อมูล เบื้องต้นก่อนที่ท่านจะเดินทางไปภาคใต้ท่านไปหาได้จาก ๗ องค์กรครับ
องค์กรที่ ๑ คือคณะทํางานยุติธรรมเพื่อสันติภาพของมูลนิธิประสานวัฒนธรรม ซึ่งเปึนองค์กรเอกชน เอ็นจีโอ (NGO) นําทีมโดยคุณอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของ อาจารย์สมชาย นีละไพจิตร ผู้สูญหายไป ๔ ป้แล้วครับ โดยที่รัฐบาลไม่มีคําตอบ เปลี่ยนดีเอสไอ (DSI : กรมสอบสวนคดีพิเศษ) มา ๓ ครั้งแล้วยังไม่คลี่คลายคดีนี้ครับ
องค์กรที่ ๒ ศูนย์ทนายความมุสลิมนําทีมโดยบรรดาลูกศิษย์ของ อาจารย์สมชาย นีละไพจิตร ผู้ล่วงลับครับ
องค์กรที่ ๓ ศูนย์นิติธรรมเพื่อสมานฉันท์ตั้งโดยกรรมการอิสระเพื่อ ความสมานฉันท์ ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เปึนประธานในสมัยนั้นร่วมกับ สภาทนายความ
องค์กรที่ ๔ ท่านสามารถหาได้กับกลุ่มพารา ลีเกิล (Para legal) หรือผู้ช่วย ทนายความที่ผ่านการอบรม โดยสภาทนายความที่ปฏิบัติหน้าที่ และ ๑ ในพารา ลีเกิล เหล่านี้และถูกซ้อมทรมานโดย ฉก. บาง ฉก. ครับ
องค์กรที่ ๕ ฝ์ายสิทธิมนุษยชนยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย
องค์กรที่ ๖ อนุกรรมาธิการเฉพาะกิจในการรณรงค์เพื่อต่อต้านการซ้อม ทรมาน นําทีมโดยนายแพทย์อนันตชัย ไทยประทาน
องค์กรที่ ๗ คณะกรรมการยุติธรรมเพื่อความสมานฉันท์และสันติสุข ซึ่งเปึนองค์กรของภาคประชาชนทั้งสิ้น
องค์กรทั้ง ๗ นะครับมีบทบาทในการแก้ปัญหาภาคใต้ เหตุที่เปึนอย่างนี้ เพราะประชาชนในพื้นที่นั้นเขาหมดศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น คือชั้นก่อน ออกจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นก่อนที่จะนําไปสู่การฟัองร้องในศาล เพียงจะพึ่งศาล เท่านั้นเปึนที่พึ่งสุดท้าย แต่คนเหล่านี้จะไม่อาศัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะไม่ฟัองกับรัฐ เพราะผู้ที่มีการซ้อมทรมานนั้นเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้นครับ รายงานระบุว่าการซ้อม ทรมานนั้นเกิดขึ้นเปึนผลมาจากการใช้กฎหมายพิเศษอย่างไร้จิตสํานึก และเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครไม่มีทักษะ ไม่มีฝ้มือ ตลอดจนไม่รู้เจตนารมณ์ของกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก และมีความตั้งใจที่จะละเมิดคนในพื้นที่ ตลอดจนเปึนผลจากการใช้ กองกําลังพิเศษที่ผมจะอธิบายต่อไปครับ ท่านประธานครับ นอกจาก ป.วิ.อาญา นอกจากกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกบังคับใช้ให้กับชาว ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่ากฎหมายความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ ป้ ๒๕๓๕ แต่สิ่งที่สําคัญยิ่ง กฎหมายพิเศษต่าง ๆ นั้นถูกนําไปใช้ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ๓-๔ ฉบับครับ
๑. กฎอัยการศึก
๒. พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
๓. ไม่ใช่กฎหมาย แต่เปึนคําสั่งของผู้อํานวยการ กอ.รมน. ภาค ๔ บอกว่า มาตรการการงดเยี่ยม ซึ่งไม่ได้ระบุใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่เปึนคําสั่งของ ผอ. กอ.รมน. เพื่อไม่ให้ญาติได้เยี่ยมบรรดาผู้ต้องสงสัยครับ ผมเน้นผู้ต้องสงสัยนะครับ นอกจากนั้น ล่าสุดก็มี พ.ร.บ. ความมั่นคง ซึ่งสามารถควบคุมตัวโดยบอกว่า มีการฝ๊กอาชีพ ๖ เดือน ก็ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการต่อยอดระหว่างกฎอัยการศึกนําไปสู่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อีก ๑ เดือน แล้วก็ไปต่อด้วย พ.ร.บ. ความมั่นคงนั้นชาว ๓ จังหวัดถูกลิดรอนสิทธิ ในสิทธิเสรีภาพอย่างน้อย ๗–๘ เดือนอยู่ในความควบคุมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าคนเหล่านั้น รัฐบอกว่ามีพยานหลักฐานชัดเจน เหมือนกรณีอิหม่ามยะฟาที่รือเสาะ ทันทีที่ประชาชน บอกว่าท้วงติงในเรื่องการซ้อมทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐ มีผู้หนึ่งตอบว่า การจับยะฟานั้น เปึนการจับเพราะมีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และมีการซัดทอดจากผู้ต้องหาว่า ยะฟามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์การวางระเบิดหลายกรณี รวมทั้งการวางระเบิดของ นายอําเภอรือเสาะด้วย ตอบคนละเรื่องเลยครับ เรากําลังท้วงติงเจ้าหน้าที่รัฐได้ละเมิด แต่เจ้าหน้าที่รัฐไปบอกเหตุผลการจับกุม แต่ถ้าผมจะแย้งกลับละครับ ประชาชนในพื้นที่ จะแย้งกลับละครับว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐมั่นใจว่านิติวิทยาศาสตร์นั้นมีชัดเจน มีพยาน บุคคลชี้ตัวได้ แล้วทําไมท่านจะต้องมาใช้กฎอัยการศึกและ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอีกล่ะ ทําไมไม่ไปขอหมายศาลเลยครับ ใช้ ป.วิ.อาญา ควบคุมตัวได้ ๑๒ วัน ครบ ๗ วัน ฝาก ๘๔ วัน นําไปสู่ให้อัยการนําเสนอให้ความเห็นว่าจะฟัองต่อศาลหรือไม่ ทําไมต้องไป ใช้กฎเหล่านี้ซึ่งเปึนกฎหมายพิเศษจะใช้กรณีที่มีความจําเปึนเท่านั้นเพื่อความมั่นคง ของรัฐ เปึนคําถามที่เกิดขึ้นได้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเปรียบเทียบกฎหมายพิเศษ ที่มีอยู่กับกฎหมาย ป.วิ.อาญาเดิมนั้นมันมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงครับ ผมเริ่มตั้งแต่ สถานะของผู้ถูกควบคุม ผู้ถูกควบคุมใน ป.วิ.อาญา นั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหาครับ ต้องมี พยานหลักฐานขั้นพื้นฐานที่จะให้ศาลนั้นออกหมาย แต่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเขาอยู่ในฐานะ ผู้ถูกเชิญตัว หรือผู้ต้องสงสัย แต่เหตุไฉนในเมื่อผู้ต้องหาซึ่งมีสถานะร้ายแรงยิ่งกว่าผู้ต้อง สงสัยนั้นถูกปฏิบัติแย่กว่า ผู้ต้องหาตามหลักแล้วมีสิทธิที่จะพบทนาย ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะ พบญาติ ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะพบแพทย์ แต่ทําไมผู้ต้องสงสัยนายยะฟาซึ่งเปึนอิหม่ามนั้น แพทย์ถูกเรียกเมื่อเปึนศพไปแล้วละครับ ถ้าเขามีโรคประจําตัวจริง ทําไมไม่ให้เขา ไปพบแพทย์แล้วก็ตรวจรักษาเสียในช่วงเวลาการควบคุมของเรา สิ่งเหล่านี้คือ ความไม่มาตรฐานของกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่หลายฝ์ายตั้งข้อสังเกต รวมทั้ง นักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วย ท่านประธานครับ การถ่วงดุลการตรวจสอบ ไม่มีครับ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ไร้จิตสํานึก แน่นอนละครับ สามารถที่จะนํากฎหมาย ฉบับนี้ไปเปึนเครื่องมือในการที่จะลิดรอนสิทธิประชาชนได้ ทําไม กรณีที่เราใช้ ป.วิ.อาญา ในการที่จะยื่นศาลเพื่อต่อเวลา ฝากที่ ๒ ฝากที่ ๓ ฝากที่ ๔ ก็แล้วแต่ ท่านจําเปึนต้องเอา ผู้ต้องหามาปรากฏต่อหน้าศาล ทนายมีสิทธิที่จะคัดค้านได้ แต่กรณี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยพื้นฐานแล้วไม่มี ถามว่าไต่สวนได้ ไม่ได้ครับ แต่สิทธิในการไต่สวนนั้นน้อยมากครับ ที่ประชาชนจะรู้ และจะมีการไต่สวนก็ไม่มีทนายความเพียงพอที่จะดําเนินการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับมันเปึนปัญหาเช่นกัน พอไม่สามารถใช้อํานาจศาล ในการถ่วงดุลตรวจสอบแล้ว มันทําให้กระบวนการยุติธรรมไม่ครบสมบูรณ์ครับ พอไม่ครบสมบูรณ์นําไปสู่ความไม่น่าเชื่อถือของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ที่มีอยู่ในพื้นที่ครับ
ข้อที่ ๓ สถานที่ควบคุมที่ปกป่ด ประชาชนที่ผ่านไปมาเห็นไม่ได้ ต่างจาก สน. ต่างจากสถานีตํารวจภูธรอําเภอที่จะเปึนลูกกรงสามารถเห็นได้ มีการซ้อมทรมาน จริงไหม เห็นได้ครับ จะผ่านไปใครเข้าไปก็ได้ แต่ในค่ายการควบคุมของผู้ที่อยู่ในฐานะ ผู้ต้องสงสัยตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นจะเปึนกําแพงสูงเข้าไปไม่ได้ แถมมีกฎเหล็กไม่ให้ เยี่ยมอีกใน ๓ วันแรกครับ ตรงนี้ละครับเป่ดช่องให้มีการซ้อมทรมาน สิทธิขั้นพื้นฐาน ๓ ข้อ ก็ไม่ได้รับ และที่สําคัญยิ่งเจ้าหน้าที่มักจะประมาทในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้วเปึนการเพิ่มอํานาจให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ได้เพิ่ม ความรับผิดชอบแต่ประการใด ท่านจะละเมิดก็ได้ ท่านจะจงใจก็ได้ จะประมาทเลินเล่อ ก็ได้ อยู่ในเกณฑ์ละเมิดทั้งนั้น แต่โดย พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้วท่านไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้า ตาม ป.วิ.อาญา เหมือนที่ผมเคยถูกดําเนินคดี ผมฟัอง ผบ. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขณะนี้อยู่ในศาล เพราะผมมีสิทธิที่จะฟัองในฐานะละเมิด ไม่ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อ แต่โดย พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น กฎหมายระบุบอกว่าไม่จําเปึนต้องรับผิดชอบทั้งแพ่งและอาญา ไม่เปึนไรครับถ้าสิ่งเหล่านี้ผู้ปฏิบัตินั้นเปึนมืออาชีพ เปึนทหารอาชีพ เปึนกองกําลังอาชีพ ทั้งหมด มีจิตสํานึก และสํานึกเสมอว่าการเข้าไปในพื้นที่ไม่ใช่เปึนการต่อสู้กับศัตรู แต่เพื่อไปคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยใช้ทหารเข้าไป ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผลจากการที่ใช้กองกําลังที่ไม่ใช่อาชีพ ผมอยากจะเรียน ท่านประธานอย่างนี้ว่า กองกําลังที่ถูกใช้ในพื้นที่มี ๙ อย่างด้วยกันครับ ผมจําไม่ได้แล้ว ๑. กองกําลังอาชีพ ทหารอาชีพมีประมาณ ๒๒,๐๐๐ คน ๒. ตํารวจประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ๓. ตชด. ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ไม่เกิน ๒๕ กิโลเมตรจากชายแดน ๓ แล้วครับ ค่าใช้จ่าย ในการที่จะผลิตกองกําลังอาชีพนั้นสูงครับ ต้องฝ๊กนาน ฝ๊กทุกอย่าง ต้องรู้กฎหมาย รู้ขอบเขต รู้เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บังคับใช้ในพื้นที่ ๓ จังหวัดรัฐบอกว่าไม่ยอมลงทุน เพราะการจ้างกองกําลังอาชีพนั้นคือมีเงินเดือนสูงด้วย จึงเลี่ยงไปใช้กองกําลังอาสาสมัคร ๑. อส. ครับ ฝ๊ก ๔๕ วัน ถ้าท่านมีโอกาสผ่านใน ๓ จังหวัด ด่านที่ทหารอาชีพกับ อส. ตรวจนี่คนละเรื่องเลยครับ ๒. ทหารพราน ขอโทษนะครับที่ได้รับสมญานามว่าบ้าบิ่น ไม่กลัวตาย ลาดตระเวนกับรถเครื่องได้ ทหารอาชีพไม่กล้าครับ ต้องนั่งรถเกราะ อีกประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ คน ๓. ชรบ. ครับ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หมู่บ้าน ละประมาณ ๓๐ คน มีทั้งหมด ๒,๐๐๐ หมู่บ้าน เพราะฉะนั้นประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนครับ อาสาสมัครรักษาหมู่บ้านนะครับ แล้วต่อไปก็คือ อรบ. บางท่านอาจจะไม่คุ้นเคยนะครับ อรบ. จะมีมากในจังหวัดนราธิวาสครับ อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน ไม่ใช่ชุดรักษา ความปลอดภัยหมู่บ้านนะครับ ตอนนี้นะครับจะมีประมาณ เริ่มเมื่อป้ ๒๕๔๗ ๑,๐๐๐ คน ตอนนี้มีประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ต่อไปครับคือ อรม. รักษาเมือง อันนั้นคือกองกําลังพิเศษที่หน่วยรัฐจัดตั้งขึ้น หน่วยรัฐให้ไปฝ๊ก ๓ วัน บ้าง ๗ วันบ้าง ๔๕ วันบ้าง ก็แล้วแต่กองกําลังใด ชุดนี้นะครับไม่ใช่อาชีพ ไม่รู้ทักษะ ไม่มีจิตวิทยาในการปฏิบัติ สร้างปัญหานะครับ เหมือนที่ปรากฏกรณีที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ตั้งแต่ต้นครับ ที่แย่กว่านั้นก็คือ กลุ่มที่ ๓ กองกําลังพิเศษที่ประชาชนตั้งเองครับ แย่แล้วครับ เมืองไทย ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐแล้วไปจัดตั้งเองครับ แต่ได้รับการสนับสนุนโดยส่วนตัวของ เจ้าหน้าที่รัฐครับ ที่จังหวัดยะลามีกลุ่มรวมไทย มีเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งสนับสนุน ไม่ไหวแล้ว รัฐไม่สามารถที่จะปกปัองดูแลเขา ชีวิตของเขา ทรัพย์สินของเขา ธุรกิจของเขา จนเกิด คําหนึ่งที่ผมได้เคยสัมผัสกับกลุ่มนี้เขาบอกว่าเหตุผลที่เขาต้องตั้งเพราะพวกนั้นฆ่าเรา ทําลายธุรกิจเราในขณะที่รัฐบาลไม่ได้คุ้มครองเราเลย เต็มไปหมด งบประมาณลงไป ประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ครับ งบประมาณลงภาคใต้ทั้งหมด ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ที่ กอ.รมน. ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท งบพิเศษเพื่อการพัฒนา ๕,๙๐๐ ล้านบาท ตีว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ๙,๐๐๐–๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนงบพิเศษของทหาร เพื่อไปดูแลความปลอดภัย แต่คนเหล่านี้บอกว่ารัฐบาลไม่ได้คุ้มครองเราเลย เราจึงต้อง ปกปัองปัองกันตัวเอง โดยการไปหาป๋นคนละกระบอกครับ ท่านประธานทราบไหม มีเท่าไร ๖,๐๐๐ คนครับในขณะนี้ พร้อมที่จะสู้รบอาร์เคเค (RKK : ขบวนการก่อความ ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้) โดยตรงไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งเปึนปัญหาครับ ปัญหายิ่งกว่ากองกําลังพิเศษที่รัฐตั้งขึ้นอีก เพราะในบางครั้งควบคุมอารมณ์ไม่ได้ พันตํารวจเอกคนหนึ่งถูกสั่งย้ายโดยภาค ๙ ครับ ท่านเจตนากรณ์ วันรุ่งขึ้นประชาชน ประมาณ ๓๐๐ คน มาประท้วงห้ามย้ายครับ เกิดขึ้น เมื่อป้ ๒๕๔๙ ในขณะนี้ก็ยังอยู่ และทําไมรัฐต้องไปตั้งหน่วยอาสาสมัครล่ะ เพราะค่าใช้จ่ายน้อยครับ จ้างไม่กี่สตางค์ ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าอาชีพต้องมีเบี้ยเลี้ยงอันโน้นอันนี้ แต่ที่สําคัญที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาล คณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ควบคุมดูแลกระทรวงมหาดไทย ฯพณฯ เฉลิม อยู่บํารุง ที่ควบคุมดูแลกระทรวงมหาดไทยว่า กองกําลังอาสาสมัครเหล่านี้ ๑. ไม่มีวินัย ๒. ไม่มีทักษะ ๓. ฝ๊กมาน้อย ๔. ประสิทธิภาพต่ํา เพราะฉะนั้นวันนี้เปึนเรื่องที่รัฐบาล ต้องตัดสินใจ ถ้าบอกว่าการดูแลเรื่องเหล่านี้จะให้กองกําลังอาชีพ ท่านต้องทุ่มเทครับ ไม่ใช่เหมือนกับป้ที่แล้วตอนที่ผมเปึน สนช. ท่านเชื่อไหมครับว่าเสื้อเกราะกันกระสุนของ ตํารวจใน ๓ จังหวัดนั้นเพียงข้างหน้าเท่านั้นที่เปึนเสื้อกันเกราะ ข้างหลังเปึนผ้าธรรมดา โดยแม่บ้านของตํารวจไปตัดคนละครึ่ง แล้วคนหนึ่งก็เอาไปแปะข้างหน้า ข้างหลังไม่ใช่ครับ ที่อยู่อาศัยของตํารวจก็เช่นกันให้ไปเช่าตามบ้านเช่า นอกเวลาการทํางานนั้น โดยปกติมักไม่ระวังตัว แล้วก็จะถูกอีกฝ์ายหนึ่งทําร้าย ทําไมไม่สร้างแฟลต (Flat) ให้เขาล่ะ งบประมาณที่ลงไปเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ ๖ ป้ ๔ ป้ แสนกว่าล้านบาทไปทําอะไร ต้องมานั่งคิดหมด เพราะฉะนั้นผลจากการใช้ บรรดาอาสาสมัครกองทัพอาสาสมัครที่ไม่ใช่อาชีพเกิดการละเมิดในพื้นที่สูงมากครับ จนกระทั่งองค์กรเอกชนระหว่างประเทศต้องเข้าไปไอซีจี (ICG) ก็เข้าไป อนุกรรมการ เพื่อรณรงค์การต่อต้านการซ้อมทรมานเข้าไปในพื้นที่แล้วสรุปเปึนเล่ม ๆ ครับ เผยแพร่ ด้วยทั่วโลก และโดยอนุกรรมการชุดนี้ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แต่งตั้ง ขึ้นนั้นกําลังทํา แชโด รีพอร์ต (Shadow report) รายงานเงา เพื่อที่จะไปเสนอกับคณะทํางาน ของสหประชาชาติอีก ๑ เดือนข้างหน้านี่ละครับ ล้วนแล้วแต่เปึนการละเมิดในเรื่องการซ้อม ทรมานทั้งสิ้น ถึงวันนั้นรัฐบาลที่นําโดย ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช จะอธิบายต่อประชาคมโลก อย่างไร เราไม่ปฏิเสธครับ ในการมีของอาร์เคเคเราไม่ปฏิเสธในเรื่องความจําเปึนต้องใช้ กฎหมายพิเศษ เราไม่ปฏิเสธในการที่จะใช้เครื่องมือพิเศษในการไปปราบปราม แต่เรา รับไม่ได้ถ้าการใช้กฎหมายเหล่านั้นทําให้มีการละเมิดโดยไม่มีเหตุผลซ้ําแล้วซ้ําเล่า ยิ่งรุนแรงถี่ขึ้น มากขึ้น เพราะนั่นคือนําไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนในพื้นที่ต่ออํานาจรัฐ และในที่สุดจะหันไปสนับสนุนขบวนการในการสู้รบต่อไป เพราะฉะนั้นเปึนสิ่งที่ท่าน จะต้องห่วงใย ผมชื่นชมกับ พันเอก ชินวัตร แม้นเดช รอง ผบ.ฉก. ยะลา ท่านพูดอย่างนี้ ครับท่านประธาน ปัญหาการซ้อมจะหมดไปหากเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าการลงในพื้นที่ไม่ใช่ เพื่อการต่อสู้กับศัตรู หากแต่มาด้วยสํานึกว่าเปึนกลไกของรัฐที่เข้ามาเพื่อค้นหาและ แก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ครับ น่าสนใจคําพูดนี้มากครับ คนที่ก่อการกับประชาชน ที่ถูกละเมิดนั้นมันเปึนคนละกลุ่มกันครับ โกรธอาร์เคเคมาละเมิดประชาชนทําไม คนที่ สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนนั้นมันคนละคนกับกลุ่มของประชาชน ที่ท่านละเมิด เปึนคําพูดของพันเอก ชินวัตรนะครับ เขาคือผู้ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ระหว่างรัฐกับประชาชน ถ้าต้องการให้เหตุการณ์ดีขึ้นท่านรอง ผบ.ฉก. ยะลา บอกว่า สิ่งที่ จะทําให้เกิดการผลักให้สถานการณ์กลับคือการที่ทหารทําให้ประชาชนลดความระแวง ไม่กลัวทหาร ไม่เกลียด ไม่กลัว เมื่อประชาชนมีปัญหาอะไรจะวิ่งเข้าหา ปรึกษาหารือ ฟัอง บอกต่อทหาร ทหารหน่วยใด ที่ทําให้พื้นที่ที่รับผิดชอบนั้นมีประชาชนรู้สึกอย่างนั้น นั่นก็คือท่านกําลังทําให้ขบวนการ โดดเดี่ยวในพื้นที่ครับ เพราะฉะนั้นทหารต้องอยู่บนพื้นฐานความโปร่งใส ยุติธรรม ประชาชนถึงจะกล้าเข้ามาบอก เข้ามาฟัองกรณีที่ไม่ได้รับความเปึนธรรม อันนี้ไม่ใช่ คําพูดของหมอแวมาฮาดีนะครับ เปึนคําพูดของ พันเอก ชินวัตร แม้นเดช รอง ผบ.ฉก. ยะลา ครับ องค์กรสิทธิมนุษยชนที่ผมพูดถึง ๙ องค์กร บอกว่า ประชาชนหมดศรัทธา หมดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น และหวังพึ่งศาล แต่มาตรการของรัฐ กฎหมายพิเศษที่รัฐใช้ได้กีดกั้นการพึ่งศาล จึงทําให้ประชาชนกลับไปสนับสนุนขบวนการ ก่อการร้ายต่อไป เขาก็ยกตัวอย่างอีกครับบอกว่ากรณีจะมีการไต่สวนการควบคุมตัว ตาม ฉก. ต้องอาศัยทนายครับ แต่ทนายมีน้อย รัฐไม่เคยไปสนับสนุนให้กระบวนการ ยุติธรรมเหล่านี้ครบถ้วน ครบสมบูรณ์ ครบวงจร และที่แย่กว่านั้นก็คือถูกกล่าวหาว่า เปึนทนายโจร มีคนทํางานประมาณ ๑๐–๒๐ คนเองครับ แต่บ่อยครั้งที่ทนายเหล่านี้ อาสาเข้าไปเพื่อเกิดการถ่วงดุลเพื่อให้มีการตรวจสอบ เพราะเราระบบกล่าวหาครับ ระบบกล่าวหาต้องมีคนแก้ต่าง ถ้ารัฐมองว่าทนายที่มาแก้ต่างนั้นคือโจร หมดเลยครับ กระบวนการยุติธรรมเมืองไทย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องทําให้เกิด รัฐต้องสนับสนุน วันนี้คนเหล่านั้นทํางานโดยค่าใช้จ่ายของตัวเองเท่านั้นครับ ที่น่าเปึนห่วงอีกครับก็คือว่า ที่ผมบอก