ธีระ สลักเพชร หารือเรื่องการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐให้เพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีระ สลักเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดตราด ผมขอแปรญัตติ ในมาตรานี้ มาตรา ๕ สํานักนายกรัฐมนตรี แต่เปึนหน่วยงานสํานักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัยที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ สกว. หน่วยงานนี้เปึนหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นในป้ ๒๕๓๕ ในสมัยของท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน และผมเองก็ชื่นชมองค์กรนี้มากที่เขา มุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาองค์กรนี้เกี่ยวข้องกับการวิจัย แล้วก็ถ้าประเมินผลเรื่องของงานเขา ถือว่าประสบความสําเร็จมากให้องค์ความรู้ในระดับท้องถิ่น ในระดับประเทศ โดยมองถึง การพัฒนาประเทศ โดยใช้ฐานความรู้ ป้นี้งบที่ขอมา ๑,๔๐๐ ล้านบาท ต้องขอบคุณทาง คณะกรรมาธิการไม่ได้ตัดเลย แต่ที่ผมขอแปรญัตติตัดลงมาเพื่ออยากจะพูดถึงเรื่องของ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย เพราะว่าผมค่อนข้างจะกังวล เพราะว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยไม่ว่าสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือแม้กระทั่ง คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในมาตราที่หลังจากนี้ แล้วก็จะมีหน่วยงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็หน่วยงานในทบวงมหาวิทยาลัยที่อยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งหมด เพราะว่าเขาจะมีงบที่ เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ถ้ามองถึงงานวิจัยของประเทศในตอนนี้ ผมมองว่าเราพัฒนาช้ามาก ตัวเลขงบของการวิจัยของประเทศไทยในวันนี้ประมาณสัก ๐.๒๕ - ๒.๒๖ ไม่ถึง ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ผมถือว่าตัวเลขตรงนี้น้อยมาก เรื่องของการวิจัย เรื่องของการพัฒนามีความจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับงบประมาณ มาก มีเจ้าหน้าที่จากสํานักงบประมาณที่เปึนคณะกรรมาธิการ ผมต้องฝากท่าน ผมทราบ ว่าทาง สกว. ของบไปที่สํานักงบประมาณในชั้นต้นมากกว่า ๑,๔๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ถูกตัดไปพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามในชั้นของกรรมาธิการก็ไม่ตัดงบส่วนนี้ได้มาเต็ม ๑,๔๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยของประเทศ เขาตั้งดัชนีชี้วัดไหมว่า ในป้ ๒๕๕๓ ในงบป้หน้า ตัวเลขน่าจะขยับขึ้นเปึน ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถามว่าสูงไหม ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศไม่สูงนะครับ แต่ถ้าหากว่าวันนี้งบประมาณป้ ๒๕๕๒ เรายังได้ไม่ถึง ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ป้หน้าผมถือว่าเปัาหมายตรงนี้ที่ตั้งไว้ไม่มีทาง ประสบความสําเร็จหรอกครับ ถ้าเปรียบเทียบบุคลากรด้านวิจัย ด้านพัฒนาอาร์แอนด์ดี (R&D) ของเมืองไทย วันนี้มีไม่ถึง ๑ คนต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน ตัวเลขอยู่ประมาณ ๐.๙๔ ต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน ถือว่าต่ํามาก ๆ ครับ มีตัวเลขที่น่าอ้างอิงอย่างญี่ปุ์นก็มี ๑๐.๔ คนต่อประชากร ๑ คน เกาหลีใต้ ๖.๘ คนต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน แต่คนไทย เรามีนักวิจัย นักพัฒนาเพียงแค่ ๐.๙๔ คนต่อประชากร ๑ คน เรื่องนี้เปึนเรื่องที่น่าเปึนห่วง ผมเองต้องฝากข้าราชการจากสํานักงบประมาณที่ท่านต้องทํางานตรงนี้ต่อเนื่อง สําหรับเรื่องของงานวิจัย เงินทุกบาททุกสตางค์เก็บจากประชาชนมา วันนี้ถ้าเราลองสมมุติจินตนาการ ตรงนี้ มีเงินกองอยู่ ๑.๘๓ ล้านล้านบาทกองอยู่ตรงนี้ และพวกเราคือตัวแทนประชาชน วันนี้ ถ้ามองให้ดี สิ่งที่ยังขาดมาก ๆ คือการวิจัยประเภทเรื่องของการประยุกต์ความรู้ เพื่อต่อยอดให้เกิดในเชิงพาณิชย์นี่เปึนสิ่งที่มีความจําเปึนที่ต้องให้ความเข้มข้นในเรื่องนี้ ผมย้ําถึงตรงนี้ได้ไปดูตัวเลขตัวหนึ่งนะครับ แม้กระทั่งเรื่องของบุคลากรนะครับ บุคลากร ที่ช่วยงานด้านวิจัย เรื่องของการพัฒนาเมืองไทยเราก็มีน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบกับมาเลเซียนี้ วันนี้เราน้อยกว่าเขาประมาณถึง ๓ เท่านะครับ มาเลเซียมีมากกว่าเราถึง ๓ เท่า เพราะฉะนั้นเรื่องตรงนี้เปึนเรื่องที่น่ากังวลนะครับ เพราะถ้าหากว่าตัวเลขที่เราตั้งไว้ ในป้ ๒๕๕๓ ป้หน้านี้ ตัวเลข ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นั่นหมายถึงว่าเมืองไทยจะต้อง มีนักวิจัย ๘ คนต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดมาถึงตรงนี้ ผมว่าในงบป้หน้านี้ผมว่าวังเวงนะครับ อยากให้สํานักงบประมาณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความสําคัญเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเราจะก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่มีการพัฒนาที่ดีกว่านี้ เราต้องให้งบในด้านนี้มากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ที่เห็นความสําคัญเรื่องนี้ไม่ได้ตัดเลย ขอบคุณมากครับ