สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอแปรญัตติ เพื่อลดงบประมาณในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ เนื่องจากมีการเข้าแทรกแซงสั่งการของฝ่ายการเมือง ทำให้ความเป็นสื่อสารมวลชนของรัฐสูญเสียและเสียหาย
ท่านประธานครับ ผมสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอแปรญัตติ ให้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนของ มาตรา ๕ สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงก็มี หลายหน่วยงานลงจํานวน ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าที่ผมสนใจมากเปึนพิเศษนั้น ก็คือ งบประมาณในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ครับ กรมประชาสัมพันธ์เปึนหน่วยงานหนึ่ง ที่สังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี ตั้งงบประมาณไว้ในป้ ๒๕๕๒ ๑,๕๑๕ ล้านบาทเศษ มีการ ปรับลด โดยคณะกรรมาธิการไปแล้ว ๒๘ ล้านบาทเศษ ผมมีความเห็นว่าการปรับลดของ คณะกรรมาธิการนั้นปรับลดในจํานวนที่น้อยเกินไป และไม่สอดคล้องกับปัญหารวมถึง ทิศทางที่ควรจะเปึนการพัฒนากรมประชาสัมพันธ์ในอนาคต ผมต้องเรียนท่านประธานว่า การอภิปรายของผมนั้นไม่ได้เปึนการอคติกับกรมประชาสัมพันธ์แต่ประการใด ผมเข้าใจ ว่ามีข้าราชการ มีนักสื่อสารมวลชนที่เปึนนักวิชาชีพอยู่ในกรมประชาสัมพันธ์จํานวนหลายคน ด้วยกัน ซึ่งเปึนข้าราชการที่มีความตั้งใจในการทําหน้าที่ในวิชาชีพของตัวเองอย่างดียิ่ง แต่หลายป้ที่ผ่านมาฐานะการทํางาน จุดยืนของกรมประชาสัมพันธ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งยังมีช่องทางที่เอื้อให้ฝ์ายการเมือง เข้ามามีบทบาทในการแทรกแซงชี้นํา จนกระทั่งกรมประชาสัมพันธ์สูญเสียฐานะ ความเปึนกลางในฐานะที่เปึนสื่อของรัฐไปอย่างค่อนข้างจะสิ้นเชิง ในบางครั้งบางคราว ที่มีฝ์ายการเมืองที่มีความเข้าอกเข้าใจในเรื่องภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ และการ นําเสนอข่าวสารให้เปึนไปตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎกระทรวง ในการจัดตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ไม่เข้าไปแทรกแซงสั่งการโยกย้ายข้าราชการ แทรกแซง เรื่องของข่าว ในระยะเวลานั้นกรมประชาสัมพันธ์ก็สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ในการ นําเสนอข่าวสารต่อประชาชนได้อย่างดี แต่ในห้วงระยะเวลาเกือบ ๑๐ ป้ที่ผ่านมานี้ กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งมีสถานีวิทยุโทรทัศน์ มีสํานักข่าวที่มีประสิทธิภาพ มีอุปกรณ์ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจากการลงทุนโดยเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนจํานวน มากนับเนื่องเปึนเงินหลายหมื่นล้านบาท รวมถึงมีสถานีวิทยุที่มีเครือข่ายครอบคลุม ทั่วทั้งประเทศทั้งที่ดําเนินการจัดการโดยกรมประชาสัมพันธ์เอง และที่มีสัมปทาน ให้กับหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งองค์กรภาคเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่าเกือบ ๑๐ ป้ ที่ผ่านนี้ท่านประธานครับ ได้มีการเข้าไปแทรกแซงสั่งการ การนําเสนอข่าวต่าง ๆ ของกรมประชาสัมพันธ์ จนกระทั่งก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายว่ากรมประชาสัมพันธ์นั้นถึงเวลา ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน งบประมาณที่มีการเสนอตั้งมาถึง ๑,๕๑๐ กว่าล้านบาทนั้น ที่ผมติดใจคงไม่ใช่เปึนงบประมาณที่เกี่ยวกับเงินเดือนบุคลากรแต่ประการใด แต่เปึน งบประมาณที่เกี่ยวกับงบลงทุนครับ อย่างน้อยที่สุดในโครงการที่มีการเรียกว่าเปึนการไป พัฒนาอุปกรณ์เครื่องส่ง รวมถึงมีการจัดซื้ออุปกรณ์การถ่ายทอดการทําข่าวทั้งหลาย และที่สําคัญคือโครงการจัดตั้งสํานักข่าวแห่งชาติของรัฐบาล ซึ่งใช้วงเงินทั้งสิ้น ๕๐ ล้านบาท ส่วนโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการพัฒนาเครือข่ายวิทยุและอุปกรณ์ ทั้งหลายและโทรทัศน์ในส่วนกรมประชาสัมพันธ์นั้นตั้งไว้ถึง ๗๙ ล้านบาท ผมกราบเรียน ท่านประธานเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมเห็นว่างบประมาณในส่วนที่เปึนงบลงทุนต่าง ๆ เหล่านี้ จําเปึนต้องปรับลดลงมากกว่านี้อีก แต่กรรมาธิการไม่ได้ปรับลดลงเลยครับ ที่จําเปึนต้อง ปรับลดลงก็เพราะว่าการเข้าไปแทรกแซงสั่งการของฝ์ายการเมืองอันเนื่องมาจาก โครงสร้างของกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเปึนหน่วยราชการและจําเปึนต้องขึ้นตรง ต่อนักการเมืองซึ่งเปึนรัฐมนตรีนั้น ทําให้ความเปึนสื่อสารมวลชนของรัฐสูญเสีย และเสียหายไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการนําเสนอข่าวของสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกว่าเอ็นบีทีนั้น มีความเปลี่ยนแปลงอย่างน่ากลัวมากครับ สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก่อตั้งเมื่อป้ ๒๕๒๘ โดยความตั้งใจให้เปึนวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หลายป้ต่อมาสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เติบโตขึ้นในกฎกระทรวงซึ่งมีการแบ่งส่วนราชการนั้นมีการเขียนวัตถุประสงค์ของ กรมประชาสัมพันธ์เอาไว้ข้อหนึ่งซึ่งเปึนข้อวัตถุประสงค์ที่สําคัญ ในจํานวนทั้งสิ้นที่เขียน วัตถุประสงค์เอาไว้ถึง ๗ ข้อนั้น ในข้อหนึ่งมีการเขียนว่า ดําเนินการประชาสัมพันธ์ นโยบายและการดําเนินงานของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดี ความมั่นคงของ ประเทศ และเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ อีกข้อหนึ่งระบุ ถึงการส่งเสริมเผยแพร่ข่าวสารความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข มีอยู่ข้อหนึ่งครับที่ผมคิดว่าสําคัญมากก็คือ ต้องผลิต เผยแพร่ ให้บริการเอกสารและสื่อโสตทัศนศึกษา รวมทั้งจัดทําข้อมูลสารสนเทศ ประสานความร่วมมือด้านประชาสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน การพูดถึงการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนต่อประชาชน นี่เปึนภารกิจที่สําคัญของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งครอบคลุมถึงสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยด้วยงบลงทุน ในป้ ๒๕๕๒ มีการ เขียนถึงการพัฒนาระบบโครงข่ายทั้งหลายที่เปึนอุปกรณ์ที่เพิ่มเติมขึ้น และ ๒. พูดถึง การจัดตั้งสํานักข่าวแห่งชาติ สํานักข่าวแห่งชาติเท่าที่ผมติดตามโครงการนี้เปึนการลงทุน จัดซื้อโครงข่ายเครือข่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อจัดเก็บข้อมูลทั้งหลาย และมีการเชื่อมต่อกันระหว่างสถานีวิทยุทั้งหลาย สิ่งที่ผมกังวลเปึนอย่างนี้ครับ ในช่วง ระยะเวลาที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศมีการปรับเปลี่ยนสถานีวิทยุโทรทัศน์กลายเปึน เอ็นบีที แต่ที่น่าตกใจก็คือมีการจัดจ้างบริษัทเอกชนเข้ามารับหน้าที่ในการผลิตรายการ โดยตรงและได้เวลาออกอากาศของสถานีไป โดยมีการจ่ายส่วนแบ่งส่วนหนึ่งให้กับรัฐครับ แต่เรื่องนี้มีข้อครหาชัดเจนว่ามีความไม่ชอบมาพากล มีความไม่โปร่งใส มีเรื่องของการ ทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเปึนข้อหา ถ้าท่านประธานจําได้พวกเราลุกขึ้นอภิปรายในสภานี้ ก็ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ครับ แล้วก็มีการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นคือ รัฐมนตรีจักรภพ เพ็ญแข ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ในเนื้อความ ที่บรรยายเรื่องการถอดถอนนั้นพูดถึงการฝ์าฝ๋นกฎหมาย พูดถึงการฝ์าฝ๋นรัฐธรรมนูญ เรื่องหนึ่งที่มีการบรรจุเอาไว้ก็คือสัญญาที่ไม่โปร่งใสในการจัดจ้างบริษัทเอกชนที่เข้ามา ทํางาน อีกสักครู่จะมีเพื่อนสมาชิกได้อธิบายขยายความรายละเอียดและซักถามกรรมาธิการด้วย แต่ผมเรียนท่านประธานสั้น ๆ นะครับว่า ข้อสงสัย ข้อกล่าวหาเหล่านี้ก็ถูกส่งไปที่ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเช่นเดียวกัน และขณะนี้ก็มีความคืบหน้าไปมาก กรณีเรื่องถอดถอนทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้เชิญพวกเราไปให้ปากคําเรียบร้อยแล้ว เรื่องดังกล่าวเปึนเรื่องซึ่งนอกเหนือจากกรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ถูกครหา เรื่องความเปึนกลาง แล้วยังมีเรื่องการหาประโยชน์ของบริษัทเอกชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย การใช้เงินภาษีของรัฐไปจัดซื้ออุปกรณ์ทั้งหลายไปทําสํานักงานข่าวนั้น จะมีประเด็น คําถามว่าเปึนการไปให้บริการเอกชน ซึ่งเข้ามาเช่าเวลาออกอากาศทางสถานี โดยใช้ เงินลงทุนของรัฐหรือไม่ ถ้าใช่ เงินภาษีประชาชนเหล่านี้ก็เปึนการสูญเสียไปโดยเปึนการ เอื้อกับธุรกิจเอกชน ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้องแล้วก็ไม่สมควร ถ้าบริษัทเอกชนเขาเช่าเวลา ที่จะเข้ามาทําข่าว เสนอผลประโยชน์ตอบแทนของรัฐในส่วนหนึ่ง โดยโปร่งใส โดยถูกต้อง แล้วเขาก็จ่ายไป เงินลงทุนต่าง ๆ ของเขาก็ควรจะเปึนฝ์ายของเอกชนไปลงทุน ผมไม่เห็นด้วย กับการที่จะใช้อุปกรณ์ของทางราชการ แล้วก็มีการแสวงหาประโยชน์จากเงินของราชการ ที่ไปลงทุนในอุปกรณ์เหล่านั้น แต่นี่เปึนส่วนเดียวเท่านั้นครับที่ผมเห็นว่ากรรมาธิการ ปรับลดน้อยไป ความจริงเรื่องงบลงทุนทั้งหลายควรยุติไว้ก่อน เพราะอย่างน้อยที่สุด กรมประชาสัมพันธ์นี่ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องปฏิรูปสื่อและปฏิรูปกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งระบบ สถานีวิทยุโทรทัศน์ต้องแยกออกมาครับ และอาจจะต้องตั้งเปึนองค์กรอิสระ ที่มีความเปึนกลาง คล้าย ๆ กับทีพีบีเอส (TPBS) ในขณะนี้ ในส่วนข้าราชการ กรมประชาสัมพันธ์เดิมซึ่งมีความเชี่ยวชาญ เพราะภารกิจหนึ่งของท่านคือ เปึนหน่วยงาน ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐ อันนี้ก็ต้องไปทบทวนครับ เพราะต้องคงงาน ของเขาไว้ กรมประชาสัมพันธ์ที่มีสํานักข่าวหรือมีส่วนประชาสัมพันธ์จังหวัดต่าง ๆ เหล่านั้นอาจต้องคงไว้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนภารกิจ แต่ผมก็ไม่แน่ใจนักนะครับ ก็จะถาม กรรมาธิการด้วยว่าได้ถามกรมประชาสัมพันธ์หรือเปล่าว่า มีกี่หน่วยงานราชการที่มา ปรึกษากรมประชาสัมพันธ์ในเรื่องการประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐ เพราะถ้าไปดู งบประมาณของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ไม่มีครับ น้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จัดจ้าง บริษัทภายนอก แล้วหลาย ๆ ที่ก็มีข้อครหาเรื่องความทุจริต เรื่องความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น แต่ประเด็นที่ผมติดใจที่สุดท่านประธานครับ คือความเปึนกลางในขณะนี้ ประเด็นที่ผมต้อง ยกให้กับท่านประธานเห็นก็คือว่า ข้อครหาเรื่องความไม่เปึนกลางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ และเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ที่ถูกแทรกแซงนั้น มีการพูดถึงมาตั้งแต่ยุคของรัฐบาล ชุดที่แล้วก่อนหน้านี้ไปประมาณ ป้ ๒๕๔๔ ถึง ป้ ๒๕๔๘ ครับการนําเสนอข่าวสารไม่เปึน กลาง ไม่รอบด้าน ไม่เปึนธรรม มุ่งเสนอข่าวด้านเดียวและให้ร้ายกับฝ์ายที่เห็นไม่ตรงกัน กับรัฐบาล แต่กรณีการปรับเปลี่ยนมาเปึนเอ็นบีทียิ่งเลวร้ายกว่า ผมกราบเรียนเรื่องนี้ เพื่อที่จะ นอกจากเสนอให้ปรับลดงบประมาณที่ลดลง แล้วก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่ง จะให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ผมคิดว่าสัญญาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนที่เข้ามาทํา ควรยุติไว้ก่อน ผมเรียนท่านประธานว่า เรื่องของการปรับเปลี่ยนเปึนเอ็นบีทีนี้ มาจากดําริ ของนายกรัฐมนตรีครับ ไปพูดในรายการสนทนาประสาสมัครเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ถ้าท่านประธานจะแย้งว่าเกี่ยวอะไรกับงบประมาณนี้ เกี่ยวแน่ครับ เพราะเวลาไปลงทุนทํา สํานักข่าวแห่งชาติก็ดี ไปปรับปรุงโครงข่ายทั้งหลายก็ดี การปรับเปลี่ยนเปึนเอ็นบีที ดึงเอกชนโดยสัญญาเข้ามา และผมตั้งข้อสังเกตว่า ไปใช้ประโยชน์จากงบประมาณ เหล่านี้โดยไม่เปึนธรรมกับประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครบอกว่า ถึงเวลาที่ต้อง จัดการกับสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่โจมตีรัฐบาลหรือทําหน้าที่ไม่เปึนกลาง ท่านบอกว่าสถานี ที่เปึนกลางและดีที่สุด หารายได้ตัวเองมาดูแลเองได้ทั้งหมด ถูกทําลายและถูกยึด นั่นแหละความเปึนธรรมไม่มีในโลกนี้ ท่านพูดอีกว่าอีก ๑ ถึง ๒ วัน จะต้องทําให้ดูว่า คนที่มีฝ้มือต้องมีช่องทํางาน ให้เขาทํางานโดยอิสระ แล้วดูว่าสาธารณะกับที่มีอิสระ โดยไม่ต้องเอาเงินของรัฐป้ละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท มาทําอันไหนจะดีกว่ากัน ท่านพูดไว้ เมื่อ ๑๐ กุมภาพันธ์ครับ ก่อนหน้าที่รัฐบาลนี้จะแถลงนโยบายกับรัฐสภาในวันที่ ๑๗ – ๑๘ ด้วยซ้ําไป หลายฝ์าย ก็ตีความครับว่านี่เปึนหาช่องลงให้กับคนของอดีตสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ผมเรียน เพื่อให้ความเปึนธรรมกับอดีตพนักงานไอทีวีครับว่าหลายคนที่ผมรู้จักเขาเปึน นักสื่อมวลชนโดยจิตวิญญาณ แต่หลายคนผมกล้าจะตั้งข้อสังเกตว่าขายวิญญาณไปแล้ว ครับ ในวันที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวีซึ่งถูกตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลชวนให้เปึนสถานีโทรทัศน์อิสระ ทางความคิดนั้น ต่อมาถูกเอกชนเข้าไปครอบครอง ครอบงํา ซื้อกิจการไว้เกือบทั้งหมด และเปลี่ยนแปลงไป เอาใจพรรคการเมืองซึ่งเกี่ยวข้องกับคนซึ่งครอบครองสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ต่อมาความคิดของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครก็เปึนจริง เมื่อมีการตั้งรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรีคือคุณจักรภพ ประทานโทษที่เอ่ยนามท่านอีกครั้ง ท่านเริ่ม ดําเนินการตามแผนขั้นแรกด้วยการสั่งย้ายอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนเดิมออกไปแล้วตั้ง รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ขึ้นมา หลังจากนั้นก็ปรับเปลี่ยนโลโก (Logo) ชื่อของ สถานีโทรทัศน์เปึนเอ็นบีที และเปึนที่มาของการจัดจ้างบริษัทเอกชนซึ่งมีข้อกล่าวหาต่าง ๆ เอาล่ะครับข้อกล่าวหาทุจริต ข้อกล่าวหาไม่โปร่งใสไปว่ากันใน ป.ป.ช. สตง. ตรวจสอบไป แต่ปัญหาใหญ่ที่มันเกิดขึ้นก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีนโยบายเรื่องเอ็นบีทีบอกต้องเปึนกลาง ผมเห็นในเอกสารที่ชี้แจงครับ บอกว่าเอ็นบีทีจะต้องมีความเปึนกลางเพื่อเปึนสื่อในการ สร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีงามระหว่างประชาชน แต่พฤติกรรมที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้ มันไม่ใช่ครับ การนําเสนอข่าวของสถานีเอ็นบีทีซึ่งต้องตั้งข้อสังเกต ซึ่งไม่ใช่ผม ทุกฝ์าย ที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ (TDRI) ผมมีเอกสารอยู่ครับแล้วก็ไม่เสียเวลาอ่าน พูดด้วยซ้ําไปว่าเหมือนเอาสถานีโทรทัศน์ พีทีวี (PTV) ซึ่งเปึนของคนในรัฐบาลชุดนี้ และเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหญ่ของรัฐบาลมาจัดรายการในสถานีโทรทัศน์ ฟรี ทีวี (Free TV) ของรัฐด้วยซ้ําไป หลายรายการมีลักษณะลําเอียง ท่านประธานอย่าตัด เวลาผมเลยนะครับ