นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องการถ่วงดุลระหว่างอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร ในระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้มีการถ่วงดุลอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการก่อการร้ายของรัฐ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเกรงใจท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเพราะว่าเวลาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็ได้ล่วงเลยมาพอสมควร แต่ว่าผมเคยแสดงความเห็นไว้ในส่วนนี้ครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๔/๕ กระผมได้ขอแก้ไขโดยขอแปรญัตติว่าในกรณีที่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ถูกกล่าวหาว่า ร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ไม่ว่าจะได้ กระทําความผิดก่อนหรือขณะดํารงตําแหน่งอาจยื่นคําร้องต่อศาลเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาตั้งผู้ไต่สวนอิสระได้ และในวรรคสองกระผมก็ได้ตัดคําว่าผู้เสียหาย ออก ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าความเข้าใจของผมคลาดเคลื่อน จากคณะกรรมาธิการนะครับ และท่านได้กรุณาชี้แจงจนเปึนที่เข้าใจผมก็ไม่ติดใจนะครับ แต่ว่าขออนุญาตเริ่มกราบเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมเองก็เชื่อในระบบ รัฐสภา และผมก็เชื่อในระบบของการแบ่งแยกอํานาจในระบอบประชาธิปไตยซึ่งแบ่งแยก อํานาจเปึน ๓ อํานาจ และในขณะเดียวกันกระผมก็เชื่อเรื่องการถ่วงดุลระหว่างอํานาจ ทั้ง ๓ เปึนอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าถ้าอํานาจทั้ง ๓ อํานาจ ในระบอบประชาธิปไตยที่เราใช้อยู่ ในประเทศนี้ครับไม่มีการถ่วงดุลซึ่งกันและกันบ้านเมืองก็ไปไม่ได้ และผมเชื่อความคิดนี้ มานานแล้วครับว่าประเทศไทยของเราที่บ้านเมืองอยู่อย่างนี้ครับเพราะอํานาจแต่ละ อํานาจในองค์กรทั้ง ๓ ของระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ได้ใช้อํานาจถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เท่าที่ควร กระผมยืนขึ้นพูดในสภาแห่งนี้เปึนครั้งที่ ๓ แล้วครับว่าลําพังฝ์ายนิติบัญญัติกับ ฝ์ายบริหารนั้นในทางทฤษฎีนั้นให้ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้วการถ่วงดุลระหว่างอํานาจนิติบัญญัติกับอํานาจบริหารนั้นมัน เปึนไปไม่ได้เลยครับในความเปึนจริง เพราะว่าอํานาจบริหารคือเสียงส่วนใหญ่ ในสภา แห่งนี้ครับเสียงส่วนใหญ่ก็คืออยู่ที่ฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติหรือฝ์ายค้านเรื่องเสียงข้าง น้อยไม่ว่าเราจะถ่วงดุลอย่างไรก็ตามครับมันไม่มีทางที่จะชนะฝ์ายบริหารซึ่งอยู่เปึนเสียง ข้างมากในสภาแห่งนี้ได้ การถ่วงดุลในสภาระหว่างฝ์ายนิติบัญญัติกับฝ์ายบริหารมัน เกือบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติเลยครับ ผมคิดว่าจากจุดนี้นะครับเปึนจุดเปลี่ยนแปลงกับ รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ เริ่มให้มีการถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าเจตนาส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ก็คือคงตระหนักว่าในระหว่างฝ์าย บริหารกับฝ์ายนิติบัญญัตินั้นไม่สามารถถ่วงดุลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยเริ่มมีองค์กร อิสระขึ้นมา รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันครับ ยังคงหลักการนี้ไว้ แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ นั้น การถ่วงดุลนั้นใช้ไม่ได้ครับ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จะออกแบบมาอย่างดีอย่างไรก็ตามใช้ไม่ได้ครับ เพราะประเทศนี้ผู้นําพวกที่มี อํานาจในประเทศนี้ไม่ชินกับการตรวจสอบและการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ชินครับ เมื่อรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ดีอย่างไรก็ตาม เป่ดโอกาสให้มีการถ่วงดุลแต่ว่าพวกที่มีอํานาจ ไม่ชินและไม่ยอมรับการถ่วงดุล ผมติดใจอยู่ตลอดเวลาท่านประธานครับ บ้านเมืองที่พัง ยับเยินในขณะนี้เพราะเราไม่ยอมรับการถ่วงดุล ที่ซ้ําร้ายไปกว่านั้นเราทําลายระบบการ ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ผมเคยพูดในสภานี้ผมพูดเปึนครั้งที่ ๓ ครับ มีคนพูดถึงคนหลาย ๆ คน ที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ผมพูดถึงอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ผมก็เคยพูดถึงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประมาณป้ ๒๕๔๕ หรือป้ ๒๕๔๖ ผมเล่าให้ท่านประธานฟัง อีกสักครั้งหนึ่งเถอะครับ ผมนี่ครับ เคยเดินไปพบอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ที่ศาลฎีกา ตอนนั้นท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ถ้าจําไม่ผิด ตําแหน่งท่านเปึนเลขาธิการประธาน ศาลฎีกา ผมไปบอกอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ว่าวันนี้ประเทศตุลาการต้องยืนขึ้นถ่วงดุล ฝ์ายบริหาร ท่านประธานจําได้นะครับ ประมาณป้ ๒๕๔๔ หรือป้ ๒๕๔๕ มีฆาตกรรม โดยรัฐเกิดขึ้นมากเหลือเกินครับ มีการฆาตกรรมโดยรัฐมีการฆ่าตัดตอน ๒,๐๐๐ กว่าศพ ครับ แต่ว่าตุลาการยังนอนหลับอยู่ครับ ตุลาการไม่เคยยืนขึ้นถ่วงดุลการใช้อํานาจ ของฝ์ายบริหารเลย ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นเราเรียกว่าเกิดการฆาตกรรมโดยรัฐเกิดขึ้นแล้ว ผมไปพบอาจารย์จรัญครับ ผมบอกท่านอาจารย์จรัญว่าผมต้องการพบประธานศาลฎีกา เพื่อบอกประธานศาลฎีกาว่าวันนี้ตุลาการต้องลงมาถ่วงดุลฝ์ายบริหารแล้วล่ะครับ แต่ไม่ มีผลครับ ผมต่อว่าตรงนี้เลยครับ ตุลาการเมื่อป้ ๒๕๔๕ ตุลาการเมื่อป้ ๒๕๔๔ ยังนอน หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นครับ ไม่ยอมถ่วงดุล ท่านอาจารย์จรัญเองก็ยังต่อว่าผมลับหลังเสียด้วย ซ้ําว่ามันเปึนเรื่องของฝ์ายการเมืองเปึนเรื่องของนักการเมืองที่ต้องการจะหาเสียงหรือ อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ วันนั้นเริ่มไม่มีสิ่งเหล่านี้ครับ แต่ว่าวันนี้ครับ เราจะเห็นว่าเมื่อการ ถ่วงดุลไม่มีประสิทธิภาพ องค์กรที่ถูกทําลายยับเยินมากที่สุดในขณะนี้น่าจะเปึนองค์กร ตุลาการ ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติ บ้านเมืองต้องการผู้กล้าครับ อันนี้เปึนปรัชญาครับ สังคมไหนที่เริ่มวิกฤติสังคมนั้นต้องการผู้กล้า เพราะฉะนั้นวันนี้ครับผมไม่แปลกประหลาด เลยครับ ผมไม่แปลกใจเลยครับที่ตุลาการจะต้องถูกกระหน่ําอย่างยับเยินทั้งในสภาและ นอกสภา ท่านกําลังถูกท้าทายครับ เพราะมีบุคคลส่วนหนึ่งคิดว่าเขายังสามารถแทรกแซง ในระหว่างองค์กรด้วยกันได้ ผมติดใจอยู่ถึงทุกวันนี้ท่านประธานครับ เงิน ๒ ล้านบาท ค่าขนมที่ศาลฎีกามันมาจากไหน ผมกําลังบอกท่านประธานว่านี่แหละครับคือความคิด ของคนที่ไม่ยอมรับการถ่วงดุล นี่แหละครับคือความคิดของคนที่ต้องการแทรกแซง กระบวนการตุลาการ บ้านเมืองไปไม่ได้ครับ ผมพยายามจะเชื่อครับ ท่านประธานครับ ว่าเงิน ๒ ล้านบาท ที่ตกอยู่ที่ศาลฎีกานั้นเปึนเงินของทนายความที่ไปทําคดีเรื่องใด เรื่องหนึ่งในศาลฎีกา ผมพยายามจะเชื่ออย่างนั้นเพราะศาลฎีกาตัดสินลงโทษไปแล้ว แต่ไม่สนิทใจครับ ผมยังมีความคิดโต้แย้งอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ใช่เงินของทนายความ แต่จะเปึน