สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑

เตช บุนนาค หารือเรื่องการขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากลาว โดยยืนยันความตั้งใจในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าในลาว และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายบ้านกุ่ม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับลาว และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียนชี้แจงตามที่ นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดอุบลราชธานีได้ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับ การจัดทําบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาว เรื่องความร่วมมือด้านการ พัฒนาพลังงานไฟฟัาระหว่าง ๒ ประเทศ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๑ โดยขอเรียน ข้อมูลความเปึนมาการดําเนินการที่เกี่ยวข้องและสถานะของเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้ รัฐบาลไทยและลาวได้จัดทําบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงาน ไฟฟัาระหว่าง ๒ ประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๑ อนุมัติ การลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวโดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปึนผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๑ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน กับนายทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่นครหลวงเวียงจันทน์ บันทึกความเข้าใจ ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สําคัญเพื่อสนับสนุนให้มีการทําการศึกษา ความเปึนไปได้ของการ ที่จะพัฒนาโครงการฝายไฟฟัาพลังน้ําบนแม่น้ําโขงระหว่างไทย–ลาว ที่ตั้งโครงการฝัืงไทย อยู่ที่บริเวณใกล้หมู่บ้านท่าล้งและดอนกุ่ม ตําบลห้วยไผ่ อําเภอโขงเจียม จังหวัด อุบลราชธานี และฝัืงลาวอยู่ที่บริเวณบ้านกุ่มน้อย เมืองชะนะสมบูน แขวงจําปาสัก สปป. ลาว เรียกว่า โครงการไฟฟัาพลังน้ําฝายบ้านกุ่ม บันทึกความเข้าใจมีสาระสําคัญโดยสรุปว่า รัฐบาลไทยและลาวตกลงสนับสนุน ให้ภาคเอกชนดําเนินการศึกษาความเปึนไปได้ของการที่จะพัฒนาโครงการไฟฟัาพลังน้ํา ฝายบ้านกุ่ม โดยภาครัฐไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาดังกล่าวแต่อย่างใด และจะ มอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐของทั้ง ๒ ประเทศร่วมมือกันในการกํากับดูแลและ ประสานงานกับบริษัทที่ได้รับมอบหมายให้ทําการศึกษา จากนั้นจึงให้รายงานรัฐบาลของ ทั้ง ๒ ประเทศเพื่อพิจารณาดําเนินการภายใต้ระเบียบและข้อกฎหมายภายในของ ทั้ง ๒ ประเทศต่อไป กระผมใคร่ขอเรียนว่าโครงการไฟฟัาพลังน้ําฝายบ้านกุ่มนี้เปึนหนึ่งใน โครงการความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟัาระหว่างไทย–ลาว ซึ่งเปึนสาขาความร่วมมือ ที่รัฐบาลไทยและลาวให้ความสําคัญในลําดับต้น และได้ดําเนินการอย่างเปึนรูปธรรม มาตั้งแต่ป้ ๒๕๓๖ โดยรัฐบาลไทยและลาวได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความ ร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานไฟฟัาในลาว ฉบับที่ ๑ เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๖ ซึ่งไทยได้ตกลงให้ความร่วมมือและสนับสนุนการพัฒนาโครงการไฟฟัาต่าง ๆ ในลาว และตกลงรับซื้อไฟฟัาจากลาวจํานวน ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ และจากการที่ประเทศไทย มีความต้องการพลังงานเพิ่มมากขึ้น จึงได้ตกลงขยายการรับซื้อไฟฟัาจาก สปป. ลาว มาโดยลําดับ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๐ ได้จัดทําบันทึกความเข้าใจว่า ด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาไฟฟัาในลาว ฉบับที่ ๔ ตกลงขยายรับซื้อไฟฟัาจากลาว เปึน ๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ ภายในหรือหลังป้ ๒๕๕๘ ปัจจุบันมีโครงการไฟฟัาในลาวที่สร้าง เสร็จและจ่ายไฟฟัาเข้าระบบการไฟฟัาฝ์ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้วจํานวน ๒ โครงการ กําลังผลิตรวม ๓๔๖ เมกะวัตต์ และมีโครงการที่ได้มีการตกลงในเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างดําเนินการจํานวน ๘ โครงการ กําลังการผลิตรวม ๕,๔๙๔ เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่มีศักยภาพที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเปึนไปได้อีกหลาย โครงการ โครงการไฟฟัาต่าง ๆ ประกอบด้วย โครงการบนแม่น้ําโขงส่วนที่อยู่ในลาว บนลําน้ําสาขาของแม่น้ําโขงในลาว และแม่น้ําสายสําคัญในลาว รวมทั้งโครงการไฟฟัา เหมืองถ่านหิน อย่างไรก็ดี เนื่องจากประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาโครงการไฟฟัาพลังน้ําบนแม่น้ําโขงระหว่างไทย–ลาว ในลักษณะ ฝายขั้นบันไดด้วย เพื่อเพิ่มทางเลือกของแหล่งผลิตพลังงาน โดยเมื่อป้ ๒๕๔๘ กระทรวง พลังงานโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา วงเงิน ๘ ล้านบาท ศึกษาศักยภาพจุดที่จะพัฒนาโครงการไฟฟัาบนแม่น้ําโขง ผลการศึกษาสรุปว่ามีโครงการที่มีศักยภาพ ๒ โครงการ ได้แก่ ๑. โครงการฝายปากชม จังหวัดเลย แขวงเวียงจันทน์ และ ๒. โครงการฝายบ้านกุ่ม จังหวัดอุบลราชธานี แขวงจําปาสัก และในป้ ๒๕๕๐ กระทรวงพลังงานได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา วงเงิน ๒๔ ล้านบาท ศึกษาความเปึนไปได้เบื้องต้นของโครงการทั้งสองดังกล่าว

จากพัฒนาการของความร่วมมือระหว่างไทย–ลาว ที่ดําเนินมาเปึน ลําดับดังกล่าว นายกรัฐมนตรีไทยและลาวจึงได้ให้ความเห็นชอบในหลักการในช่วง การเยือน สปป. ลาว อย่างเปึนทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ถึง ๑ มีนาคม ๒๕๕๑ ตกลงสนับสนุนให้ภาคเอกชนดําเนินการศึกษาความเปึนไปได้ของ การที่จะพัฒนาโครงการไฟฟัาพลังน้ําฝายบ้านกุ่ม โดยภาครัฐไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ในการศึกษาดังกล่าวแต่อย่างใด และจะมอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐ ของทั้ง ๒ ประเทศ ร่วมมือกันในการกํากับดูแลและประสานงานกับบริษัทที่ได้รับ มอบหมายให้ทําการศึกษา จากนั้นจึงให้รายงานรัฐบาลของทั้ง ๒ ประเทศ เพื่อพิจารณา ดําเนินการภายใต้ระเบียบและข้อกฎหมายภายในของทั้ง ๒ ประเทศต่อไป ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๑ อนุมัติการลงนามบันทึก ความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือพัฒนาพลังงานไฟฟัาระหว่างไทย – ลาว และได้มีพิธี ลงนามเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ดังที่กราบเรียนมาแล้ว กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่าการดําเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับ สปป. ลาว ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดในลักษณะพิเศษ และตั้งอยู่บนหลักการนโยบายของรัฐบาลไทย ที่มุ่งพัฒนาความร่วมมือให้ประเทศเพื่อนบ้านมีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ มีสังคม ที่มีคุณภาพเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและพัฒนาสู่ความเปึนหุ้นส่วนความร่วมมือ กับไทยอย่างเท่าเทียม และได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยสําหรับฝ์ายไทยความร่วมมือ ด้านพลังงานไฟฟัาจะเปึนการช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อประกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และสําหรับฝ์ายลาว การพัฒนาโครงการไฟฟัา ต่าง ๆ จะเปึนแหล่งสร้างรายได้ที่สําคัญให้แก่รัฐบาลลาวเพื่อนําไปใช้ในการพัฒนา ประเทศและยกระดับความเปึนอยู่ของประชาชน กระผมขอกราบเรียนสถานะของเรื่องนี้ ว่าขณะนี้รัฐบาลไทยและลาวยังมิได้ตัดสินใจว่าจะดําเนินการโครงการไฟฟัาพลังน้ํา ฝายบ้านกุ่มหรือไม่ การจัดทําบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเปึนเพียงการสนับสนุนให้ ภาคเอกชนเข้ามาศึกษาความเปึนไปได้ของการที่จะพัฒนาโครงการ เพื่อนําข้อมูล มาประกอบการพิจารณาตัดสินใจของรัฐบาล โดยภาคเอกชนเปึนผู้ทําการศึกษา ความเปึนไปได้ดังกล่าว จะเปึนผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการทําการศึกษาทั้งหมด โดยไม่มี เงื่อนไข ดังนั้นจึงมิได้ก่อให้เกิดภาระด้านงบประมาณแก่รัฐบาลแต่อย่างใด สําหรับ ประเด็นข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจมีขึ้นจากการดําเนินโครงการนั้น กระผม ใคร่ขอกราบเรียนว่าการทําการศึกษาความเปึนไปได้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะครอบคลุมถึงการทําการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การศึกษาผลกระทบ ด้านสังคมและด้านสิ่งแวดล้อม การทําประชาพิจารณ์ตามระเบียบที่เกี่ยวข้องและ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จากนั้นจึงนําผลการศึกษาเสนอให้รัฐบาลไทยและลาว พิจารณา ซึ่งคาดว่ากระบวนการศึกษาทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ ๓๐ เดือน หลังจากนั้น หากผลการศึกษาปรากฏว่าโครงการมีความเปึนไปได้ รัฐบาลไทยและลาวจะพิจารณาว่า จะดําเนินโครงการดังกล่าวหรือไม่ และในรูปแบบใด ซึ่งหากตัดสินใจที่จะพัฒนาโครงการ กระผมใคร่ขอยืนยันว่า ทั้ง ๒ ฝ์าย ต้องดําเนินการตามระเบียบและข้อกฎหมายภายใน ที่เกี่ยวข้องโดยในส่วนของไทยที่สําคัญ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ ว่าด้วยสิทธิ ในข้อมูลข่าวสารซึ่งบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลคําชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ ก่อนการอนุญาตหรือการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมสุขอนามัย คุณภาพชีวิตหรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใด ที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชน ท้องถิ่นและมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนําไป ประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ ซึ่งกําหนดว่าการดําเนิน โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะต้องมีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งต้องดําเนินการตามกฎหมาย อื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึนพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติว่าด้วย การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดําเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ รวมทั้งความตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติการใช้น้ําในแม่น้ําโขงในฐานะที่ไทยและลาวเปึน สมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ําโขง และเมื่อจะต้องเจรจาจัดทําความตกลงกับฝ์ายลาว เพื่อดําเนินการโครงการดังกล่าว ก็จะต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ด้วย ผมใคร่ขอกราบขอบคุณครับ