สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑

อภิชัย บุญธีรวร หารือเรื่องเงินกู้สหภาพพม่า โดยให้ข้อมูลว่าเงินกู้ 4,000 ล้านบาท ใช้ซื้อสินค้าและบริการจากผู้ส่งออกไทย และหารือเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ของเอ็นพีแอล โดยการขายหนี้นี้และได้รับผลกำไร 8,183 ล้านบาท นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรฐานบัญชีระหว่างประเทศ ฉบับที่ 39 และการระดมทุนใหม่ และผลกระทบต่อดอกเบี้ยเงินกู้ และหารือเรื่องการลงทุนในธุรกิจส่งออกและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน

นายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและ นําเข้า

กราบเรียนท่านประสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการ ผู้จัดการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิม แบงก์ นะครับ กระผมขออนุญาตชี้แจงเกี่ยวกับเงินกู้ให้กับสหภาพพม่านะครับ ในส่วนของเงินกู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทางธนาคารเอ็กซิม แบงก์ ได้ปฏิบัติตามมติของ ครม. ซึ่งมติกําหนดมาว่าปล่อยให้สินเชื่อให้เงินกู้แก่รัฐบาลพม่าเพื่อพัฒนาประเทศจํานวน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในประเด็นของ ๓,๐๐๐ ล้านบาท และ ๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้น สําหรับเอ็กซิม แบงก์ ตามที่ผมทราบตามเอกสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ เปึนมติจาก ครม. มาก็ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อถึงที่เอ็กซิม แบงก์ สาเหตุที่จากทางธนาคารเพื่อการส่งออกและ นําเข้าแห่งประเทศไทย จําเปึนจะต้องขอความคุ้มครองจากรัฐบาลตามมาตรา ๒๓ นั้น มี ๒ เหตุผล เหตุผลที่ ๑ คือเงินกู้เปึนจํานวนค่อนข้างสูง ๔,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ทุนจดทะเบียนของธนาคาร ถือเปึนความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง เหตุผลที่ ๒ ก็คือว่าดอกเบี้ย ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ที่ให้แก่รัฐบาลพม่านั้น ต่ํากว่าต้นทุนการเงินของทางเอ็กซิม แบงก์ ซึ่งจะ ส่งผลขาดทุนให้กับธนาคาร ดังนั้นเพื่อปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่ง เอ็กซิม แบงก์ ต้องปฏิบัติตามมติ ครม. จึงต้องขอความคุ้มครอง ขอความชดเชยจาก รัฐบาลในแง่ของส่วนต่างดอกเบี้ย ประการที่ ๑ และประการที่ ๒ ในเรื่องของความเสี่ยง เนื่องจากเงินกู้เปึนจํานวนสูง ถ้าเกิดอะไรขึ้น เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งใน พ.ร.บ. ของ เอ็กซิม แบงก์ ก็มีกําหนดไว้ในประเด็นพวกนี้อยู่ อันนี้เปึนที่มาที่ไป ในแง่ของการให้ เงินกู้นั้นเปึนเงินกู้ที่ธนาคารเอ็กซิม แบงก์ ทําสัญญาให้กู้แก่ธนาคารเมียนม่าร์ ฟอเรียนจ์ เทรด แบงก์ ซึ่งก็เปรียบเหมือนเอ็กซิม แบงก์ ของสหภาพพม่า โดยมีรัฐบาลพม่าเปึนผู้ ค้ําประกัน ในส่วนของการที่ให้เงินกู้ไปนั้น การจัดสรรเงินกู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ไปซื้อสินค้า และบริการจากผู้ส่งออกไทย ขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านั้นเปึนขั้นตอนภายในของรัฐบาลพม่า ในการจัดสรรว่าจะซื้อสินค้าใดบ้างจากผู้ส่งออกไทย ในข้อมูลที่ได้จัดส่งไปให้ อนุกรรมาธิการ ก่อนหน้านี้จะมีรายชื่อบริษัทต่าง ๆ ประมาณ ๑๙ บริษัท ผมขออนุญาต ไม่เอ่ยชื่อรายบริษัทนะครับ เพราะเอกสารได้ส่งไปแล้ว แต่ประเภทของธุรกิจนั้นกระจัด กระจายเปึนหลาย ๆ ประเภท อย่างเช่น มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการที่ก่อสร้าง สร้างถนน เช่น ซอยล์ (Soil) หรือคอนกรีต แล็บ อิควิปเมนต์ (Concrete Lab Equipment) มี เซอร์เวย์ อินสตรูเมนท์ (Survey Instrument) คือเครื่องมือในการเซอร์เวย์ มียางมะตอย มีรถแทรคเตอร์ มีบูลโดเซอร์ (Bulldozer) คือรถไถ แล้วมีชิ้นส่วนต่าง ๆ เครื่องจักรต่าง ๆ เปึนต้น ซึ่งในรายละเอียดผมขออนุญาตไม่ชี้แจง ณ ที่นี้นะครับ ทั้งหมด ๓,๙๐๐ กว่า ล้านบาท ที่ไม่ครบทั้ง ๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าเราอนุมัติ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่เวลา เบิกถอน เวลาทางรัฐบาลพม่าซื้อของจะซื้อของในรูปของดอลลาร์ก็ต้องมาปรับเปลี่ยน แล้วแต่ภาวะอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งตัวเลขมันจะคลาดเคลื่อน แต่คร่าว ๆ ก็จะใกล้ ๆ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันรัฐบาลพม่าโดยเมียนม่าร์ ฟอเรียนจ์ เทรด แบงก์ ได้ชําระ ดอกเบี้ยมาแล้ว ๘ งวด ตามสัญญาทุกประการ ยังไม่มีการผิดนัดใด ๆ ทั้งสิ้น ขอชี้แจง ในประเด็นของเรื่อง ๓,๐๐๐ ล้านบาท และ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไปที่ชิน กลุ่มชินนั้น ในตัวเลขที่ผมมีอยู่นะครับ จะมีประมาณ ๕๙๔ ล้านบาท ไปชิน แซทเทลไลท์ ๓๗๔ ล้านบาท ไปฮาตาริ ๒๑๙ ล้านบาท ฮาตาริเปึนบริษัท ผู้ส่งออกไทย ตอบประเด็นที่ต่อเนื่องคือฮาตาริเปึนบริษัทต่างประเทศ ทําไมเรายังอนุญาต ให้เบิกเงินกู้เพื่อไปซื้อของจากฮาตาริ เท่าที่ผมทราบฮาตารินี้เปึนบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยถือเปึนผู้ส่งออกไทยตาม พ.ร.บ. ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยทุกประการครับผม ประเด็นอื่น ๆ นะครับในเรื่องของที่ว่าเอ็กซิม แบงก์ นั้น ปล่อยกู้เปึนลูกค้าของเอ็กซิม แบงก์ เปึนลูกค้าลักษณะใดนะครับ เปึน เอสเอ็มอี หรือจํานวนรายกลางและรายเล็ก เปึนร้อยละ ๘๐ นะครับในแง่ของจํานวนรายนะครับ แต่ถ้าเปึนจํานวนมูลค่าของวงเงิน สินเชื่อแล้วจะเปึนมูลค่า ๓๑ เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้ที่เอ็กซิม แบงก์ ปล่อยไปนะครับ ส่วนของบางคําถามเรื่องของ เอ็นพีแอล นะครับว่า เอ็นพีแอล ลดลงนะครับจาก ในป้ ๒๕๕๐ เราแก้ไขปัญหา เอ็นพีแอล ที่สั่งสมกันมาด้วย ๒ วิธีนะครับ

วิธีแรก คือ แก้ปัญหาหนี้ เอ็นพีแอล รายใหญ่ ซึ่งการแก้ปัญหานี้ต้องอาศัย วิชาชีพทางด้านวานิชธนกิจนะครับ ซึ่งเราจึงจัดตั้งฝ์ายวานิชธนกิจขึ้นมาในต้นป้ ๒๕๕๐ นะครับ เพื่อแก้ปัญหาหนี้รายใหญ่ ซึ่งเราแก้ไปประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านบาทนะครับ

อีกส่วนหนึ่งคือการขายหนี้ เอ็นพีแอล ซึ่งเราได้ขายไปโดยมีที่ปรึกษา ทางการเงินนะครับในการช่วยแนะนําว่าวิธีการที่ดีที่สุดควรจะทําอย่างไร และได้มีการ เชิญผู้ที่จะมาซื้อ เอ็นพีแอล ทั้งหมดเข้าใจว่าประมาณ ๑๐ รายที่ประมูลเข้ามานะครับ และเราก็ขายไปสูงกว่าราคาที่ที่ปรึกษาทางการเงินประเมินไว้ โดยยอดหนี้ทั้งหมดที่เรา ขายไปคือ ๘,๑๘๓ ล้านบาท แบ่งเปึนหนี้ในบัญชี ๖,๘๖๔ ล้านบาท และหนี้นอกบัญชี ๑,๓๐๐ ล้านบาทนะครับ เราได้มีการตั้งสํารอง เอ็นพีแอล นั้นไว้แล้วประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท การขายนี้มีผลขาดทุน ๑๗๔ ล้านบาทนะครับ ทั้งนี้เนื่องจากว่าการที่ ธนาคารเอ็กซิม แบงก์ เปึนธนาคารของรัฐที่ส่งเสริมผู้ส่งออกและผู้ลงทุนของไทย ในต่างประเทศ ในลักษณะของการให้สินเชื่อเราจึงมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างผ่อนปรน คือ มีหลักประกันที่ค่อนข้างต่ํา เมื่อเปึน เอ็นพีแอล ทําให้เรามีโอกาสที่จะสูญเสียค่อนข้างสูง นะครับ เพราะว่าเรามีหลักประกันค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์นะครับ อันนี้เนื่องจากบทบาทของเราเปึนธนาคารเพื่อการพัฒนาจึงมีลักษณะโครงสร้างของการ ให้สินเชื่อในลักษณะนี้นะครับ

ในประเด็นเรื่องอื่น ๆ ที่ว่าเรื่องของเงินกู้ที่ให้แก่พม่า ต้นทุนการเงินของเรา อยู่ที่ ๕.๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ เราปล่อยกู้ให้พม่า ๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นส่วนต่างอยู่ ๒.๑ เปอร์เซ็นต์นั้น คําถามที่ว่าแล้วต้นทุนการเงินนี้จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร ก็ขอเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับว่า เวลาธนาคารหาแหล่งเงินกู้เปึนล็อต ๆ (Lot) เปึนก้อน ๆ มา สําหรับเงินกู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เราก็จะมีแหล่งเงินกู้จากหลาย ๆ แหล่ง เพื่อรวมกันว่า ต้นทุนแล้วเฉลี่ยเท่าไร ซึ่งเราจะหาเงินกู้ทีละ ๕ ป้ เพราะฉะนั้น ๕ ป้แรกเงินกู้ที่เปึนต้นทุน ในการใช้ปล่อยกู้พม่านั้นจึงรวมอยู่ที่ ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหลังจาก ๕ ป้แล้ว เราต้องหา แหล่งเงินกู้ใหม่ซึ่งก็อาจจะกู้อีก ๕ ป้ ซึ่ง ณ ตอนนั้นไม่ทราบว่าดอกเบี้ยมีโอกาสขึ้น หรือขณะเดียวกันก็มีโอกาสลง ถ้าดอกเบี้ยใน ๕ ป้ ซึ่งตอนนี้ปล่อยกู้มาแล้วประมาณ ๓ – ๔ ป้นะครับ ก็อีกสัก ๒ ป้ก็คงจะครบ และดอกเบี้ยอาจจะขาลง ซึ่งอาจจะทําให้ต้นทุน การเงินของเอ็กซิมลดลงต่ํากว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าสมมุติว่าได้ ๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วนต่าง ก็เหลือ ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ที่รัฐบาลจะชดเชยให้กับเอ็กซิม แต่ถ้าขณะเดียวกันถ้าสูงเกิน ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ก็ต้องเงินชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้นนะครับ อันนี้ ณ จุดนี้ ยังไม่สามารถที่จะประมาณได้ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลงนะครับ เมื่อถึงเวลาเรา ระดมทุนใหม่นะครับ ส่วนในประเด็นของ ไอเอเอส ๓๙ คือมาตรฐานบัญชีระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๓๙ ที่มีความเข้มงวดอย่างมากในการตั้งสํารองของธนาคารทั้งหลายนั้น ถึงแม้กระทรวง การคลังได้มีนโยบายว่าธนาคารของรัฐอาจจะชะลอการใช้นะครับ ปฏิบัติตามมาตรฐาน บัญชี ไอเอเอส ๓๙ ก็ตาม แต่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยเลือกที่ จะใช้ปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ ซึ่งเปึนผลทําให้เราต้องขาดทุน ๑,๐๐๐ กว่า ล้านบาทนั้น เพราะว่าธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย เปึนธนาคาร ของรัฐธนาคารเดียวที่มีภารกิจและต้องระดมเงินทุนในตลาดเงินและตลาดทุน ในต่างประเทศ ซึ่งเราถูกวัด ถูกประเมินโดยสถาบันประเมินทั้งหลาย และรวมทั้งผู้ให้กู้ ทั้งหลายในตลาดเงิน ตลาดทุนในต่างประเทศนะครับ เราถูกประเมินโดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (Standard & Poor’s) เราถูกประเมินโดย ฟ่ทช์ (Fitch) เราถูกประเมินโดย มูดีส์ (Moody’s) ทุกป้ เพื่อที่จะกําหนดว่าเรตติ้ง (Rating) ของเอ็กซิม แบงก์ อยู่ที่เท่าไร ซึ่งจะมีผลต่อดอกเบี้ยเงินกู้ที่เราจะกู้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ปฏิบัติตามต้นทุนการ กู้ยืมเงินก็จะสูงขึ้นกว่าที่เปึนปัจจุบัน หรืออาจจะกู้ได้น้อยกว่าที่เรากู้ได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราเลือกที่จะปฏิบัติตามตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ ดังนั้นสําหรับคําถามที่ว่าเราจะ ยึดถือต่อไปหรือไม่ เรา เอ็กซิม คงต้องยึดถือต่อไปนะครับ มิฉะนั้นอนาคตเราอาจจะต้อง กู้ยืมเงินโดยต้องขอให้กระทรวงการคลังค้ําประกัน ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยต้องรบกวน รัฐบาลในการค้ําประกัน เพราะเรตติ้งเราปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีและมาตรฐานการ ตั้งสํารองทุกอย่างตามอินเตอร์เนชันแนล สแตนดาร์ด (International Standard) นะครับ

ส่วนประเด็นที่ว่า สําหรับป้ ๒๕๕๐ และป้ถัด ๆ ไปนั้นธนาคารเพื่อ การส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยจะเน้นธุรกิจในด้านไหน และก็จะลด เอ็นพีแอล ได้อย่างไร ต้องขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เอ็นพีแอล ที่เราเผชิญอยู่นะครับ ถึงแม้เราขายไปแล้วก็ยังมีอยู่ ป้นี้ก็ยังมีเพิ่มขึ้นมา มันเปึนเอ็นพีแอลที่เปึนผลกระทบ ในอดีตนะครับ เราพยายามที่จะบริหารจัดการโดยมาตรการที่กล่าวมาแล้วนะครับ รวมทั้ง เราได้ปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์สินเชื่อ อนุมัติสินเชื่อโดยมีการจัดตั้งฝ์ายวิเคราะห์สินเชื่อ ขึ้นมากลั่นกรองการขออนุมัติสินเชื่ออีกชั้นหนึ่งนะครับ เอ็นพีแอลคงยังเพิ่มขึ้น และผม ก็คาดว่าหลังจากป้นี้ก็คงจะลดน้อยถอยลงเพราะเราได้ปรับมาตรการต่าง ๆ แล้ว ส่วนการเน้นธุรกิจใดนั้น สําหรับป้ ๒๕๕๐ นี้และป้ต่อ ๆ ไป ธนาคารจะเน้นธุรกิจผู้ส่งออก ทุก ๆ อุตสาหกรรมหรือหมวดอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว ยางพารา และสินค้าป่โตรเคมี ชิ้นส่วนรถยนต์ นอกจากนี้แล้วเรายังเน้นสําหรับ ให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ผมได้เดินทางไป ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อศึกษาภาวะเศรษฐกิจและหาช่องทาง จะพบว่าประเทศเพื่อนบ้านนี้ เต็มไปด้วยนักลงทุนจากประเทศจีน จากรัฐบาลจีน จากญี่ปุ์น ไต้หวัน เกาหลี เต็มไปหมด นะครับ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของเราเอง นักลงทุนไทยที่ไปลงทุนยังมีน้อยนะครับ เราพยายามหามาตรการที่จะพยายามส่งเสริมสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศ เพื่อนบ้านซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศไทยเรายังขาดอยู่ และก็ทรัพยากรพลังงาน ไฟฟัาพลังน้ํา ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนไฟฟัาของไทยถูกลง ซึ่งก็คือเปึนประโยชน์ต่อหมวด หรืออุตสาหกรรมที่มีการผลิตทั้งประเทศนะครับ ต้องใช้ไฟฟัาในการผลิตในโรงงานต่าง ๆ ก็จะได้ถูกลง อันนี้ก็จะเปึนเหตุผลหนึ่งที่ธนาคารเพื่อการส่งออกขอการสนับสนุนจาก รัฐบาลในการเพิ่มทุน ให้ธนาคารเพื่อการส่งออกมีฐานทุนที่ใหญ่ขึ้นที่สามารถที่จะ สนับสนุนนักธุรกิจไทย ผู้ส่งออกไทย รวมทั้งสามารถรับประกันความเสี่ยงให้กับผู้ส่งออก ไทยในเรื่องของการส่งออกด้วยนะครับ และการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้ฐานทุนที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของคําถามที่ว่า ถ้าเหตุการณ์เช่นเดียวกับเงินกู้ ๔,๐๐๐ ล้านบาทเกิดขึ้นมาอีก ธนาคารจะทําอย่างไร อันนี้เปึนเรื่องที่ลําบากใจมากนะครับ เพราะว่าในฐานะของผู้ปฏิบัติงาน ผู้บริหาร รัฐวิสาหกิจหรือข้าราชการก็ตาม สิ่งที่เราต้องปฏิบัติตามก็คือ มติของรัฐบาล ณ ขณะนั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีมติของรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็มีมติให้เราปฏิบัติตาม นโยบายอย่างนั้นอย่างนี้ ในฐานะของรัฐวิสาหกิจเราคงต้องปฏิบัติตามนโยบายของ รัฐบาล แต่ก็ต้องตรวจดูว่าเปึนไปตาม พ.ร.บ. ของเราอนุญาตให้เราทําธุรกรรมนั้น ๆ หรือไม่นะครับ ยกเว้นว่าจะมีการพิสูจน์หรือให้เราเห็นชัดว่านโยบายนั้นเปึนนโยบายที่ ผิดกฎหมาย ไม่อย่างนั้นทางผู้ปฏิบัติงานอย่างกระผมและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจค่อนข้างจะ ลําบากมากนะครับ ไม่ทําก็ผิด ทําก็ผิดนะครับ ก็ขอเรียนชี้แจงเท่านี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ