โอฬาร ไชยประวัติ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเสนอแนวทางรับจํานําพืชผลในราคาขั้นต่ํา พร้อมหารือเกี่ยวกับการกำหนดราคาพืชผลที่เหมาะสม และการช่วยเหลือเกษตรกร โดยอ้างอิงจากข้อมูลต่าง ๆ และการบริหารความเสี่ยงของราคาพืชผล
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้เปึนผู้ชี้แจงตอบ ขอตอบกระทู้ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดังต่อไปนี้ครับ
ตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศนะครับ ได้มีการดําเนินการ ช่วยเหลือเกษตรกรในรูปแบบของการรับจํานําพืชผลในราคาขั้นต่ําอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ มีอยู่ ๔ รายการด้วยกันครับ คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสําปะหลัง แล้วก็ล่าสุด เมื่อวานนี้เองครับ ปาล์มน้ํามันนะครับ เพราะฉะนั้นในการดําเนินการดังกล่าวนั้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการรับจํานําพืชผลทั้งสี่นะครับ ตามราคาขั้นต่ําของตาราง พืชผล แต่ละพืชผล จนถึงล่าสุดเมื่อวานนี้ ก็คือ ปาล์มน้ํามันนะครับ กระบวนการในการ รับพิจารณาดังกล่าวนั้น ก็จะมีเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะว่าในช่วงประมาณ ๕ เดือนที่ผ่านมา ราคาพืชผลและราคาสินค้าอื่น ๆ ในตลาดโลกและในบ้านเราก็ได้ ลดต่ําลงมาก เพราะฉะนั้นในการดําเนินการดังกล่าวนั้น ก็จะมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องทั้งส่วน ที่ใช้เงินจาก คชก. เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ และส่วนที่ไม่ได้ใช้เงินจาก คชก. นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ทราบถึงรายละเอียดของแต่ละ พืชผล จากที่ผมได้ดําเนินการเกี่ยวข้องมาในช่วงประมาณ ๘ สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ
ขั้นตอนแรกที่ดําเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็คือ การกําหนดราคาพืชผลที่ ควรจะสนับสนุนได้ ซึ่งจําเปึนจะต้องมีการเริ่มต้นจากการคํานวณต้นทุนการผลิตของ เกษตรกรนะครับ ซึ่งแต่ละพืชผลก็จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องประมาณ ๓ ฝ์ายด้วยกันที่เข้ามา เกี่ยวข้อง คือ ผู้ผลิต คือเกษตรกร ผู้ที่จะรับซื้อพืชผลไปดําเนินการสีหรือว่าดําเนินการ แปลงสภาพต่อเพื่อจะขายต่อ แล้วก็ที่เราเรียกว่าเปึนคนกลาง คือ นักวิชาการที่มี ความชํานาญในเรื่องของต้นทุนการผลิตนะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขก็จะมี ๓ ชุด อย่างที่โดยปกติจะมี ก็มีการพิจารณาร่วมกันว่าต้นทุนพอเหมาะพอสมกับสภาพที่เปึนอยู่ ในปัจจุบันเปึนเท่าไร แล้วก็มีการกําหนดอัตราผลตอบแทนที่เกษตรกรควรจะได้รับจาก การที่เขาลงแรง ลงทรัพยากรในการผลิตสินค้าเกษตรเหล่านั้น แล้วนี่ก็เปึนผลตอบแทนที่ พอเหมาะพอสม ซึ่งผลตอบแทนที่พอเหมาะพอสมก็ย่อมจะขึ้นอยู่กับราคาพืชผล ในปัจจุบันในตลาดโลกนะครับ ซึ่งในแทบทุกกรณีราคาที่เสนอมาจากทุกฝ์าย โดยเฉพาะ จากฝ์ายเกษตรกรก็จะต้องสูงกว่าราคาที่เปึนอยู่ปัจจุบัน เนื่องจากเปึนเพราะว่าพืชผล ตกต่ําก็เลยจําเปึนต้องขอความสนับสนุนให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้อง ดําเนินการที่จะประมาณว่า ราคาที่เหมาะสมจะเปึนเท่าไร เมื่อได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ก็จําเปึนจะต้องดูต่อไปว่าขั้นตอนในการที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจะเปึนความสัมพันธ์ ระหว่างเกษตรกรกับผู้ที่นําเอาสินค้าพืชผลเหล่านี้ไปดําเนินการแปลงสภาพหรือแปลงรูป ต่อ แล้วเก็บรักษาไว้ เพราะส่วนใหญ่แล้วการที่จะทําให้ราคาพืชผลในตลาดอยู่ในระดับ สูงขึ้นก็จําเปึนจะต้องมีการเก็บรักษาไว้ โดยการรับจํานํา และวิธีการอื่น ๆ ตามพอสมควร นะครับ เพราะฉะนั้นจําเปึนที่จะต้องมีการพิจารณาว่าขั้นตอนในการที่จะรับจํานําแล้วก็ ดําเนินการเก็บรักษาไว้แล้วแปลงสภาพจะทําอย่างไร แล้วก็มีจุดที่จะรับจํานํา พร้อมทั้ง มีต้นทุนที่เหมาะสม รวมทั้งต้นทุนในการที่จะเอาเงินสินเชื่อมาซื้อและเก็บรักษาพืชผล เหล่านั้นไว้จนกระทั่งขายออกไปได้ เพราะฉะนั้นขั้นตอนดังกล่าวนี้ก็ใช้กับทุกพืชผลครับ แล้วระยะเวลาที่ดําเนินการ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า ผมเองในฐานะทําหน้าที่แทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในฐานะทําหน้าที่ประธานแทนของ กพช. และร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ โดยปกติแล้วก็จะใช้เวลาพิจารณา ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ประมาณ ๒ สัปดาห์ ไม่เกินนั้น ซึ่งก็มีลักษณะเรียกว่าเปึนกึ่ง ๆ กับ การรับฟังข้อมูลสาธารณะ แต่ว่าเปึนเรื่องที่ในแวดวงของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือนักวิชาการ ที่เปึนคนกลางเข้ามา เพราะจะได้แน่ใจว่าราคาที่รัฐบาลจะประกันขั้นต่ําไม่ผิดธรรมชาติ จนเกินไป เพราะว่าถ้าหากว่ารับประกันไว้ในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดมาก และ ไม่สามารถนําออกจําหน่ายได้ในราคาที่เท่ากับต้นทุน รัฐก็จะมีการขาดทุนมาก เพราะฉะนั้นก็จะเปึนเรื่องที่จะต้องบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จากการขึ้นลงของราคาพืชผลเหล่านี้ทั้งในตลาดโลกและในตลาดประเทศไทยของเราเอง นะครับ ซึ่งท่านผู้ทรงเกียรติก็คงทราบดีว่ากรณีสินค้าที่มีปริมาณออกมามากที่สุดในช่วงนี้ คือข้าวนาป้ซึ่งคงจะออกมาประมาณ ๒๔ ถึง ๒๕ ล้านตันข้าวเปลือกนะครับ เพราะฉะนั้นวงเงินที่เกี่ยวข้องก็จะเปึนวงเงินที่ใช้ในเบื้องต้นในวันแรกที่รับจํานําค่อนข้าง สูง เพราะว่าโดยธรรมชาติของสินค้าเกษตรเหล่านี้จะออกมาเปึนลักษณะกระจุกตัวอยู่ ในเดือน ๒ เดือน หรือ ๓ เดือน หลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ว่ากว่าจะทยอยขาย ออกไปได้ก็ต้องใช้เวลาประมาณ ๘ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เดือนหรือ ๑๒ เดือน นะครับ เปึน ลักษณะนั้น เพราะฉะนั้นความต้องการอันแรกของโครงการจํานําหรือรูปแบบอื่นก็คือ วงเงินสินเชื่อที่จะต้องใช้ในการที่จะเก็บสต๊อก (Stock) สินค้าเหล่านี้ไว้ในวันแรกและก็ จําหน่ายจ่ายแจกสินค้าออกไปจนกระทั่งหมด เพราะฉะนั้นในแง่ของวงเงินก้อนนี้ เนื่องจากทางด้านกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรหรือ คชก. ในแต่ละป้ได้รับการ จัดสรรวงเงินไม่มากนัก ป้ล่าสุดก็ป้ละประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นยอดเงิน จํานวนนี้ก็ไม่สามารถใช้มาเปึนการที่จะรับจํานําสินค้าข้าวได้หมด เพราะท่านคิดดูว่ากรณี สินค้าข้าวเปลือกนาป้นี้ ๒๔ – ๒๕ ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งโดยปกติแล้วรัฐจะรับจํานํา ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ออกมา ในแต่ละช่วงนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะออกมาเปึนยอดที่คาดว่ารัฐจะต้องรับจํานํา ข้าวเปลือกประมาณ ๘ ล้านตันข้าวเปลือกคูณด้วยราคาซึ่งวันนี้ตัดสินแล้วว่าข้าวเปลือก ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกขาวธรรมดา ก็ตันละประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นคูณเลขดูแล้วก็ออกมาก็เปึนหลักหลายหมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นส่วนนี้รัฐบาลก็จําเปึนจะต้องกู้เงิน โดยที่มีกระทรวงการคลังค้ําประกันเงินกู้ จากระบบธนาคาร จะเปึนธนาคารของรัฐส่วนหนึ่งและก็เปึนธนาคารของเอกชน อีกส่วนหนึ่งนะครับ ก็มีค่าใช้จ่ายในการเรียกว่ารับจํานําหรือว่าซื้อก็ได้ ในบางกรณี เปึนการซื้อขาดโดยไม่รับจํานํา เช่น กรณีของปาล์มน้ํามัน ค่าใช้จ่ายส่วนที่ ๒ ก็คือเปึนการ เก็บรักษาและก็ในการแปลงสภาพจากข้าวเปลือกมาเปึนข้าวสาร จากเมล็ดข้าวโพด มาเปึนข้าวโพดที่อบแห้งแล้ว แล้วก็จากหัวมันสําปะหลังมาเปึนมันเส้นหรือว่าแปังมัน แล้วแต่กรณีนะครับ หรือว่าจะกรณีของเมล็ดปาล์มน้ํามันมาเปึนน้ํามันพืช ก็มีค่าใช้จ่าย ในการแปลงสภาพและเก็บรักษา อันนี้ก็เปึนค่าใช้จ่ายซึ่งคงจะต้องเอาไปบวกกับต้นทุน ในการรับจํานําในวันแรก เพื่อจะได้ว่าเมื่อถึงวันที่จะจําหน่ายจ่ายแจก ซึ่งเปึนสภาพใหม่ แล้วก็ต้องมีต้นทุนในการแปลงสภาพและเก็บรักษา ส่วนต่างนั้นก็อาจจะเรียกว่าเปึน รายได้หรือการขาดดุล จะเรียกว่าเปึนกําไรหรือขาดทุนก็พอเรียกได้ แต่เปึนส่วนต่าง ระหว่างเงินที่รับเข้ามาลบด้วยเงินที่จ่ายออกไป ทีนี้ส่วนที่มาเกี่ยวข้องกับ คชก. ซึ่งมีการได้รับเงินจัดสรรจากงบประมาณ ประมาณป้ละ ๒,๕๐๐ ล้านบาท เปึนค่าใช้จ่าย ในการบริหารจัดการกระบวนการอันนี้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการออกใบประทวน ค่าใช้จ่าย ในการที่จะมีเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่จะดูแลตรวจสต็อกและอื่น ๆ ซึ่งเปึนเปอร์เซ็นต์ที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับยอดการรับจํานําและก็ยอดขายทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนให้ทราบ ว่าสภาวะเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ณ วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ กองทุน มีเงินคงเหลือปลอดภาระผูกพันที่สามารถใช้ดําเนินการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อใช้จ่าย ในการบริหารจัดการทั้งหมดนี้เปึนยอดเงิน ๑,๙๕๐ ล้านบาท และเมื่อวันที่ ๑๑ และวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการ คชก. ได้มีการพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือ เกษตรกรเพื่อเปึนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการตามโครงการรับจํานําข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในวงเงิน ๖๘ ล้านบาท มันสําปะหลังในวงเงิน ๑๓๗ ล้านบาท ปาล์มน้ํามันอีก ๔๙ ล้านบาท ข้าวนาป้ ๗๒๖ ล้านบาท ทําให้ในปัจจุบันกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรมีเงินคงเหลือที่จะใช้ดําเนินการได้อีกประมาณ ๙๖๘ ล้านบาท ซึ่งคาดว่า ในระยะต่อไปก็คงจะมีความต้องการจากเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะให้ คชก. หรือ รัฐบาลได้พิจารณาช่วยเหลือในเรื่องของสินค้าเกษตรอื่น ๆ อีก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาก็มี สินค้าเกษตรรายการอื่น ๆ ซึ่งก็จะเปึนรายการที่มีปริมาณน้อยกว่า ๔ รายการหลักที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้นนะครับ แต่ก็มีอยู่หลาย ๆ ประการด้วยกัน เราก็ยังไม่สามารถคํานวณ ได้ว่าจะใช้วงเงิน คชก. ไปเพื่อบริหารจัดการการประกันราคาพืชผลต่าง ๆ เหล่านี้อีกเท่าไร แต่ก็คิดว่าเงินที่เหลือก็คงถูกใช้ไปจนหมดนะครับ ก็มีความจําเปึนที่เราจะต้องขอรับ จัดสรรเงินจากรัฐบาลอีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าก็คงจะได้รับการจัดสรรจากงบกลางตาม มติของคณะรัฐมนตรีอีกในวงเงินใกล้เคียงกับป้ที่ผ่านมาก็คือประมาณอีก ๒,๘๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็กล่าวโดยสรุปแล้วว่าในปัจจุบันนี้เงินที่เหลืออยู่ในกองทุน รวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่จะดําเนินการไปได้ก็คงเหลือประมาณ ๙๖๘ ล้านบาทครับ ก็ขออนุญาตตอบคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ถามมา แล้วก็ขอประทานอภัย จริง ๆ ที่ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่สามารถมาตอบได้ เพราะว่ากระผมได้รับหน้าที่ให้ดูแล เรื่องการจัดสรรงบประมาณ ๑ แสนล้านบาท ก็ได้นัดกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ไว้แล้ว จริง ๆ ก็เลยได้ทําหนังสือแจ้งกับท่านประธานว่าติดธุระ จริง ๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้รับ หนังสือมาตอนเช้า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกําหนดได้ทัน ก็เลยขออนุญาตท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่าขอมาตอบกระทู้ของท่านในวันนี้ครับ ก็ขอกราบเรียนท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภาที่เคารพครับ