วิทวัส ศรีวิหค หารือเรื่องร่างกฎบัตรของรัฐบาล โดยอ้างว่าได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลที่มี พลเอก สุรยุทธ์ เป็นหัวหน้าดำเนินการตามมาตรา 305 ของรัฐธรรมนูญ วิทวัส ศรีวิหค ยังหารือเรื่องการลงนาม สัตยาบันและผลบังคับใช้ของกฎบัตรอาเซียน และผลการใช้บังคับของกฎบัตรนี้ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับเมื่อรัฐสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศส่งมอบสัตยาบันศาลครบ 10 ฉบับแล้ว
กราบเรียนท่านประธานสภา ครับ ผมขออนุญาตชี้แจงอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ในการเสนอร่างกฎบัตรในรัฐบาล ท่าน พลเอก สุรยุทธ์ นั้น เปึนการเสนอกฎบัตรตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ซึ่งไม่ใช่เปึน การเสนอกรอบการเจรจานะครับ เพราะว่าเข้าข่ายการยกเว้นตามมาตรา ๓๐๕ ตามที่ ได้แจ้งไปแล้ว แต่เพราะว่ามาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ไม่ได้กําหนดว่าต้องเสนอให้รัฐสภา เห็นชอบความตกลงระหว่างประเทศเมื่อใด รัฐบาลที่แล้วจึงได้เสนอกฎบัตรต่อ สนช. เพื่อให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และในการพิจารณาของ สนช. ในครั้งนั้นก็ได้ผ่านมติให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎบัตร ไปแล้ว ดังที่ท่านเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีหนังสือตอบเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ว่าตามที่ คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างกฎบัตร สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น ในคราวประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๖๒/๒๕๕๐ วันพุธที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ที่ประชุม ได้ลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ฉะนั้นก็ถือว่าตอนนั้นได้มี การให้ความเห็นชอบโดย สนช. แล้ว รัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จึงได้ไปลงนาม
ทีนี้มาคําถามถัดไปนะครับว่าถือว่าเปึนการให้สัตยาบันแล้วหรือไม่นะครับ ตามกฎบัตรอาเซียนนะครับ หมวดที่ ๑๓ ข้อที่ ๔๗ นะครับว่าด้วยการลงนาม การให้ สัตยาบัน การเก็บรักษาและการมีผลใช้บังคับของกฎบัตร ในข้อที่ ๑ กล่าวไว้ว่ากฎบัตรนี้ ต้องได้รับการลงนามโดยรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งหมด ข้อ ๑ ก็ได้ทําไปแล้วโดยความ เห็นชอบของ สนช. ข้อที่ ๒ กล่าวว่ากฎบัตรนี้ต้องได้รับการสัตยาบันจากรัฐสมาชิก อาเซียนทั้งหมดตามกระบวนการภายในของแต่ละรัฐ ขณะนี้เรากําลังดําเนินตาม กระบวนการภายในของแต่ละรัฐเพื่อให้สัตยาบันได้ กระบวนการภายในของประเทศไทย ก็คือว่า ตามรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ว่า ถ้าความตกลงสัญญาใด หนังสือสัญญาใด จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเปึนไปตามหนังสือสัญญานั้นนี่จะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา กฎบัตรเปึนประเภทหนังสือสัญญาประเภทหนึ่งนะครับ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นะครับ แล้วมีพันธกรณีที่จะต้องออกกฎหมายภายใน พันธกรณีที่ว่านั้นก็คือ ๒ ข้อที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วนะครับ ก็คือ
๑. การรับนิติฐานะของอาเซียน
๒. ก็คือการออกเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่จําเปึนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ อาเซียนและคนที่เกี่ยวข้องทั้งปวงตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ที่เสนอต่อสภาในวันนี้ก็เพื่อที่จะดําเนินการตามพันธกรณี ตามกระบวนการภายใน ของนิติบัญญัติของเรา เพื่อให้ทางรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อที่รัฐบาลจะได้ไปดําเนินการ
ถัดไปในข้อ ๓ ในการมอบสัตยาบันศาล เมื่อได้ผ่านความเห็นชอบจาก สภานิติบัญญัติ วุฒิสภา แล้วก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็จะมอบสัตยาบันศาล ให้กับท่านเลขาธิการอาเซียนซึ่งในข้อ ๔๗ ของกฎบัตรก็ได้พูดในลําดับถัดไปนะครับว่า เมื่อได้มอบแล้วก็ให้เก็บรักษาสัตยาบันศาลไว้กับเลขาธิการอาเซียน ซึ่งจะแจ้งให้ รัฐสมาชิกทั้งหมดทราบถึงการมอบแต่ละฉบับโดยพลัน และ
ข้อที่ ๔ ซึ่งเปึนข้อที่สําคัญนะครับว่า กฎบัตรนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อใด ในกฎบัตรอาเซียนได้เขียนไว้ชัดเจนครับว่า กฎบัตรนี้จะมีผลใช้บังคับในวันที่ ๓๐ ต่อจาก วันที่มีการส่งมอบสัตยาบันศาล ฉบับที่ ๑๐ ให้แก่เลขาธิการอาเซียน นั่นหมายความว่า รัฐสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ จะต้องส่งมอบสัตยาบันศาล เช่น รัฐที่ ๑๐ รัฐสุดท้าย ได้ส่งมอบสัตยาบันศาลแล้ว อีก ๓๐ วันหลังจากนั้นกฎบัตรนี้ถึงจะมีผลใช้บังคับ นั่นถึงจะ ครบกระบวนการทั้งหมดที่กําหนดไว้ในข้อ ๔๗ ของกฎบัตรอาเซียน ขณะนี้เหลืออยู่ ๓ ประเทศก็คือประเทศไทย ฟ่ลิปป่นส์ แล้วก็อินโดนีเซีย สมมุติว่าประเทศไทยเปึน ประเทศที่ ๑๐ในการที่จะยื่นสัตยาบันศาลนะครับ เราก็มีต้องนับต่อไปอีก ๓๐ วัน หลังจากที่ยื่นแล้วจึงจะมีผลใช้บังคับนะครับ แต่ถ้าไม่ใช่ประเทศไทยยังมีเหลืออีก ประเทศหนึ่งใน ๓ ประเทศนี้ไม่ได้ยื่นสัตยาบันศาลต่อท่านเลขาธิการอาเซียนกฎบัตรนี้ ก็ไม่มีผลใช้บังคับมาตรา ๔๗ ตามที่กฎบัตรอาเซียนได้พูดไว้ก็ยังไม่มีผลครับ เพราะ เนื่องจากว่ายังขาดอีกประเทศหนึ่ง อันนี้ค่อนข้างจะชัดเจนที่อยู่ในข้อ ๔๗ ของกฎบัตร อาเซียนขอกราบเรียนครับ