แวมาฮาดี แวดาโอะ หารือเรื่องนักศึกษาพยาบาลที่มุสลิม ไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่ฮิญาบ หรือผ้าคลุมศีรษะในการปฏิบัติงาน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้ โดยถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับปัญหาที่ทราบหรือไม่ และหากทราบแล้วควรแก้ไขเร่งด่วน
ขอรูปแรกเลยครับนี่คือ ชุดนักศึกษาสตรีทั่วไปครับ รูปที่ ๒ คือรูปที่ผมเอามาจากระเบียบที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเปึนเล่ม เปึนคู่มือนักศึกษาเลยว่าสําหรับสตรีที่เปึนมุสลิมนั้น สามารถที่จะ แต่งกายลักษณะอย่างนี้ครับ หมายความว่ากระโปรงยาวและเสื้อแขนยาวและสามารถ คลุมศีรษะได้ รูปต่อไปครับ คือตัวอย่างของชุดพยาบาลสําหรับมุสลิมะห์หรือสตรีมุสลิม ตามการประกาศของกระทรวงสาธารณสุข รูปที่ ๔ และอันนี้คือความหลากหลายภายใต้ พหุสังคมที่กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะออกระเบียบเอื้อและให้สิทธิกับทุกศาสนา มีตั้งแต่ใส่กระโปรงสั้น ใส่กระโปรงยาว คลุมผม ไม่คลุมผม ชุดพยาบาลนอกจากหมวก และมีผ้าคลุมและชุดออกสนามคือกางเกงขายาวเสื้อแขนยาวและก็มีผ้าคลุมด้วย อันนี้คือ ข้อตกลงที่เราตั้งไว้ตั้งแต่ต้นก่อนที่จะรับสมัครนักศึกษาพยาบาล ๓,๐๐๐ คน ก่อนที่จะ เริ่มศึกษาในสถาบันต่าง ๆ ทั้งหมด ๒๔ แห่งทั่วประเทศไทยครับ ทั้งอีสาน เหนือ กลาง ใต้ นะครับ ซึ่งขณะนี้นักศึกษาเหล่านี้ศึกษาอยู่ในชั้นป้ที่ ๒ ซึ่งเรื่องที่จะต้องไปขึ้นปฏิบัติงาน ในพื้นที่ บนวอร์ด นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ฟังดูจากรัฐธรรมนูญ ฟังดูระเบียบ ต่าง ๆ ก็ดีใจ ผมเปึนผู้หนึ่งที่นําเสนอและเห็นชอบในเรื่องเหล่านี้ แต่ผมอยากจะเอากรณี ตัวอย่างครับ ที่ไม่เปึนไปตามที่เราประกาศ คือข้อที่ ๑ สําหรับกระทรวงศึกษาธิการมีการ ออกข่าวบอกว่า ปัญหาฮิญาบรามาลามครับ คือมีนักศึกษาคนหนึ่งที่เรียนอยู่ใน คณะแพทย์แผนกพยาบาล อยู่ป้ ๒ ต้องการที่จะคลุมฮิญาบเหมือนกับรูปที่ผมได้แสดง เมื่อสักครู่นี้นะครับ ปรากฏว่าไม่อนุญาตครับ จึงได้มีการร้องเรียนมายังกลุ่มมุสลิมเพื่อ สันติ โดยอ้างว่าตนเองเปึนนักศึกษามุสลิม ประสงค์จะแต่งกายด้วยคลุมศีรษะตาม บัญญัติในศาสนาอิสลามเกี่ยวกับการแต่งกายของสตรี โดยแจ้งว่าได้เคยแต่งชุดคลุมสตรี คือฮิญาบขึ้นปฏิบัติหน้าที่บนหอผู้ป์วย แต่ถูกอาจารย์ที่ดูแลในขณะนั้นสั่งให้ถอดออก และห้ามสวมชุดดังกล่าวขึ้นปฏิบัติหน้าที่บนหอผู้ป์วยและหรือขณะปฏิบัติหน้าที่ใน ห้องปฏิบัติการครับ จึงมีการร้องเรียนไปยังกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติครับ กรณีที่ ๒ ก็เปึนเรื่อง ของกระทรวงศึกษาธิการอีกครับ ก็คือเหตุเกิดที่โรงพยาบาลศิริราชครับ เรื่องเปึนอย่างนี้ นักศึกษาท่านหนึ่งได้ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัย เนื่องมาจากอาจารย์ไม่อนุญาตให้ คลุมศีรษะหรือฮิญาบขึ้นเรียนในวิชาปฏิบัติบนหอผู้ป์วย และยังถูกเสียดสีว่าเปึน ตัวปัญหาทําให้คนอื่นต้องวุ่นวาย จึงทําให้แม่ของเด็กคนดังกล่าวได้นําเรื่องนี้เข้าร้องเรียน กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครับ มีหนังสือที่ผมได้หยิบยกมาจากสื่อที่ปรากฏ ดังกล่าว แต่กรณีถัดไป เปึนกรณีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุขครับ มีการร้องเรียนจากวิทยาลัยพยาบาลตรังครับ บอกว่าได้ถูก ห้ามไม่ให้คลุมฮิญาบ มีการล่ารายชื่อครับ ทั้งหมด ๓๓ คน แล้วก็ไปร้องเรียนสํานักงานผมที่จังหวัดนราธิวาส ครับ โดยร้องเรียนว่านักศึกษาเหล่านี้มีปัญหาในเรื่องการคลุมฮิญาบ ผมจึงส่งหนังสือ ไปขอความอนุเคราะห์ให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขช่วยคลี่คลายปัญหา อย่างเร่งด่วนครับ เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นจะลามครับ โดยระบุว่านักศึกษาผู้นี้บอกว่า ตามคู่มือระเบียบการที่ได้รับของนักศึกษาโครงการนี้ ซึ่งมีแบบฟอร์มกําหนดไว้ และดิฉันก็ ได้ขออนุญาตจากวิทยาลัย แต่ปรากฏว่าทางวิทยาลัยไม่อนุญาต โดยทางวิทยาลัยให้ เหตุผลว่าทางแหล่งฝ๊กไม่อนุญาต เนื่องจากไม่เหมาะกับบริบทของพื้นที่ครับ วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ได้มีนักศึกษามุสลิมในโครงการ ๓,๐๐๐ คนนั้นได้ใส่ผ้าคลุมศีรษะกับ ชุดฟัาขาว ผ้าขาว แล้วก็หลังจากนั้นถูกอาจารย์สั่งให้ถอดผ้าคลุมศีรษะ ถ้าไม่ถอดจะ ไม่ให้ร่วมในพิธีรับหมวกในขั้นก่อนแรกตอนที่จะปฏิบัติหน้าที่บนหอผู้ป์วย ได้ทําเรื่อง เนื่องจากว่ายอมรับไม่ได้ จึงทําเรื่องขอย้ายสถานศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลตรังไปยัง โรงพยาบาล หรือวิทยาลัยพยาบาลที่จังหวัดยะลา และอาจารย์บอกว่า หากย้ายไม่ได้และ คุณไม่ยอมถอดผ้าคลุมนั้นหมายความว่าคุณจะต้องลาออกจากการเปึนนักศึกษานะครับ อันนี้เปึนกรณีของกระทรวงสาธารณสุขครับ และอาจารย์ก็บอกว่าได้พยายามติดต่อกับ วิทยาลัยพยาบาลยะลาแล้ว ปรากฏว่าทางวิทยาลัยพยาบาลยะลาบอกว่าเต็มไม่สามารถ รับนักศึกษาได้ อันนี้เปึนกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากหลาย ๆ กรณีที่มีบอกว่า ไม่เอื้อต่อ นักศึกษาที่เปึนมุสลิมจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อไปศึกษาเปึนนักศึกษาพยาบาล เพื่อไปแก้ปัญหาการขาดแคลนของพยาบาลในพื้นที่ที่มีมาตลอด โดยเฉพาะใน สถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ
คําถามที่ ๑ ครับ อยากจะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีโดยตัวแทนของ ท่านนั้น ท่านทราบเรื่องเหล่านี้หรือไม่ และหากทราบแล้วท่านได้ดําเนินการแก้ไขปัญหา อย่างเร่งด่วนก่อนที่จะลามไปเปึนเรื่องอื่นหรือไม่ อย่างไรครับ ขอบคุณมากครับ