สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการรายงานธุรกรรมที่ใช้เงินสดเกินกว่า 2 ล้านบาท และเสนอให้เพิ่มการรายงานทุกกรณี โดยเชื่อว่าการใช้เงินสดเกิน 2 ล้านบาทเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และควรรายงาน นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องการเพิ่มมูลฐานความผิดใน พ.ร.บ. การปราบปรามการฟอกเงิน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีมีความมั่นใจในการใช้กฎหมายนี้อย่างไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปง.) และเสนอให้ ปปง. เป็นหน่วยงานอิสระเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานวิปที่เสนอเมื่อตอนเริ่มต้นการพิจารณา ที่ว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ๒ ฉบับ นี้ร่างแก้ไขครับ มีหลักการและเหตุผลที่แตกต่างกัน เมื่อมีเหตุผลและหลักการที่แตกต่าง กันเหมือนกับว่าสมาชิกเราจําเปึนต้องพิจารณา ๒ ร่างประกอบกัน เนื่องจากร่างของ รัฐบาลมีเจตนาอย่างหนึ่ง ร่างของท่านสมาชิกก็มีเจตนาอีกอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่เปึนไรครับ ในเมื่อที่ประชุมพิจารณาไปแล้ว ถ้าผมจะสรุปประเด็นสั้น ๆ ว่า ในส่วนร่างของรัฐบาล ที่เสนอเข้ามามีเจตนาที่จะต้องมีการรายงานการทําธุรกรรมเพื่อจะนําพาซึ่งว่าเงินก้อนนั้น มาจากทิศทางใดนี่คือเจตนาร่างรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันร่างของท่านสมาชิกต้องการชี้ ที่มาว่าต้องการจะเพิ่มมูลฐานความผิดให้มันเพิ่มครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผมจะพิจารณา ร่างของรัฐบาลก่อนนะครับว่า ถ้าเรามองผิวเผินในประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีเสนอเข้ามาใน การเพิ่มให้รายงานการทําธุรกรรมในประเด็นต่าง ๆ ๕ หรือ ๖ ประเด็น ไม่ว่าจะเปึน ประเด็นที่เกี่ยวกับการให้คําแนะนําเกี่ยวกับที่ปรึกษาทางการเงิน ในประเด็นเกี่ยวกับผู้ค้า อัญมณี เพชร พลอย ในประเด็นเกี่ยวกับผู้ให้เช่ารถ หรือมอเตอร์ไซค์ หรือประกอบตัวแทน นายหน้า ผู้ค้าของเก่า และอื่น ๆ ถ้าผมมองในแค่นี้ผมไม่สบายใจครับท่านรัฐมนตรี โดยเฉพาะข้อ ๖ ที่บอกว่าอื่น ๆ ตามที่กฎกระทรวงกําหนด แต่ท่านประธานที่เคารพครับ บังเอิญผมได้มีโอกาสได้เป่ดคลิป (Clip) ดู และได้เช็ค (Check) ประกาศของกระทรวง ในร่างแก้ไขของรัฐบาลที่มีการพูดถึงว่าจะต้องมีการรายงานกรณีธุรกรรมที่ใช้เงินสด เกินกว่ากฎกระทรวงกําหนด ตรงนี้เปึนจุดที่น่าสนใจ และเช็คดูแล้วกฎของกระทรวง กําหนดไว้ว่า ๒ ล้านบาท สําหรับตัวผมเอง ผม โอ.เค. เลยครับ ผมได้พูดกับเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านว่า มุมมองผมถ้าดูตรงข้อนี้แล้วผมอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจาก เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คน ผมกลับมองว่าถ้าถึงตรงนี้แล้วผมเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีครับ การที่จะต้องให้หน่วยงานที่ทําธุรกรรมใช้เงินสดเกิน ๒ ล้านบาทขึ้นไปมันผิดปกติ ผมพยายามนึกภาพว่ามีคนคนหนึ่งไปซื้อรถคันหนึ่ง โดยเอาเงินสดไปซื้อ ๒ ล้านบาท หรือ ๓ ล้านบาท เปึนเงินสดถือว่าผิดปกติ การที่ไปซื้อเพชรซื้อพลอยโดยใช้เงินสด ๆ ไปซื้อ ๒ – ๓ ล้านบาท ผิดปกติ ผมเห็นได้ว่าจะต้องรายงาน แต่ถ้ามีการใช้เช็คท่านต้องยืนยันนะ ครับ ถ้ามีการใช้เช็คไม่ต้องรายงานครับ ถือว่าผู้ค้าธุรกิจนั้นสามารถทําธุรกิจได้ตามปกติ ดังนั้นจุดที่ผมเปึนห่วง เนื่องจากข้อนี้บัญญัติไว้ในกฎกระทรวงว่า การทําธุรกรรมโดยใช้ เงินสดที่เกินกว่าที่กฎกระทรวงกําหนด วันนี้กระทรวงกําหนดไว้ ๒ ล้านบาท ผมเห็นด้วย เปึนอย่างยิ่งว่าต้องรายงาน และผมเชื่อว่า อย่างจังหวัดบ้านผม จังหวัดพิษณุโลก ผมไม่เชื่อว่าใครจะมีการใช้เงินสด หอบไป ๒ ล้านบาท ไปซื้อของตามรายการธุรกรรม ที่ทางรัฐมนตรีเสนอมา แต่จุดที่ผมเปึนห่วงและกังวลใจในอนาคต เนื่องจากว่ากฎของ กระทรวงกําหนดไว้ ๒ ล้านบาท ถ้าอนาคตกับถ้ากระทรวงเปลี่ยนกฎขึ้นมา ตรงนี้น่าเปึนห่วง ถ้ากระทรวงเปลี่ยนแปลงกฎในการใช้เงินสดและที่จะต้องรายงาน ที่เคยกําหนดไว้ ๒ ล้านบาท วันดีคืนดีท่านเปลี่ยนแปลงกฎไว้ ๑ แสนบาท อันนี้น่าเปึนห่วงครับ ซึ่งผมถือว่าตรงนี้มันอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของรัฐมนตรี ในการที่จะแก้ไขกฎกระทรวง ซึ่งอยากจะฝากเปึนข้อคิดเห็นและบันทึกไว้เปึนข้อสังเกตไว้ว่า วันนี้กฎกระทรวงกําหนดไว้ ๒ ล้านบาท ที่จะต้องรายงานธุรกรรม ผมถือว่าเปึนเรื่องปกติ แต่วันใดถ้ากระทรวงมีการแก้ไขระเบียบ จากการรายงานที่กําหนดไว้ ๒ ล้านบาทเปึนสูตรตัวเลขที่ต่ํา ๆ เพื่อเปึนการ กลั่นแกล้งการทําธุรกิจ ผมถือว่ากระทรวงจะต้องรับผิดชอบครับ เมื่อพูดถึงข้อตรงนี้ ที่กําหนดไว้ ๒ ล้านบาท ผมมีข้อสังเกตว่าคนที่มีแนวคิดในการฟอกเงินวันนี้ท่านกําหนด ไว้ประมาณ ๕ ข้อ หรือ ๖ ข้อ ในอนาคตไม่แน่ครับที่เขาอาจจะกําหนด เช่น ไปทําธุรกรรม เกี่ยวกับเรื่องภาพถ่ายทางศิลปะ ภาพวาด หรือว่างานศิลปะ ซึ่งผมถือว่ามันเปึน ช่องทางหนึ่งที่คนที่จะทําธุรกิจที่จะฟอกเงินสามารถใช้จ่ายในการฟอกเงินได้ ผมจึงมี ข้อเสนอที่จะเสนอผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าเพื่อให้การทําธุรกิจมันครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เปึนไปได้ไหมว่าท่านจะกําหนดไปเลยว่าคนที่ทําธุรกรรมโดยใช้เงินสด ๆ ในการซื้อขาย เกิน ๒ ล้านบาท ถือว่าผิดปกตินะครับที่จะต้องรายงานทุกราย อันนี้คือความคิดเห็น ส่วนตัวผมนะครับ ผมมองว่าวันนี้ท่านกําหนดไว้เปึนข้อ ๆ มันดูยังไม่ครอบคลุม ถ้าท่าน กําหนดไว้เลยว่าคนที่ทําธุรกรรมซื้อขายอะไรก็แล้วแต่โดยใช้เงินสดเกิน ๒ ล้านบาทขึ้นไป ต้องรายงาน เพราะผมถือว่าไม่ว่าท่านจะทําอะไรที่ท่านใช้เงินสดเกิน ๒ ล้านบาท มันผิดปกติครับ ผมเชื่อว่าอย่างพวกเราสามัญชนธรรมดาในการซื้อขายทั่ว ๆ ไป ๒๐,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ บาท เราก็ใช้เช็คแล้ว อย่าว่าล้านสองล้านครับ ดังนั้น ๒ ล้านบาท ขึ้นไปถ้าใช้เงินสดควรจะต้องรายงานทุกราย อันนี้เปึนข้อเสนอของผม

อีกมุมมองหนึ่งในเรื่องประเด็นที่เพื่อนสมาชิกเสนอ การเพิ่มมูลฐาน ความผิด ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เปึนมุมมองของทางรัฐบาลในการแก้ไข ผมจบประเด็นนี้ ในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกเสนอในการเพิ่มมูลฐานความผิด ซึ่งจากเดิมมี ๙ มูลฐาน ความผิด เปึน ๑๖ มูลฐานความผิด ตรงนี้ผมไม่สบายใจครับ เพราะว่าผมเข้าใจดีว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ต้องการที่จะตัดวงจรการทําอาชญากรรมเพื่อเปึน ประโยชน์ในการฟอกเงิน และเพื่อไม่ให้อาชญากรรมนั้นไปใช้ประโยชน์ในการฟอกเงิน ได้โดยง่าย อันนี้คือเจตนาของกฎหมายฉบับนี้ ผมเลยไม่แน่ใจว่าข้อที่เพิ่มขึ้นจาก ๙ ข้อ เปึน ๑๖ ข้อที่ท่านสมาชิกเสนอมา อย่างเช่นการฮั้ว ที่ฮั้วในวงเงิน ๑ ล้านบาท มันเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินอย่างไร หรือแม้กระทั่งการค้าอาวุธที่ทําอาวุธโดยผิดกฎหมาย หรือนําเข้าอาวุธโดยผิดกฎหมาย มันเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้อย่างไร ผมอยากให้ ท่านสมาชิกได้ให้คําชี้แจงให้ชัดเจนมากกว่านี้สักนิดหนึ่ง และจุดที่ผมกังวลใจครับ ไม่สบายใจใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือเปึนผลข้างเคียงของการนําไปใช้มากกว่า โดยกรอบหลัก ผมไม่ขัดแย้งครับ แต่ผลข้างเคียงที่เกิดจากการนําไปใช้ของรัฐบาล ซึ่งท่านคงจะทราบ นะครับว่ามีสมาชิกหลายคนได้มีการพาดพิงถึงคดีที่มีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ก็คือคดีของแม่ถ้วน มีการพาดพิงคดีของคุณสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งสะท้อนถึงการนํา พ.ร.บ. การปราบปรามการฟอกเงินไปใช้ในทางที่ผิด เพราะฉะนั้นผมเกรงว่าการเพิ่มมูลฐาน ความผิดจาก ๙ ข้อ เปึน ๑๖ ข้อที่เพื่อนสมาชิกเสนอเข้ามามันจะเปึนช่องทางที่คนไม่ดี ของรัฐบาลเอาไปใช้กลั่นแกล้งคู่แข่งทางการเมือง หรือไปใช้กลั่นแกล้งคู่แข่งทางการค้า หรือธุรกิจ ดังนั้นจุดนี้เปึนจุดที่ผมคิดว่าเปึนจุดที่เราน่าเปึนห่วงมากกว่า ผมมีมุมมอง ที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่ได้เอามาเขียนในที่นี้ มีเพื่อนสมาชิกหลายคนมีการจับกลุ่ม คุยกันบอกว่าคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงินมากที่สุดเขาบอกอยู่ในสภา ผมไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ เขาบอกว่าสังเกตดูว่าเวลามีการอภิปรายกระบวนการทุจริต โดยไม่ว่าจะเปึนฝ์ายค้านหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถที่จะโยงใยไปถึง ตัวนักการเมืองได้เลย แล้วเปึนไปได้หรือไม่ครับว่าท่านรัฐมนตรีท่านจะบรรจุความผิด เกี่ยวกับการร่ํารวยผิดปกติเข้าสู่ฐานความผิดเรื่องการฟอกเงิน มันจะได้เปึนช่องทาง ในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบการเมืองได้ด้วย ผมมีประเด็น ที่อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีอยู่ ๒ ประเด็นก็คือว่า ในเมื่อข้อกังวลใจของกฎหมาย ฉบับนี้นั้นเปึนข้อกังวลใจที่เกี่ยวข้องกับการนําไปใช้ เกรงว่าคนของท่านเอากฎหมาย ฉบับนี้ไปใช้ในประโยชน์ที่เกิดผลข้างเคียง อยากจะถามท่านว่าท่านจะมีความมั่นใจ อย่างไรที่จะไม่ให้ผลข้างเคียงของการนําไปใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

และข้อที่ ๒ ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ของ ปปง. ผมได้ถาม เขาว่าถ้าในเมื่ออย่างนี้ท่านสบายใจไหม เขาบอกเขาก็ไม่สบายใจ ในเมื่อ ปปง. นี้ อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงยุติธรรม ที่มาของเลขาธิการ ปปง. ก็เกี่ยวข้องกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แน่นอนรัฐบาลจะมีอิทธิพลสูงต่อหน่วยงาน ปปง. เปึนอย่างยิ่ง ผมก็ได้ถามกับ ปปง. ว่าแล้วท่านรู้สึกอย่างไร เขาบอกเขาไม่สบายใจครับ เพราะว่าถ้าเขาทําไป ความผิด ๓ เท่า ถ้าละเว้นการปฏิบัติ ความผิดก็ ๓ เท่า ผมเลยถาม ว่าถ้า ปปง. เปึนหน่วยงานอิสระท่านมีความรู้สึกอย่างไร หน่วยงานอิสระท่านมีความรู้สึกอย่างไร มันจะทําให้เรื่องทางการควบคุมกํากับเกี่ยวกับ การฟอกเงินของฝ์ายบริหารลําบากขึ้นไหม เขาบอกว่าไม่ลําบากครับ มันก็เหมือนกับเปึน หน่วยงานหน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลหรือฝ์ายบริหารสามารถประสานกับ ปปง. ได้ ดังนั้นผมอยากจะเรียนท่านรัฐมนตรีครับ ผมเชื่อว่าถ้า ปปง. เปึนหน่วยงานอิสระจะเปึน ประโยชน์อย่างยิ่งกับประเทศชาติ แล้ว ปปง. จะสามารถตรวจสอบทั้งฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายการเมือง ฝ์ายค้าน หน่วยงานธุรกิจทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสารบบ ของสังคมไทย ดังนั้นอยากจะฝากข้อคิดเห็นข้อนี้ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ช่วยกันผลักดันให้ ปปง. เปึนหน่วยงานอิสระด้วยครับ เพื่อประโยชน์ในส่วนรวม ในอนาคตครับ ขอบคุณครับ