สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๘ กันยายน ๒๕๕๑

สุขุมพงศ์ โง่นคํา พูดเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ 9 ฉบับ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่มีมาตรา 302 บอกว่าหากมีการแก้ไข 5 ฉบับ จะต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้องค์กรอิสระทั้ง 5 แห่ง เสนอกฎหมายเข้ามาในสภา ภายใน 1 ปี แต่ในครั้งนี้ กฎหมายที่เสนอมี 5 ฉบับ แต่สภาแห่งนี้ องค์ประชุมไม่ครบ 240 เสียง และท่านประธานชัย ชิดชอบ สรุปว่าหากไม่เห็นด้วยกับร่างเดิมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของแต่ละสภา

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้เรากําลังจะพิจารณากฎหมาย พิเศษ ซึ่งเรียกว่ากฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๙ ฉบับ ขออนุญาตที่จะต้องทําความเห็น เพราะว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ หากเราใช้มาตรฐาน ที่คลาดเคลื่อนไปแล้วก็จะเปึนปัญหาต่อระบบการตรากฎหมายของเรา ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ฉบับ ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๒ บอกว่ามี ๕ ฉบับ จะต้อง มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญโดยเร็ว โดยกําหนดว่าให้องค์กรอิสระทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะเปึนผู้ตรวจการแผ่นดิน สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. คณะกรรมการ การเลือกตั้งเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายประชามติ และศาลฎีกาที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๕๐ ได้มีการ แก้ไขสาระสําคัญหลายเรื่อง ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบให้สอดคล้องกัน เขาก็กําหนดว่าภายใน ๑ ป้ องค์กรอิสระทั้งหลายนั้นจะต้องเสนอกฎหมายดังกล่าวเข้ามา ในสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในสภาชุดที่แล้วเปึนสภาแต่งตั้ง สนช. องค์กรทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเปึนผู้ตรวจการแผ่นดิน สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็ตลอดจนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้มีการเสนอกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับเข้ามา แต่ก็ปรากฏว่าองค์ประชุมในการเสนอ กฎหมายรับหลักการ ตลอดจนวาระที่ ๓ เกิดไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยแล้วก็ตกไป การเสนอกฎหมายคราวนี้เปึนการเสนอรอบที่ ๒ ในระยะเวลา ๑ ป้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอมาแล้วก็มีปัญหาเรื่องว่าเปึนการเงินต้องรับรองหรือไม่ สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินท่านก็กําลังจะเสนอเข้ามา ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอเข้ามาครั้งนี้เปึนครั้งที่ ๒ แล้ว ศาลฎีกาก็เสนอเข้ามาแล้วครับท่านประธาน ที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ปัญหาก็คือว่ากฎหมาย ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๒ เมื่อบังคับไว้เช่นนั้นแล้วมันมีในวรรคห้าที่เปึนประเด็น ซึ่งก็หมายความว่าในวรรคห้าบอกว่าการลงมติไม่เห็นชอบในร่างดังกล่าว ในวรรคหนึ่ง จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เราพิจารณากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๕ ฉบับ ไปแล้ว ๒ ฉบับในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ชัย ชิดชอบ ท่านได้กรุณาสรุปว่าต่อไปนี้การพิจารณาในวาระที่ ๒ หากไม่เห็นด้วยกับ ร่างเดิมของผู้เสนอจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของแต่ละสภา ท่านก็ สรุปคร่าว ๆ ว่าต้อง ๒๔๐ เสียง กระผมไม่เห็นด้วยทั้งใน ๒ แนวทาง กระผมเห็นว่าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใน ๒ ฉบับ เราทํา ถูกแล้วในวาระที่ ๒ คืออะไร คราวที่แล้วเราพิจารณากฎหมายที่ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ ท่านประธานก็คงทราบ ในวาระที่ ๒ เราก็ร่ายยาวมาตามปกติ มีปัญหาใด ที่จะต้องขอมติก็เปึนไปตามมาตรา ๑๔๐ ทั้งสิ้น คือใช้เสียงข้างมาก ในวาระที่ ๓ ก็บังเอิญ ว่าร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ในวาระที่ ๓ คะแนนที่ไม่เห็นชอบก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ ๑๔๐ กว่าคะแนน คะแนนที่ให้มีการ แก้ไขก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ท่านสาทิตย์ได้ชี้แจงแล้วประมาณ ๘๐ กว่าคะแนนก็เปึนปัญหาว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองตกไปแล้วหรือยัง ซึ่งเปึนประเด็นที่จะต้องถกเถียงกันอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจะมาพิจารณาในวาระที่ ๒ ท่านประธานเกิดจะใช้กติกาใหม่เสียแล้ว ผมเองก็สับสน ทําไมจะต้องลงคะแนนในการแก้ไขแต่ละครั้งแต่ละมาตรา ๒๔๐ เสียง องค์ประชุมมันก็ ใช้ไม่ได้แล้วท่านประธานที่เคารพ สภาแห่งนี้องค์ประชุมตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ กรณีที่สมาชิกภาพของท่านใดท่านหนึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ศาลฎีกาว่าด้วยการเลือกตั้ง ไม่ให้นับเปึนองค์ประชุม ต้องหักออก เราเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้เราก็หักออก ๑๐ เสียง เหลือ ๔๗๐ เสียง แล้ววันนี้ท่านจะบวกเข้ามาใหม่เปึน ๔๘๐ เสียง อันนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านจะไปดูมาตรา ๓๐๒ วรรคห้าอย่างเดียว ไม่ได้ ท่านต้องดูข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๓๙ ด้วย องค์ประชุมขณะนี้ ๔๗๐ เสียง ไม่ใช่ ๔๘๐ เสียง โดยเฉพาะในวาระที่ ๒ ต้องพูดให้ชัดเจน เราคุยกันไปแล้วเราพิจารณา กันไปแล้ว กฎหมายประชามติเราก็ใช้เสียงข้างมากในวาระที่ ๒ กฎหมายวิธีพิจารณา คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเราก็พิจารณาไปแล้วโดยใช้เสียงข้างมาก ถ้อยคําที่เขียนไว้ในวรรคห้า ผมดูในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมีเหมือนกันอยู่ ๒ มาตรา ท่านประธานที่เคารพ ที่เขียนถึงอํานาจของวุฒิสภา วุฒิสภามีอํานาจ ๓ อย่าง ในการ ตรากฎหมาย ๑. เห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎร การเห็นชอบคือไม่มีการแก้ไขอะไรเลย จากชื่อ คําปรารภ มาตรา จนบทเฉพาะกาลไม่มีการแก้ไขอะไรเลยถือว่าเห็นชอบ แต่ถ้าไปแก้ไขถ้อยคําใดถ้อยคําหนึ่งถือว่ามีการแก้ไข อีกอันหนึ่งคือไม่เห็นชอบด้วย ไปแก้ไขมาทั้งหลายทั้งปวง สุดท้ายก็ลงคะแนนไม่เห็นชอบ ในวรรคห้านี้เขาก็ลอกมาจาก อํานาจวุฒิสภา เมื่อท่านรับหลักการมาแล้ว กรรมาธิการจะไปแก้ไขสุดแท้แต่ เมื่อเข้าสภา วาระสุดท้ายนี่ล่ะครับ เขาถึงใช้คําว่า ถ้าสภาแก้ไข หมายถึงในวาระที่ ๓ ไม่ใช่วาระที่ ๒ ที่จะต้องพิจารณาตามมาตรา ๑๔๐ เสียง ซึ่งเราทําถูกต้องมาแล้วในกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ๒ ฉบับ เราทําวิธีหนึ่งตามมาตรา ๑๔๐ วาระ ๒ เสียงข้างมาก เปึนประมาณ พอมาฉบับที่ ๓ ท่านจะกลับวิธีใหม่ ในวาระที่ ๒ ต้อง ๒๔๐ เสียงหมด มันไม่ใช่ ๒๔๐ เสียง แล้วองค์ประกอบกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๓๐๒ วรรคห้า คือวาระที่ ๓ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมว่าหลักนี้ถูกต้อง ผมยืนยันที่จะไม่เห็นด้วยที่จะ พิจารณาเรียงมาตราในวาระที่ ๒ โดยใช้เสียงข้างมาก ตามมาตรา ๓๐๒ วรรคห้า เพราะคําว่า ลงมติแก้ไขตามมาตรา ๓๐๒ วรรคห้า เปึนวาระที่ ๓ ท่านประธานครับ กระผมขอยืนยันว่า ๒ ครั้งที่เราทํามาชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วทุกประการครับ