สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการปรับลดเงินงบประมาณของรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองที่ใช้รัฐวิสาหกิจเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีดำเนินการชดเชยความเสียหายให้กับรัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกระทำของรัฐบาลที่ใช้จ่ายเงินไม่ระมัดระวัง และไม่ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้บ้านเมืองใกล้ล่มจม และเรียกร้องให้กรรมาธิการงบประมาณตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล
ผมคงมีเวลาของท่านจุติอยู่ด้วย นะครับ ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้สงวนคําแปรญัตติปรับลดงบประมาณในส่วนของ รัฐวิสาหกิจลง ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าที่จําเปึนต้องปรับลดงบประมาณของ รัฐวิสาหกิจลงก็เพราะว่าผมมีความเปึนห่วงเปึนใยในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึง การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจของประเทศไทยเปึนอย่างยิ่ง ความเปึนห่วงของผมนั้นไม่มี เจตนาที่จะไปตําหนิพนักงานรัฐวิสาหกิจหลายแสนคนทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ท่านก็เปึน คนดีที่ตั้งใจทํางาน หรือแม้แต่กระทั่งคณะกรรมการบริหารงานบางคน แต่ที่ต้องแสดง ความเปึนห่วงก็เพราะว่ารัฐวิสาหกิจของประเทศไทยทั้งหมดนั้นมีสินทรัพย์รวมกัน มากกว่า ๖ ล้านล้านบาท เงินทุกบาททุกสตางค์ซึ่งเปึนเงินและเปึนสินทรัพย์นั้นเปึนของ พี่น้องคนไทยทั้งประเทศ เราใช้เงินงบประมาณมากมายในการสร้างรัฐวิสาหกิจของเรา ขึ้นมาและก็เปึนสมบัติของคนไทยทั้งประเทศ แต่ในหลายป้ที่ผ่านมาครับ ฝ์ายการเมือง ได้เข้าไปยุ่มย่าม เข้าไปยุ่งเกี่ยว เข้าไปแทรกแซง เข้าไปครอบงํา เข้าไปใช้รัฐวิสาหกิจเปึน ที่ทางทํามาหากิน จนกระทั่งเกิดความเสียหายเปึนอย่างยิ่ง มีตัวอย่าง ๒ ประการที่ผม ยกตัวอย่างให้กับท่านประธานเห็นว่าการปรับลดงบประมาณในป้นี้นั้นมีความจําเปึน ที่เปึนความเสียหายอันเนื่องมาจากฝ์ายการเมืองที่ไปทําเอาไว้กับรัฐวิสาหกิจ ช่วงที่รุนแรง ที่สุดคือช่วง ๖ – ๗ ป้ที่ผ่านมาครับ ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ซึ่งมีเสียงข้างมากในเวลานั้น ได้เข้าไปทํานโยบายหลายอย่างซึ่งมีข้อครหาว่าเปึนนโยบายทับซ้อน และก็ทําให้เกิด ความเสียหายทั้งต่อรัฐวิสาหกิจ และทั้งต่อเงินรายได้ของประเทศอย่างมหาศาล และ ที่สําคัญความเสียหายเหล่านั้นยังเกิดขึ้นอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ในหลายเรื่องเงินภาษี ของคนไทยซึ่งควรเปึนเงินที่ไปตอบสนองต่อคนยากคนจนยังต้องถูกตั้งงบประมาณ รายจ่ายไปชดเชยความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากฝ์ายการเมืองเหล่านั้น หลายเรื่องเปึนเรื่องที่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจก็ยังดํารงอยู่และเปึนความเสียหายนับเนื่องเปึนเงิน หลายแสนล้านบาท ๒ กรณีที่ผมยกตัวอย่างให้กับท่านประธานได้เห็น ท่านประธานครับ แรกสุดก็คือกรณีของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารนี้ ก็คือธนาคารที่เรียกกันว่าเอกซิม แบงก์ (EXIM Bank) ในป้นี้ขอตั้งงบประมาณมา ๘๓ ล้านบาทเศษ ใน ๘๓ ล้านบาทเศษนี้กรรมาธิการไม่ได้ตัดลงครับ ถามว่า ตั้งงบประมาณส่วนนี้เอาไว้เพื่ออะไรครับ เงินงบประมาณส่วนนี้ในเอกสารที่ คณะกรรมาธิการชี้แจงก็คือบอกว่า เปึนการจัดงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ถามว่าเอาไปจ่ายอะไรครับ เปึนค่าชดเชย ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้รับจากพม่าร้อยละ ๓ เอ่ยถึงตรงนี้คนไทยทั่วประเทศก็ทราบกันล่ะครับ ว่าเงินจํานวนนี้ก็คือเงินจากกรณีที่ รัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มา คือรัฐบาลชุด พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้ธนาคารเพื่อการ ส่งออกและนําเข้าให้ประเทศพม่ากู้ไปในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ํากว่าปกติ และส่วนแตกต่าง ของอัตราดอกเบี้ยให้ตั้งจากเงินภาษีของคนยากคนจนทั่วทั้งประเทศไทย ชดเชยให้ ป้นี้ก็ ชดเชยให้อีกครับ ๘๓ ล้านบาท วงเงินทั้งโครงการต้องชดเชยกันถึงป้ ๒๕๕๔ ถ้าเข้าใจ ไม่ผิด เปึนเงินมากกว่า ๔๐๐ กว่าล้านบาทครับ ที่สําคัญก็คือโครงการนี้ได้รับการ ตรวจสอบจากคณะกรรมการ คตส. ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. และบัดนี้มีการส่งฟัองศาลและมี การประทับรับฟัองแล้ว เพราะมีเรื่องของการเข้าไปหาผลประโยชน์ และมีเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอํานาจในบ้านเมืองขณะนั้น ผมเรียนท่านประธาน ว่านี่เปึนตัวอย่างที่สําคัญที่สุดครับ ที่จะตอกย้ําให้เห็นว่าการเข้าไปหาประโยชน์จาก รัฐวิสาหกิจโดยฝ์ายการเมืองนั้น สร้างความเสียหายให้กับเงินงบประมาณแผ่นดินของ ประเทศ ตัวอย่างประการที่ ๒ ท่านประธานครับเปึนตัวอย่างของกรณีของบริษัทที่ทําเรื่อง ของโทรคมนาคมเปึนรัฐวิสาหกิจใหญ่ครับก็คือรัฐวิสาหกิจที่เรารู้จักกันในชื่อว่า ทีโอที หรือบริษัท ทีโอที จํากัด มหาชน บริษัท ทีโอที นี่เปึนบริษัทที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนเงินของคนไทย เปึนสินทรัพย์ของคนไทยทั้งหมดครับ ถ้าท่านประธานจําได้ครับ ทีโอที นี้เขาก็มีเรื่องของการทําสัญญาสัมปทานกับ บริษัทเอกชนให้เข้ามาทําเรื่องของโทรศัพท์มือถือ เวลาได้สัญญาสัมปทานไปก็ต้องถูก กําหนดไว้ละครับว่าถ้าบริษัทเอกชนได้เงินรายได้จํานวนเท่าไร ก็ต้องแบ่งให้กับรัฐบาล ในจํานวนสัดส่วนที่ตกลงกัน เมื่อใดก็ตามที่ฝ์ายการเมืองที่เปึนธรรมเข้ามาทําหน้าที่ การบังคับใช้สัญญาสัมปทานไม่มีปัญหาครับ ก็บังคับกันไป สัญญาเปึนธรรมไม่เปึนธรรม ก็ตรวจสอบกันได้ แต่ในช่วงระยะเวลาที่พอ ๆ กัน กับที่มีเรื่องของการกู้ เอ็กซิม แบงก์ ในขณะนั้น โดยผู้มีอํานาจในรัฐบาลขณะนั้นครับ มีการดําเนินการหลายอย่างที่ทําให้เกิด ความเสียหาย ความเสียหายที่ดํารงอยู่ถึงปัจจุบันนั้น มี ๒ เรื่องที่เห็นชัดเจนครับ
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องของการแอบไปแก้สัญญาครับ ปกติการแก้ไข สัญญาสัมปทานนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับหนึ่ง ก็คือกฎหมายเรื่องของ การร่วมการงานระหว่างรัฐกับเอกชนครับ เขาเขียนไว้ในกฎหมายว่า ถ้าจะแก้สัญญา สัมปทานรัฐได้รับผลกระทบต้องมีคณะกรรมการขึ้นมา แล้วต้องดําเนินการเพื่อปกปัอง ผลประโยชน์ของรัฐและของประชาชน ปรากฏว่าในป้ ๒๕๔๔ ครับ เปึนรัฐบาลในขณะนั้น เดือนพฤษภาคม มีการไปแก้ไขสัญญาสัมปทานเรื่องของบัตรเติมเงินประเภทที่ต้อง จ่ายเงินก่อน ที่เรียกว่า พรีเพด (Prepaid) มีการลดส่วนแบ่งรายได้ครับ ลดส่วนแบ่ง รายได้หมายความว่า ตกลงไว้เดิมว่ารัฐต้องได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แอบแก้ว่า ให้เอกชนแบ่งให้รัฐเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่ารัฐก็ได้เงินลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ พรรคประชาธิปัตย์หยิบขึ้นมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรปรากฏว่าในการอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นครับมีการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเรื่องกรณีดังกล่าวเปึน ความเสียหาย แต่ปรากฏว่าผลการลงมติก็ยังมีการไว้วางใจให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและ ไม่มีการดําเนินการเรื่องที่ว่าเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง ต่อมาเรื่องนี้ในรัฐบาลชุดต่อมา รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐมนตรีในขณะนั้น ประทานโทษเอ่ยนามท่าน รัฐมนตรี สิทธิชัย โภไคยอุดม ท่านเห็นว่าเรื่องนี้น่าที่จะผิดกับกฎหมายว่าด้วยการร่วมการงานจึงส่งเรื่องไป ยังสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาครับ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบ หนังสือกลับมายังรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ป้ ๒๕๕๐ มีการเขียนไว้ชัดครับว่า เรื่องของการแก้ไขสัญญานั้นเปึนส่วนหนึ่งที่ถูกวินิจฉัยว่าทําผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ สุดท้ายกฤษฎีกาวินิจฉัยอย่างไรครับ กฤษฎีกาวินิจฉัยบอกว่าเรื่องกรณีดังกล่าวนั้น มิได้ ดําเนินการให้ถูกต้องตามนัยแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน แปลว่า ทําผิดกฎหมาย กฤษฎีกาชี้ต่ออีกว่าให้ ครม. พิจารณาว่าจะเลิกสัญญานั้นเสีย หรือจะ ดําเนินการอื่นใดเพื่อให้รัฐได้รับการชดเชยความเสียหาย เรื่องนี้คาราคาซังต่อครับ ครม. ส่งเรื่องต่อมายังบริษัท ทีโอที จํากัด ครับ ที่สุดบริษัท ทีโอที จํากัด ทําอย่างไรครับ มีการไปตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เอาเรื่องคําวินิจฉัยของกฤษฎีกา ไปตรวจสอบ ตรวจสอบหาว่ามีคนที่เกี่ยวข้องกับการทําผิดกฎหมายหรือไม่ ๒. มีความ เสียหายต่อรัฐหรือไม่ และถ้าเสียหายจะทําอย่างไร กรรมการชุดนี้วินิจฉัยไว้บอกว่า อย่างไรครับ กรรมการชุดนี้วินิจฉัยเสร็จหลังจากที่กฤษฎีกาตอบกลับมาไม่นานนัก วินิจฉัย ๓ ข้อ ว่า๑. บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งปวงกับการทําข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ กฤษฎีกาพูดถึงนั้นไม่มีพฤติการณ์อันส่อเจตนาในการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของ กฎหมายแปลว่าไม่มีคนผิดครับ เปึนการไปตรวจสอบแล้วแย้งกับข้อวินิจฉัยของกฤษฎีกา อย่างชัดเจน ๒. การไม่ปฏิบัติตามข้อ ๑ ไม่ปรากฏความเสียหายแก่บริษัท ทีโอที จํากัด ทั้ง ๆ ที่การแก้ไขสัญญา ลดสัญญาสัมปทานจาก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายคือในขณะนั้นมีบัตรพรีเพดหรือบัตรเติมเงิน ๘ ล้านใบทั้งประเทศ ๘ ล้านใบ ลดมา ๕ เปอร์เซ็นต์ มีคนคํานวณว่ารัฐเสียรายได้ไปป้ละ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้ รับการแก้ไขสัญญานี้และยังคงใช้อัตราส่วนนั้นต่อ ปัจจุบันบัตรเติมเงินมี ๒๐ ล้านใบ ๘ ล้านใบเสียหายป้ละ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท บัตรนี้ ๒๐ ล้านใบ ผลเสียหายนับเปึน แสนล้านบาทครับ ผมสงสัยมากว่าคณะกรรมการชุดนี้มีใครบ้างครับที่เปึนผู้ตรวจสอบ ไปเป่ดดูรายชื่อครับ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบที่บอกว่าไม่มีใครผิด ไม่เสียหาย ประธานคณะกรรมการ พลตํารวจโท จงรัก จุฑานนท์ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเสียหายหรอกครับ แต่ว่านี่เปึนการชี้ให้เห็นโยงมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบันว่าข้าราชการตํารวจท่านนี้เข้ามายุ่ง เกี่ยวกับทีโอที และมีตําแหน่งแห่งที่มากมาย ผมก็ไม่ได้ว่ากล่าวให้ท่านเสียหาย แต่ผม ตั้งข้อสังเกตว่าใช้มาตรฐานใดในวินิจฉัยว่ารัฐไม่เสียหายจากกรณีดังกล่าว ผมเรียน ท่านประธานว่า เรื่องนี้มันด้วนเพียงแค่นี้แหละครับว่า พอคณะกรรมการทีโอทีชี้แจง ตอบกลับมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีแบบนี้ไม่มีการดําเนินการต่อครับ ผมอยากถามคณะกรรมาธิการครับว่า ในเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นมากมายเปึน แสนล้านขนาดนี้ กฤษฎีกาชี้ชัดขนาดนี้ทําไม ครม. คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันรวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีไม่มีการดําเนินการทําให้รัฐได้รับการชดเชยความเสีย เพราะบัตรนี้ครับจากผลการกระทําดังกล่าว ทําให้บริษัท ทีโอที ได้รับความเสียหาย รายได้จากแผ่นดินก็ลดไปครับ ไปดูรายได้ของรัฐครับ รายได้ของรัฐในงบประมาณป้นี้ รายได้จากรัฐพาณิชย์ ป้ที่แล้วครับประเมินคือป้ ๒๕๕๑ ว่าเงินรายได้ควรจะได้ สักประมาณ ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ป้หน้าลดลงอีกประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากผลประกอบการของบริษัท ทีโอที ที่ได้รับความเสียหายเพราะตัวเลข ฟัองชัดว่าเงินกําไรป้ ๒๕๔๖ หลังจากมีการดําเนินการแบบนี้อยู่ที่ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท พอป้ ๒๕๔๗ ลดเหลือ ๙,๑๐๐ ล้านบาทป้ ๒๕๔๘ เหลือ ๖,๖๐๐ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๐ เหลือ ๖,๒๐๐ ล้านบาทครับ เรื่องอย่างนี้ครับเปึนเรื่องต่อเนื่องกันมาก ผมไม่ได้กล่าวหา ว่าเรื่องการเมืองเกี่ยวเนื่องกัน แต่ท่านเก็บดองเรื่องนี้ไว้ไม่ได้ครับ ความเสียหาย อีกประการหนึ่งครับท่านประธานครับ เห็นได้ชัดมาก ก็คือกรณีที่รัฐบาลชุดเดียวกันที่ทั้ง แก้ไขสัญญาสัมปทาน ทั้งไปให้เงินพม่ากู้ แล้วให้คนไทยแบกรับด้วยเงินภาษีประชาชน คนยากคนจนทั้งประเทศ ไปออกพระราชกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตครับ หลังจาก ออกไปแล้วมีการหักส่วนแบ่งรายได้ก่อนออก คนเขาก็วิพากษ์พิจารณ์ว่าการออก พระราชกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเปึนการช่วยผู้ประกอบการกีดกันไม่ให้เกิด รายใหม่เกิดขึ้น ผลเสียหายก็คือบริษัท ทีโอที ได้รับเงินรายได้ลดลง แต่เรื่องใหญ่ ที่มันเกิดขึ้นในเวลานี้ผมตกใจมากครับ เรื่องนี้กรรมาธิการได้ซักถามหรือไม่ครับ คือหลังจากที่มีการหักส่วนแบ่งรายได้จ่ายเปึน ภาษีสรรพสามิตไปแล้ว ในเวลานั้นทางทีโอทีถูกประเมินภาษีครับโดยกรมสรรพากร แล้ว ปรากฏว่าทีโอทีเห็นว่าเปึนเงินจํานวนที่สูงมากขอทุเลาภาษีไว้ก่อน แต่ในเวลาทุเลาภาษีนี้ เขาต้องมีหลักประกัน ทีโอทีทําอย่างไรครับ ทีโอทีซึ่งเปึนรัฐวิสาหกิจของรัฐต้องนําที่ดิน ของทีโอทีไปจํานองครับ ไปจํานองเปึนหลักประกันขอทุเลาภาษีผลเสียหายทั้งหมดที่มัน เกิดขึ้นมาจากฝ์ายการเมืองที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวคลอบงําออกนโยบายในลักษณะที่เปึน ผลประโยชน์ทับซ้อนแล้วก็ทําให้เกิดความเสียหาย ความจริงหลังจากนั้นพอมีการตั้ง กระทรวงไอซีที เรื่องแก้พระราชกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเปึนเรื่องที่พวกเรา อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีขณะนั้น ปัจจุบันนี้ท่านดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านบอกไม่เสียหายวันนี้เกิดขึ้นแล้วครับ แล้วเห็นชัด ครับ สถานะการเงินของทีโอทีเปึนอย่างไรครับ นี่ยังไม่นับรัฐวิสาหกิจอื่นอย่าง กสท. ก็มี ปัญหาในลักษณะที่คล้ายกัน ผมเรียนท่านประธานทั้งหมดนี้ขึ้นมาด้วยความเปึนห่วงครับ แล้วก็ปรับลดงบประมาณอย่างน้อยที่สุดต้องชี้ให้เห็นว่าเราไม่เห็นด้วย และต้องมีการ ดําเนินการกระบวนการตรวจสอบทั้งหมด เรื่องนี้ผมเรียนที่ประชุมนี้และมีการถ่ายทอดสด ไปทั่วประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าพรรคฝ์ายค้านในเวลานั้น อย่างประชาธิปัตย์พูดเรื่องนี้ มาตลอด และบัดนี้มันยืนยัน มันพิสูจน์ว่ามันเปึนจริง คนทําผิดวันนี้ส่วนหนึ่ง มีการหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว ซึ่งต้องมีการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป แต่ความเสียหายเหล่านี้รัฐจะทําอย่างไรครับ ครม. จะทําอย่างไรครับ รัฐบาลจะทํา อย่างไรครับ นี่คือเรื่องใหญ่มากครับ และต้องดําเนินการจัดการ
ผมอยากจะป่ดท้ายด้วยการอันเชิญพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสื่อได้ลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ สิงหาคม ในเวลาที่ทรงมีพระราชดํารัส กับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ทรงมีพระราชดํารัสว่า ขอให้ทุกท่านได้สามารถ ปฏิบัติงานในด้านการเงินให้เรียบร้อยไม่ให้บ้านเมืองต้องล่มจมซึ่งเดี๋ยวนี้ใกล้ล่มจมแล้ว เพราะการใช้เงินไม่ระวัง อันนี้ครับภารกิจของสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจของฝ์าย นิติบัญญัติ ภารกิจของกรรมาธิการงบประมาณ นี่มันเงินคนยากคนจน เงินภาษราษฎร ทั้งประเทศ ท่านตอบคําถามนี้ได้ไหมครับว่ากรรมาธิการไปปกปัองเงินของเรา รัฐบาลทํา อย่างถูกต้องและระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน เพราะพระองค์ท่านก็ทรงมีพระราชดํารัสว่า บ้านเมืองใกล้ล่มจมแล้ว เพราะใช้จ่ายเงินไม่ระมัดระวัง เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ แล้ววันนี้ งบประมาณที่พูดกันมาตลอด ๓ วัน ปัญหาปะทุเกิดขึ้นตลอดเวลา สักครู่นี้กรณีของ จังหวัดก็ชัดเจนจึงไม่เปึนที่แปลกใจประการใดถ้าหากว่าฟังเหตุผลที่ชี้แจงทั้งหมดแล้ว ฝ์ายค้านวันนี้จําเปึนครับที่จะต้องลงมติไม่สามารถจะรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายฉบับนี้ได้ครับท่านประธาน