รวี เล็กอุทัย หารือประเด็นภาษีตอบโต้ของสหรัฐและผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอมาตรการรองรับและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย จะใช้เวลาให้กระชับที่สุด ท่านประธานครับเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยของเรา ต้องเผชิญกับการปรับขึ้นภาษีนำเข้าหรือนโยบายภาษีแบบตอบโต้ Physical Tariff ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐอเมริกา ในอัตราที่สูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ และเป็นหน้าที่ของ Team Thailand ที่ได้เดินทางไปเจรจาต่อรองกับ ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทางออกและข้อเสนอที่ดีที่สุดให้แก่ประเทศไทยของเรา โดย Deadline ที่กำหนดไว้ในการเจรจาครั้งนี้ ก็คือวันที่ ๑ สิงหาคมที่กำลังจะมาถึงในวัน พรุ่งนี้นี่เอง และเป็นที่น่ายินดีที่ผมเพิ่งได้รับข่าวว่าประเทศไทยของเราก็สามารถตกลงเจรจา กับทางสหรัฐได้แล้ว ส่วนตัวเลขภาษีนั้นจะเป็นเท่าไรก็ต้องรอฟังการแถลงอย่างเป็นทางการ อีกที แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างมีความพยายามอย่างเต็มที่ ตลอดช่วงระยะเวลาในการเจรจาที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาผลของการเจรจาต่อรองที่ดีที่สุด ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มพี่น้องเกษตรกรที่มีความกังวลต่อราคาสินค้า ทางการเกษตรและกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ที่อาจต้อง ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วเราจะสามารถต่อรองอัตราภาษีจาก ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ให้สามารถ เข้ามาสู่ระดับที่ไทยเราสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ รวมถึงสามารถตั้งหลักและ รองรับกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ในขณะเดียวกันหากเราหันไปดูประเทศ ต่าง ๆ ที่เจรจาสำเร็จไปแล้ว อย่างเช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศในกลุ่ม อาเซียนด้วยกัน อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เราจำเป็นที่จะต้องมาวิเคราะห์ ต่อว่าแม้การเจรจาเหล่านี้จะสำเร็จไปแล้ว แต่ผลจากการเจรจานั้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของ แต่ละประเทศจริง ๆ มากน้อยเพียงใด และผลเสียหรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมานั้น มีอะไรบ้าง เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนมาตรการรองรับสำหรับประเทศไทยได้ อย่างถูกต้องและทันท่วงที เพราะเราลงไปในรายละเอียดของการเจรจาของแต่ละประเทศ แม้จะสามารถลดระดับอัตราภาษีมาอยู่ที่ประมาณ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นก็ต้องแลกมาด้วยการเปิดตลาดนำเข้าสินค้า จากอเมริกาในอัตราภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ในหลายรายการ ตามคำกล่าวอ้างของทรัมป์ (Trump) ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคำถามก็คือประเทศไทยเราสามารถทำแบบนั้นได้หรือเปล่า การลดภาษีเพื่อแลกกับการ เปิดประตูให้สินค้าจากอเมริกาเข้ามาในประเทศเราควรจะกำหนดอยู่ในระดับใดที่เหมาะสม และจะไม่ทำให้คนไทยได้รับความเสียหายจนไม่สามารถแข่งขันได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ ที่รัฐบาลต้องยึดมั่นและนำพาไปสู่จุดหมายให้จงได้ รวมถึงการเตรียมมาตรการรองรับ และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่รัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการอุดหนุนเยียวยา หรือ มาตรการอื่น ๆ ในการปกป้องการผลิตและผู้ส่งออกภายในประเทศ เพื่อให้สามารถอยู่รอด และแข่งขันได้ครับ นอกจากนั้นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถพลิกให้เป็นโอกาสในครั้งนี้ นั่นก็คือการพัฒนาและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ผ่านการ ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs และภาคการเกษตรของไทยครับ ทั้งการจัดเตรียมสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan มาตรการช่วยเหลือด้านภาษีและการสนับสนุน Digital transformation สำหรับภาค SMEs รวมถึงการพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีนวัตกรรมให้กับ ภาคการเกษตรมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิต ส่งเสริมการพัฒนา เกษตรอุตสาหกรรมหรือเกษตรนวัตกรรม สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร ไปจนถึง การปกป้องเกษตรกรไทยจากการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าต่างประเทศจากมาตรการ ทางการค้าของสหรัฐ รวมถึงป้องกันพ่อค้าคนกลางที่จะเข้ามาฉวยโอกาสกดราคาพี่น้อง เกษตรกรโดยอ้างเรื่องภาษี ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์นี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการลดจำนวนและ ปราบปรามกลุ่มบริษัทข้ามชาติหรือ Nominee ที่จะเข้ามาแสวงหาผลกำไรในประเทศไทย อย่างผิดกฎหมาย และสูบเอาทรัพยากรของเราไปแต่ไม่สร้างผลตอบแทนใด ๆ ให้กับ ประเทศไทยเราเลย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการผลักดันด้าน Local Content หรือ Regional Value Content ที่มีแนวโน้มที่จะมีความเข้มข้นมากขึ้นจากข้อเสนอของ ฝั่งอเมริกา โดยให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบและแรงงานของไทย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุน และอุดหนุนให้สินค้าไทยนั้นเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้น และเกิดการจ้างแรงงานไทยมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นเพื่อให้สินค้าไทยได้ไปต่อ นั่นคือการหาตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพใน ๕ ภูมิภาค อย่างลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้และยุโรป รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มใหม่ในตลาดเดิม อย่างเช่น ตลาดญี่ปุ่นที่มีโอกาสในการ ขยายการส่งออกในกลุ่มสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ท่านประธานครับ อีกสิ่งหนึ่งที่ ผมอยากฝากไปยังรัฐบาลครับ นั่นก็คือเรื่องของการสื่อสารและการสร้างความเชื่อมั่น เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึง เศรษฐกิจโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การวางยุทธศาสตร์ประเทศที่ตอบโจทย์กับโลก สมัยใหม่และจับต้องได้จะเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการค้าการลงทุนให้เข้ามาหา ประเทศนั้นเร็วเท่าไรได้ยิ่งดีครับ เพราะต้องอย่าลืมว่าทุกประเทศต่างก็จับจ้องและเดินหน้า ในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน สุดท้ายครับท่านประธาน ผมยังเชื่อเหมือนเดิมกับตอนที่อภิปราย ในเรื่องนี้ในครั้งแรกครับว่า ประเทศเล็ก ๆ จะต้องเดินหน้าในการรวมกลุ่มกันเพื่อขยาย ฐานเศรษฐกิจให้ใหญ่และเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะเราเห็นได้ชัดแล้วครับว่าหากเรา ต้องการอยู่รอดในอนาคต โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ Regionalization เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึง การสร้างความเข้มแข็ง การพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีน วัตกรรมและการปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจของประเทศให้สอดคล้องกับ Trend โลกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้ประเทศไทย สามารถแข่งขันและสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะประเทศ ที่พัฒนาแล้วได้ต่อไปในอนาคต สุดท้ายครับถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ผลของภาษี ตัวเลขทางด้านภาษี จะเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าการเจรจาต่อรองยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น การสร้าง การรักษา ผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยยังเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและทีมเจรจาต่อรอง ต่อไป ผมขอขอบคุณทาง Team Thailand ทางรัฐบาลครับ และขอเป็นกำลังใจให้ท่าน ได้ทำงานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยเราต่อไปครับขอบพระคุณครับ