กัณตภณ ระบุระบบบัตรทองล้มเหลว ผู้ป่วยถูกปฏิเสธการรักษา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

กัณตภณ ดวงอัมพร ระบุปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยในระบบบัตรทองที่คลินิกไม่ออกใบส่งตัวและยื้อการรักษา รวมถึงวิกฤตการเงินของคลินิกปฐมภูมิที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นายกัณตภณ ดวงอัมพร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับที่มาตอบกระทู้ทั่วไปคำถามนี้ ด้วยตัวเองนะครับ ซึ่งเป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนกันมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายกัณตภณ ดวงอัมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตพญาไท เขตดินแดง พรรคประชาชนครับ วันนี้ที่ผมต้องลุกขึ้นมาถามด้วยความรู้สึกห่วงใยต่อระบบสุขภาพที่ส่งผลต่อประชาชน จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันระบบสาธารณสุขของประเทศภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ๓๐ บาท ถูกออกแบบให้มีการส่งต่อเป็นขั้นตอน ดังนี้ จากปฐมภูมิ ไปทุติยภูมิ และตติยภูมิ ด่านหน้าสุดคือปฐมภูมิครับ เราไปหาหมอเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น คลินิกชุมชนอบอุ่นหรือศูนย์บริการสาธารณสุข ทุติยภูมิคือโรงพยาบาลขนาดกลางถึงใหญ่ ที่ให้บริการที่ซับซ้อนขึ้น เฉพาะทางมากขึ้นกว่าปฐมภูมิครับ สุดท้ายคือหน่วยบริการตติยภูมิ โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์มีความเชี่ยวชาญสูงสุด มีแพทย์เฉพาะทางระดับสูง และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ให้รักษาโรคที่ซับซ้อนและหายากมากขึ้นครับ ในหลักการครับท่านประธาน เราควรได้รับการดูแลจากหน่วยปฐมภูมิก่อน หากเกิน ขีดความสามารถจึงส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่สูงขึ้นครับ นี่คือหัวใจของระบบสุขภาพที่ดี ทั้งเพื่อดูแลอย่างมีคุณภาพและเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ คนไข้จำนวนมากที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลทุติยภูมิ ได้รับใบนัดจากแพทย์แล้ว แต่ถูกขอให้ กลับไปขอใบส่งตัวจากหน่วยบริการปฐมภูมิ ทั้งที่แพทย์โรงพยาบาลเป็นผู้ประเมินแล้วว่า เกินศักยภาพของปฐมภูมิครับ ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คลินิกหลายแห่งกลับยื้อไม่ยอมออกใบส่งตัวให้ หรือบางแห่งถึงขั้นเสนอให้ คนไข้ย้ายสถานพยาบาลไปในเครือของตัวเอง ซึ่งอยู่ไกลจากพื้นที่แบบนี้ไม่เป็นการเพิ่มภาระ ผลักภาระความเสี่ยงให้ประชาชนทั้งที่เขายังป่วยอยู่ตรงหน้า ใช่หรือไม่ครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลมักพูดว่า ๓๐ บาทรักษาทุกที่ แต่เป็น ๓๐ บาท ที่เสมือนทิ้งพี่น้องประชาชนหลายราย ไว้กลางทาง ใช่หรือไม่ครับ ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม มีการเปลี่ยนระบบเหมาจ่ายรายหัว สปสช. เราก็ได้ภาพน่าเศร้าครับ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ประชาชนจำนวนมากมีสิทธิแต่กลับ ถูกปฏิเสธหรือไม่ก็ถูกเก็บเงินเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่เขาควรได้รับการรักษาฟรี ยกตัวอย่าง คุณลุง วัย ๖๙ ป่วยเป็นเบาหวาน เป็นความดัน รักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลราชวิถีมานานกว่า ๕ ปี แต่กลับถูกคลินิกปฏิเสธการออกใบส่งตัว ด้วยเหตุผลว่าโควตาเต็มครับ หรือเด็กหญิง วัย ๑๐ ขวบ ป่วยเป็นโรคหัวใจ แต่แม่ของน้องต้องจ่ายเงินรักษาเอง ๑,๘๐๐ บาท เพราะคลินิกบอกว่าเกินงบเบิกจ่าย นี่ยังไม่นับกรณีคนไข้เรื้อรังได้ยาแค่อาทิตย์เดียว ต้องเสียเงินค่าเดินทางมาหาหมอบ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคเรื้อรังควรจะรับยา ๑ เดือน ถึง ๓ เดือน บางคนถูกบังคับให้ไปรักษาโรงพยาบาลในเครือ แต่โรงพยาบาลนั้นอยู่ไกลจากบ้านเป็นชั่วโมง ส่งคนดินแดงไปพระประแดงอย่างนี้ มีกลุ่ม Facebook ด้วยนะครับ รวมคนได้รับผลกระทบ จากใบส่งตัว บัตรทอง นโยบายใหม่ของ สปสช. ที่เรายังคงเจอปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีก คำถามคือ ระบบรักษาคนแบบนี้เอาคนเป็นตัวประกันหรือเปล่าครับ ที่จะให้ สปสช. จ่ายเงินให้กับ คลินิก ท่านประธานครับนี่คือสิ่งที่ประชาชน ๆ เจอและไม่ควรที่จะเกิดขึ้นในประเทศ ที่บอกว่ามีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อีกนิดเดียวครับ ย้อนกลับไปก่อน ๑ มีนาคม ๒๕๖๗ คลินิกเคยได้ค่าบริการเป็นคะแนน โดยคิดอัตราไม่เกิน ๑ บาท ต่อ ๑ คะแนน เป็นระบบ แม้จะไม่มาก แต่ก็ยังพอประคับประคองให้เดินต่อได้ แต่หลังจากมีการปรับระบบใหม่ งบประมาณที่จัดสรรให้คลินิกหดลงอย่างน่าตกใจครับ วันนี้คลินิกในกรุงเทพฯ ได้รับเงินจริง เพียง ๓๕-๗๕ สตางค์ ต่อคะแนนเท่านั้นครับ ทำให้คลินิกขาดทุนเท่าไรครับ หนี้สิน ถูกผลักภาระคลินิกหลายแห่งต้องแบกหนี้ที่เกิดจากโรงพยาบาลส่งใบแจ้งหนี้ย้อนหลัง แต่ สปสช. กลับเบิกจ่ายล่าช้าครับ มีหลายสิบแห่งในคลินิกในกรุงเทพฯ ปิดตัวลง นี่คือวิกฤติ ของระบบสุขภาพขั้นปฐมภูมิชัด ๆ ท่านประธานครับ แม้รัฐจะพยายามเปิดระบบ OP Anywhere ให้ประชาชนรักษาที่ไหนก็ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเป็นจริงแล้วมีคลินิก ที่ไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ โรงพยาบาลบางแห่งก็ไม่ยอมรับระบบนี้ แม้จะมีการตั้ง War Room เพื่อประสานงานกัน อย่างไรก็ดีงบประมาณยังไม่สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐประกาศไว้เอง ที่ผ่านมามีการใช้วิธีการเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น ยืดอายุใบส่งตัว แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ คลินิกอยู่รอดได้ สุดท้ายคนรับภาระก็คือพี่น้องประชาชนครับ จึงเข้าสู่คำถามข้อที่ ๑ แผนปฏิบัติการด้านระบบสาธารณสุขดิจิทัลและโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกที่มีความคืบหน้า และอุปสรรคอย่างไร โดยเฉพาะด้านบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึง มีแนวทางในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มีปัญหาจากการออกใบส่งตัวข้างต้น อย่างไร ขอทราบรายละเอียด ขอบคุณครับ