รังสิมันต์ โรม เน้นย้ำความจำเป็นในการตอบโต้ทางการทหารต่อสถานการณ์ความขัดแย้งกับกัมพูชา โดยชี้ว่าการตอบโต้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือทำร้ายพลเรือน และยืนยันว่าประเทศไทยต้องเป็นผู้ชนะในภาพรวมของสถานการณ์ดังกล่าว รังสิมันต์ โรม หารือเรื่องประสิทธิภาพระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast ที่ยังไม่พร้อมและเสนอให้เร่งนำมาใช้เพื่อเตือนภัยประชาชน รวมถึงเรียกร้องให้ใช้กลไกระหว่างประเทศเชิญทูตไปพื้นที่เพื่อรวบรวมหลักฐานชี้แจงพฤติกรรมยั่วยุของกัมพูชาต่อประชาคมโลก
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตามญัตติที่ผมได้เสนอ ก่อนหน้านี้ คือการขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการรับมือความขัดแย้ง ระหว่างไทย-กัมพูชาที่นำไปสู่ภาวะการรบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย ก่อนอื่นผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในการให้กำลังใจต่อพี่น้องประชาชน ตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้ที่สูญเสีย ทุก ๆ คน ขณะเดียวกันผมขออนุญาตท่านประธานในการที่จะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ หน้าที่ในแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารหรือพลเรือนก็ตาม ผมคิดว่าสถานการณ์ แห่งความยากลำบากนี้ เราจำเป็นที่จะต้องรวมกันเป็นหนึ่งในการที่จะสนับสนุน และหาทางออกให้กับประเทศชาติให้ได้ ในการอภิปรายที่จะนำเสนอเนื้อหาและแนวทาง ในการที่จะแก้ปัญหา ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าด้วยเหตุที่ผมเป็นประธานกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และในวันนี้ ตอนเช้าก็ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ คิดว่าคงจะได้เอาข้อมูลหลาย ๆ ส่วนมาประกอบ และเรา ก็หวังมันจะนำไปสู่การที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป ก่อนที่จะไปพูดถึงในเรื่อง ของข้อเสนอหรือแนวทางในการที่จะคลี่คลายสถานการณ์ และรวมไปถึงการหาทางออก ในเรื่องของการรับมือ ผมอยากให้ท่านประธานได้เข้าใจว่ากัมพูชาต้องการอะไร ผมคิดว่านี่คือโจทย์ที่สำคัญลำดับแรก กัมพูชาต้องการพาประเทศไทยขึ้นสู่ศาลโลก ที่ผ่านมา เขาพยายามทำทุกวิถีทางในการที่จะลากประเทศไทยขึ้นสู่ศาลโลกให้ได้ หนึ่งในวิธีการ ที่เขาเชื่อว่าจะนำไปสู่การที่ประเทศไทยจะขึ้นสู่ศาลโลกได้ นั่นก็คือการที่จะมีเหตุรุนแรง ระหว่าง ๒ ประเทศ กัมพูชาไม่ได้ต้องการใช้อาวุธเพื่อเอาชนะไทย แต่เขาต้องการที่จะใช้ อาวุธเพื่อทำให้ไทยเป็นประเทศที่ก้าวร้าวและรังแกกัมพูชา นั่นคือความต้องการของรัฐบาล ที่พนมเปญ คือการสร้างภาพที่เลวร้ายให้กับประเทศไทยให้ได้ ที่ผ่านมาผมชื่นชมในความ อดทนอดกลั้นของทุก ๆ ฝ่ายว่าเราอดทนอดกลั้น และเราพยายามที่จะหาทางออกโดยใช้ กลไกทวิภาคี กลไกในเรื่องของการเจรจา แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการที่ผู้นำบางประเทศ ที่ไม่ได้ให้คุณค่าต่อชีวิตของมนุษย์ และพร้อมที่จะใช้วิธีการต่าง ๆ ในการที่จะยั่วยุและก้าวร้าว จนในท้ายที่สุดนำมาซึ่งการขัดกันทางอาวุธที่เกิดขึ้นในวันนี้ สำหรับผมนี่คือความโหดร้าย ของผู้นำของฝั่งกัมพูชาที่ไม่สนใจต่อชีวิตมนุษย์เลย แล้วทำให้กลไกในการที่จะแก้ไขความ ขัดแย้งอย่างสันติเกิดขึ้นได้ยากมากยิ่งขึ้น ผมเข้าใจดีว่าในวันนี้เรามีความจำเป็น ที่จะต้องตอบโต้ และผมคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่ประเทศไทยไม่มีทางเลือกเป็นอื่นนอกจาก การตอบโต้ และการตอบโต้ตามที่ได้มีการวางแผนของฝ่ายความมั่นคงก็คือเพื่อนำไปสู่ การปกป้องประเทศไทย ปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย และที่สำคัญคือการปกป้อง ชีวิตมนุษย์ ชีวิตประชาชนชาวไทยอีกด้วย เราไม่อยากให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น แต่เมื่อ เกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องปกป้องประเทศชาติของเราอย่างเต็มที่ ดังนั้นท่านประธานผมจึง อยากจะใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอแนวทาง ซึ่งมีด้วยกันประมาณ ๖ ข้อ ที่ผมคิดว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อการที่จะคลี่คลายสถานการณ์
ประการแรก ว่ากันด้วยเรื่องการตอบโต้ ผมคิดว่าประเทศไทยนอกจากที่เรา จะต้องคำนึงในเรื่องของภาพ ของสายตาต่างประเทศที่มองสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ประเทศไทยกับกัมพูชาแล้วนี่ การตอบโต้มีความจำเป็น แล้วผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่าด้วยอาวุธ ที่มีเราไม่มีทางที่จะมุ่งหมายไปที่เป้าหมายที่เป็นพลเรือน แต่ว่าการตอบโต้ของประเทศไทย คือมีเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้ทางกัมพูชาไม่สามารถที่จะใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่อาจจะมีอยู่ ในการที่ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การฆ่าผู้บริสุทธิ์ การกระทำต่อ เป้าหมายที่ไม่ใช่ทางการทหาร ซึ่งผมคิดว่าสถานการณ์การตอบโต้แบบนี้เราจำเป็นที่จะ ต้องมอง แล้วก็เน้นย้ำต่อไปว่าการตอบโต้ในระดับนี้อาจจะเป็นระดับที่มีความจำเป็น เพื่อที่จะทำให้ภาพใหญ่ของสถานการณ์คือประเทศไทยจะต้องเป็นผู้ชนะ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เราต้องยอมรับว่า ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่การขัดกันทางอาวุธที่เกิดขึ้นในเวลานี้จะนำมาซึ่งความสูญเสีย จะนำมา ซึ่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน ซึ่งแน่นอนเราไม่อยากให้เกิดขึ้น ผมกำลัง พูดถึงตัวเลขของพี่น้องประชาชนหลายแสนคนที่อาจจะได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่เฉพาะ ที่สุรินทร์ แต่ทุกอำเภอที่มีพื้นที่ ที่เป็นอำเภอชายแดนที่ติดกับทางกัมพูชา ประชาชนทุกคน มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ดังนั้นผมคิดว่าแผนในเรื่องของการที่จะรองรับ ในเรื่องของการอพยพ ในเรื่องของการเตรียมการ เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะดำเนินการอย่างไร ข้าราชการทุกภาคส่วนจะต้องมีบทบาทในเรื่องของการเป็น ผู้สนับสนุน เพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในการอพยพ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง แล้วก็กลุ่มเปราะบางอื่น ๆ ต่อไป การอพยพเหล่านี้ในบางพื้นที่ อย่างจังหวัดสุรินทร์ได้มีการซักซ้อมเตรียมการมาเป็นเวลานาน แต่บางพื้นที่ บางจังหวัด บางอำเภอ การเตรียมความพร้อมอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นระดับนั้น ดังนั้นในเมื่อท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงมหาดไทยนั่งฟังอยู่ตรงนี้ ผมอยากจะเรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าแผนในเรื่อง ของการอพยพผู้คนเป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้ปัญหาที่เราจะต้องจัดการเฉพาะหน้าและเร่งด่วน คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ของเราได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผลกระทบมีแน่นอน การที่เขาต้องไปอยู่ศูนย์พักพิง การที่เราได้เห็นคลิปวิดีโอ ภาพที่ออกมาแล้ว จนกระทั่งวันนี้ มีคนเสียชีวิตแล้ว ผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด แผนการ เร่งด่วนต้องรีบออกมาและต้องมีประสิทธิภาพ
ประการถัดมา ประการที่ ๓ ในเรื่องของการแจ้งเตือน ด้วยความเคารพ ต่อท่านประธาน แล้วก็ต่อท่านรัฐมนตรีนะครับ วันนี้เราได้มีการสอบถามไปยัง กสทช. ว่า ระบบในเรื่องของการแจ้งเตือน Cell Broadcast จะมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ จะมี ความสามารถเพียงพอหรือไม่ ในการที่จะแจ้งเตือนประชาชนเพื่อให้เตรียมความพร้อม ในการอพยพ ในการที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะคาดไม่ถึงและเปลี่ยนไปในทุกนาที ต้องเรียนตามตรงว่าระบบแจ้งเตือนของเรายังไม่พร้อม ผมคิดว่าเฉพาะหน้าเราไม่รู้ว่า สถานการณ์นี้มันจะลากยาวขนาดไหน แต่การทำให้เครื่องมือชนิดนี้ซึ่งเรามีบทเรียนแล้ว จากกรณีตึก สตง. ถล่ม เรามีบทเรียนจากเรื่องแบบนั้นแล้ว เราควรจะได้ใช้เครื่องมือนี้ ในสถานการณ์นี้ได้แล้ว พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนเขาสมควรได้รับการเตือนภัย การแจ้งเตือนอย่างมีประสิทธิภาพ ผมขออนุญาตเอ่ยถึงท่านปทิดา ซึ่งเป็น สส. ที่ได้เสนอ ญัตติ แล้วเนื่องจากว่าเป็นเพื่อนในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศเช่นเดียวกัน ท่านเองก็ได้ให้ข้อมูลกับผมว่าการ แจ้งเตือนมาอย่างกระชั้นมากแล้วเกิดขึ้นในเช้าวันนี้ ประชาชนในพื้นที่มีเวลาไม่กี่นาทีในการ ที่จะเตรียมตัว ดังนั้นผมคิดว่าเครื่องมือในเรื่องของ Cell Broadcast มีความจำเป็นและ มีความเร่งด่วนในการที่จะนำมาใช้ ผมคิดว่าอย่าไปคิดว่าพอสถานการณ์เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น เครื่องมือนี้ก็ไม่ต้องมาถูกพิจารณานำมาใช้อีก ไม่ได้ครับ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะกินเวลานาน ขนาดไหน ประการถัดมา ข้อเสนอที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน นั่นก็คือในเรื่อง ของการใช้กลไกระหว่างประเทศ การสู้รบครั้งนี้ เราทุกคนรู้ครับ ว่าสุดท้ายไม่ว่าจะใช้อาวุธ กันขนาดไหน จะยิงระเบิดกันมากน้อยเพียงไร มันจะจบลงที่การเจรจา แต่ ณ ขณะที่จะมี การเจรจาในอนาคต เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยของเราได้เปรียบ และขณะเดียวกัน ทั่วโลกสมควรที่จะเห็นว่าพฤติกรรมของทางฝ่ายกัมพูชาที่มีลักษณะของการยั่วยุ แล้วก็ก่อ ความรุนแรงเราจะดำเนินการได้อย่างไร อย่างที่ท่านประธานคงทราบว่าก่อนหน้านี้มีการใช้ กับระเบิดซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญา Ottawa นอกจากนั้นในเช้าวันนี้เราก็ได้เห็นภาพ ระเบิดที่มีเป้าหมายเป็นโรงพยาบาลและเป็นพลเรือน ผมคิดว่าในฐานะที่เราเป็นประเทศที่มี มิตรประเทศมากมาย การอำนวยความสะดวกให้บรรดาทูตก็ดี ผู้ช่วยทูตทหารก็ดี ได้รับฟัง ข้อมูลอย่าง Real Time และต่อเนื่องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก รวมไปถึงผมเสนอว่า เราสามารถเชิญทูตหรือผู้ช่วยทูตทหาร ในการไปยังพื้นที่ที่ใกล้ชิดเหตุการณ์เพื่อให้เห็นว่า พฤติกรรมของกัมพูชาที่มีเป้าหมายเป็นพลเรือนมันเกิดขึ้นจริง เราไม่ได้จัดฉาก เราไม่ได้ใส่ ร้ายใคร ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในเรื่องที่เราสามารถทำได้เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกสามารถ รับรู้ถึงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของทางกัมพูชา
กลไกที่ ๒ ผมคิดว่าเราเพิกเฉยต่อกลไกอาเซียนไม่ได้ ผมคิดว่าท่านรักษาการ นายกรัฐมนตรี ต้องรีบยกหูต่อประธานอาเซียน ในการที่จะพูดคุย รวมไปถึงแม้กระทั่ง ท่านประธานซึ่งเป็นผู้อาวุโส มีเพื่อน สส. หรือเพื่อนนักการเมืองที่อยู่ทางฝั่งมาเลเซีย ผมคิดว่าพวกเราทุกคนต้องช่วยกันครับ ต้องช่วยกันในการสื่อสารไปยังประธานอาเซียน ซึ่งก็คือมาเลเซียให้เข้าใจถึงสถานการณ์ ผมยอมรับว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ทางมาเลเซียจะมี แถลงการณ์ หรือมีจุดยืนในลักษณะที่เข้าข้างประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเรื่องสำคัญ ก็คือเรามีหน้าที่ในการทำให้มิตรประเทศต่าง ๆ เข้าใจถึงสถานการณ์ แล้วต้องไม่ตก หลุมพรางของกัมพูชาที่เขาพยายามจะสร้างเรื่องราวว่าประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก เราต้องช่วยกันในการสื่อสารเรื่องนี้
กลไกถัดมา ไม่ว่าจะเป็นกลไกในเรื่องของ UNSC หรือ UNGA วันนี้เมื่อ สถานการณ์มาถึงขนาดนี้ ประเทศไทยโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ต้องดำเนินการ ในการยื่นเรื่องถึง UNSC อย่างเร่งด่วน เพราะวันนี้มันชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายของกัมพูชา คือการโจมตีที่มีเป้าหมายในลักษณะของการเป็นพลเรือน โรงพยาบาลต่าง ๆ กลุ่มเปราะบาง คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการสู้รบ ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด มีหลักฐาน มีข้อมูล มากมาย เรื่องนี้ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและรีบยื่นเรื่อง ถ้ากัมพูชา ยื่นก่อนซึ่งแว่วมาว่าอาจจะยื่นแล้ว เราอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบได้ แต่ถ้าเกิด กัมพูชายื่นไปแล้ว เรายังไม่ทันยืนก็อย่าช้า เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะตกเป็นจำเลยของ นานาชาติได้ เราต้องทำให้นานาอารยประเทศได้เห็นเหมือนที่เราได้เห็นในวันนี้
ประเด็นถัดมา ในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูล ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายครับ วันนี้ผมเข้าใจดีว่าเราอยากจะนำเสนอการเผยแพร่ข้อมูลอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ผมอยากจะให้ข้อคิดกับท่าน เพราะวันนี้ผมเองก็ได้ข้อคิดจากตัวแทนของ กองทัพไทยที่มาให้ข้อมูลที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ วันนี้มีการรายงานข่าวว่าอาวุธที่ทางกัมพูชาโจมตี มาที่ประเทศไทยมันเป็นการโจมตีที่ผิดพลาด ไปลงจุดนั้น ไปลงจุดนี้ การที่เราเผยแพร่ ข้อมูลนี้เหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่มันมีเรื่องข้อเสียที่เป็นด้านกลับเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ถ้ากัมพูชาเขา Monitor ว่า Social Media ของเราพูดอย่างไร เรามีการสื่อสารเรื่องนี้อย่างไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเขาจะได้รู้ว่าที่เขายิงมาตรงนี้มันผิดพลาด เมื่อเขารู้ว่าผิดพลาดเขาก็จะมี การหันลำกล้องเพื่อจัดวางการยิงใหม่ที่จะทำให้ประสิทธิภาพของเขามันมีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้น ดังนั้นการรายงานข่าวที่รวดเร็วอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดี ผมเข้าใจดีว่าการ Live สด การอะไรต่าง ๆ เราอยากจะให้ข้อมูลของประชาชนอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเกิดว่ามันนำไปสู่การ ระบุพิกัดที่ชัดเจนมันก็อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับทางฝ่ายกัมพูชาปรับปรุงวิถีกระสุนวิถี การยิงต่อไป ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อคนไทยและต่อการขัดกันทางอาวุธที่ประเทศไทยอาจจะ เจอต่อไปได้นะครับ
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในการให้ข้อมูลกับท่านประธาน วันนี้ผมทราบมาว่าทางฝ่ายกัมพูชามีการตั้งกำลังในพื้นที่ที่เป็นโบราณสถาน ยกตัวอย่างเช่น ที่ปราสาทพระวิหาร เหตุผลที่เขาดำเนินการเหล่านี้ไม่ใช่ว่าเขาต้องการปกป้องโบราณสถาน อย่างไร แต่ที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อที่ว่าเขาจะใช้โบราณสถานเหล่านี้ซึ่งบางส่วนเป็นมรดกโลก ในการที่จะพูดง่าย ๆ เป็นเกราะคุ้มกันของเขาเอง เพราะเขารู้ว่าถ้าเมื่อไรก็ตามที่ประเทศไทย ไปโจมตี แล้วเกิดพลาดพลั้งไปโดนโบราณสถานโดยเฉพาะที่เป็นมรดกโลกมันจะเป็น เรื่องใหญ่ในเวทีโลก แล้วเขาจะใช้เรื่องนี้ในการที่จะเพิ่มน้ำหนักในการที่จะดึงประเทศไทย เข้าสู่ศาลโลกต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นผลร้ายต่อประเทศไทยได้ ท่านประธานครับ ทั้งหมด ๖ ประการที่ผมได้นำเสนอต่อท่านประธานผมหวังว่ามันจะเป็นแนวทางในการที่จะแก้ไข ปัญหา ผมยอมรับกับท่านประธานว่าผมนำเสนอญัตตินี้ด้วยความยากลำบาก ข้อมูล หลายส่วนเป็นข้อมูลลับ ข้อมูลหลายส่วนเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลหลายส่วน ถ้าเรานำเสนอไม่ดีก็อาจจะเกิดความเข้าใจผิดและอาจจะกลายเป็นการเติมน้ำมัน ในกองเพลิง วันนี้ผมยอมรับว่าพฤติกรรมยั่วยุ พฤติกรรมที่ก้าวร้าวของทางฝ่ายกัมพูชา เป็นพฤติกรรมที่ต้องถูกประณาม แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องมองให้เห็นถึงภาพใหญ่ เราต้องมองให้เห็นว่าทางฝ่ายกัมพูชาต้องการอะไร เขาพร้อมที่จะแพ้ศึก เขาพร้อมที่จะ สูญเสีย แต่ถึงที่สุดสิ่งที่ผู้นำของเขาต้องการคือการทำให้ประเทศไทยขึ้นสู่ศาลโลก สำหรับ ผู้นำกัมพูชาไม่ว่าศาลโลกจะตัดสินอย่างไรสำหรับพวกเขาเขาถือว่าชนะแล้ว เพราะเขาถือว่า เขาได้ดึงประเทศไทยเข้าสู่กลไกนี้แล้ว เพราะเป็นกลไกที่ประเทศไทยไม่ต้องการไปถึง ดังนั้น ด้วยความเคารพและให้กำลังใจกับทุก ๆ ครอบครัวกับประชาชนตามแนวชายแดน ผมคิดว่า ภาพใหญ่ที่เราต้องมองเราจะทำอย่างไรที่จะชนะไม่ใช่แค่ศึก แต่กระบวนการท่วงท่าต่าง ๆ ครั้งนี้เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขต่อไปในระยะยาวของคนทั้ง ๒ ประเทศ ขอบคุณครับ